"เขื่อนแม่น้ำโขง" การยึดครองของผลประโยชน์เบ็ดเสร็จของจีน

Tue, 07/24/2007 - 18:17 -- ประชาธรรม

แม่น้ำโขงถือเป็นหัวใจและวิญญาณของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประชาชนอีกกว่าล้านคนต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายนี้ ทั้งในด้านอาหาร ด้านการคมนาคม และด้านต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

แม่น้ำโขงมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลามากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีจำนวนปลาที่สำรวจพบ 1,245 ชนิด มีพื้นที่ชุ่มน้ำ 795,000 ตารางกิโลเมตร ระบบนิเวศที่ซับซ้อน และวิถีชีวิตของคนหลายล้านคนซึ่งต้องพึ่งพาอยู่กับน้ำนี้กำลังถูกคุมคาม โดยการสร้างเขื่อนจำนวน 8 เขื่อน ในแม่น้ำโขงตอนบนซึ่งอยู่ในจังหวัดยูนานของประเทศจีน

เนื่องจากจีนไม่ได้เป็นสมาชิกภาคีแม่น้ำโขง ซึ่งมีไทย พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา หรือเรียกอีกอย่างว่า กลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) จึงไม่สามารถกดดัน ไม่ให้จีนสร้างเขื่อนได้ และจีนยังเข้ามามีอิทธิพล กุมอำนาจ ต่อรองในการเปิด-ปิดเขื่อนในฤดูแล้งและฤดูน้ำหลากอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แผนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำลานซาง (แม่น้ำโขง) ในประเทศจีนเป็นรูปธรรมแล้ว ในขณะนี้ 8 เขื่อน สร้างเสร็จแล้วสองเขื่อน คือ เขื่อนม่านวาน เสร็จเมื่อปี 2531และเขื่อนต้าเฉาซาน เสร็จเมื่อปี 2549 ขณะนี้กำลังสร้างเขื่อนเซียวหวานที่จะมีความสูงถึง 300 เมตรหรือเท่ากับตึกระฟ้า 100 ชั้น และอีก 4 เขื่อนคือ เขื่อนนัวจาตู้ เขื่อนกงกว่อเนียว เขื่อนกันลันปา และเขื่อนชาเมงซอง

อีกด้านหนึ่งคือต้องยอมรับในเรื่องกระแสต่อต้านขององค์กรต่างๆ ที่มองผลกระทบด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผลกระทบจากการสร้างเขื่อนจีน เช่น การเปลี่ยนแปลงต่อน้ำขึ้นน้ำลงของน้ำในแม่น้ำโขง และตะกอนในลุ่มแม่น้ำโขงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ เพราะวงจรอาหารตามธรรมชาติถูกตัดขาด ซึ่งแม่น้ำลานซางได้ให้ธาตุอาหารแก่แม่น้ำโขงกว่าครึ่งถูกกักไว้ในเขื่อน เหตุการณ์นี้นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประมงโดยตรงแล้ว ยังส่งผลต่อเกษตรกรรมริมฝั่งโขงด้วย

ประการที่สอง การผังทลายของตลิ่งแม่น้ำโขง การกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งแม่น้ำโขงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติทุกปี แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา ตลิ่งแม่น้ำโขงผังทลายอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งอาจจะมีเหตุผลหลายประการ อาทิ การสร้างท่าเทียบเรือทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศ การเปิดให้มีการเดินเรือขนาดใหญ่ การระเบิดแก่งหิน และสันดอนทรายเป็นต้น ทั้งนี้การต่อสู้ การต่อต้านก็ต้องเดินต่อไป แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถจะห้ามจีนได้เลย เพราะจีนไม่สน NGO ในระดับใดอยู่แล้ว

จากการลงพื้นที่ ส่วนมากคนในอำเภอเชียงแสน ที่มีความผูกพันและใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับแม่น้ำโขง ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ระเบิดแก่งหิน และการเปิดให้มีการเดินเรือขนาดใหญ่ ลุงจู คนขับเรือในแม่น้ำโขง เล่าว่า จากการระเบิดแก่งและสร้างเขื่อนในประเทศจีน ทำให้น้ำไหลแรง ร่องน้ำจึงแปลง จะทำให้มีดินตะกอนสะสมที่หลังจุดกลับตัวของเรือขนส่งสินค้า เนื่องจากใบพัดได้ทำการตะกุยเอาเศษดินตะกอนที่อยู่ใต้น้ำ ไปสะสมกันในจุดนั้น ทำให้แม่น้ำโขงจุดที่หลังท่าเรือเชียงแสน น้ำตื้นขึ้น และเนื่องจากการระเบิดแก่งก็ทำให้การเดินทางของสินค้าง่าย จึงทำให้มีเที่ยวเรือขนสินค้ามากขึ้น ก็จะเกิดการทับถมของตะกอนมากขึ้นตาม

และอีกหนึ่งคนที่สังเกตเห็น และค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนและการระเบิดแก่ง คือ นายรามเรก บวกขม ได้ให้ข้อมูลกับเราว่า การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็คือการเกิดดอนทรายมากขึ้นกว่าเดิม และการกัดเซาะตลิ่งที่มากขึ้น ผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมที่เห็นได้ชัด ก็คือจำนวนปลาที่ลดลงมากจากเมื่อก่อน และผลจากที่เรือจีนมีขนาดใหญ่ ขณะที่แล่นผ่านเรือประมงขนาดเล็กของไทย ทำให้เกิดคลื่นไปตีเรือเล็ก บางรายก็โชคดี บางรายก็ตกน้ำ เนื่องจากคลื่นที่พัดเข้ามานั้นแรงมาก แต่ผลกระทบในด้านการท่องเที่ยวนั้นไม่มีผล เพราะคนที่มาเที่ยวส่วนใหญ่ มีแต่มาดูน้ำโขง เมื่อรู้ว่าเป็นน้ำโขงก็พอใจแล้ว

จากข้อมูลที่ได้มาก็ได้ทราบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงกับคนเชียงแสนก็คือ น้ำโขงในช่วงหลังท่าเรือเชียงแสนจะตื้นขึ้น และเนื่องจากการระเบิดแก่งทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล จำนวนปลาที่อยู่ในแม่น้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด และปัญหาน้ำแรงกว่าเดิมทำให้การกัดเซาะตลิ่งมากขึ้น ทำให้ตะกอนดินก็มากขึ้นตาม และโบราณสถานที่อยู่ริมน้ำโขงก็มีโอกาสที่ถูกน้ำกัดเซาะได้เช่นกัน

กรณีเขื่อนจีนในแม่น้ำโขงเป็นกรณีที่มีความละเอียดอ่อน มีหลายมิติเข้ามาเกี่ยวข้อง หลากหลายในกลุ่มแต่ละชุมชนถึงบริษัทข้ามชาติ รัฐบาลของประเทศตลอดจนประเทศมหาอำนาจต่างๆ ที่พยายามจะเข้ามาถ่วงดุจอำนาจ

ดังนั้นรัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นด้วยจุดยืนที่ชัดเจน ในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นอันดับแรก และควรสนับสนุนส่งเสริมในเวทีการเจรจาในระดับทวิภาคีหรือกรอบความร่วมมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงให้มีกลไกไกล่เกลี่ย หรือสร้างจุดสมดุลที่เหมาะสม เพราะแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ทั้งจีน ไทย พม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม แต่เป็นแม่น้ำส่วนร่วมที่ทุกคนจำเป็นต้องปกป้อง รักษา เพราะแม่น้ำสายน้ำ คือสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของทุกคนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้งหมด.

(อ้างอิงจากบทความของ อาคม เมษายน 2550 และจากเอกสาร International River Network แปลโดยธีระพงศ์ โพธิ์มั่น)

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร