เกษตรกรเหนือลั่นทดลองจีเอ็มโอเป็น‘ขึดบ้าน-ขึดเมือง’

Mon, 09/10/2007 - 17:20 -- ประชาธรรม

วันนี้(10 ก.ย.) เครือข่ายองค์กรเกษตรกรและผู้บริโภคอินทรีย์เชียงใหม่ พร้อมด้วยองค์กรภาคีพันธมิตร และองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือประมาณ 200 คน จัดขบวนรณรงค์เพื่อคัดค้านความพยายามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ต้องการให้รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีปัจจุบัน ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี 3 เม.ย. 2544 ซึ่งห้ามไม่ให้มีการทดลองหรือวิจัยพืชตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ในระดับไร่นาหรือระบบเปิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. เครือข่ายองค์กรเกษตรกรฯและองค์กรภาคีได้จัดขบวนคาราวานรถยนต์นับ 20 พร้อมรถขยายเสียงให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในตัวเมือง จ. เชียงใหม่ และมีการแจกเอกสารให้ข้อมูลของจีเอ็มโอ ตลอดเส้นทางก่อนที่ทั้งหมดจะเคลื่อนขบวนไปยังศาลากลางจังหวัด เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป

นายดวงทิพย์ ต๊ะวทา ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า พืชจีเอ็มโอหรือพืชที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมเป็นกระบวนการที่ผิดธรรมชาติ คนทางภาคเหนือเรียกว่า ‘ขึด’ เพราะการทำให้ธรรมชาติบิดเบี้ยวทุกอย่างเป็นสิ่งไม่ดี ที่สำคัญยังไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าพืชจีเอ็มโอจะไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ หรือเกิดผลในระยะยาวกับผู้บริโภคจีเอ็มโอ ด้วยเหตุนี้เครือข่ายองค์กรเกษตรกรและผู้บริโภคอินทรีย์จึงเห็นร่วมกันว่าหากมีการอนุญาตให้ทดลองหรือวิจัยพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นาจะเกิดผลเสียต่อเกษตรกร เกษตรอินทรีย์ ผู้บริโภคเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศชาติ

นายดวงทิพย์ กล่าวต่อไปว่า ทางเครือข่ายไม่ได้ต่อต้านความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่ต้องการให้พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรียับยั้งข้อเสนอของทั้ง 3 กระทรวงไว้ก่อน จนกว่าจะมีการออกพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพที่มาจากการยกร่างของภาคประชาชน เพราะจีเอ็มโอเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงของชาติ

"ประเทศไทยมีความหลากหลายทางพืชพรรณธรรมชาติสูงมาก ทั้งที่มีคุณค่าเป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค ฯลฯ คนไทยในอดีตดำเนินชีวิตไม่ลำบาก แต่ต่อมาเมื่อมีการปฏิวัติเขียว มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ การเกษตรก็เน้นการค้าขาย ละเลยความมั่นคงทางอาหารหรือผลกระทบที่จะเกิดธรรมชาติ กระทั่งวิถีชีวิตของเราเอง กระทั่งวันนี้เกษตรจำนวนมากก็หันหลังให้การเกษตรเชิงพาณิชย์ และการเป็นทาสสารเคมีด้วยการทำเกษตรกรรมยั่งยืน แต่รัฐบาลนี้และกระทรวงเกษตรฯกำลังจะทำให้การฟื้นตัวของเกษตรกรไทยล่มสลายไปด้วยนโยบายที่สนับสนุนจีเอ็มโอ ทั้งๆที่การพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของไทยควรจะเป็นต่อยอดจากฐานทรัพยากรที่มี และเป็นการพัฒนาที่โลกและธรรมชาติไม่ถูกบิดเบือนจากกลไกของทุนนิยม" ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนสารภี กล่าว

ด้าน น.ส.น้ำทิพย์ เกตุสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย กล่าวว่า รัฐมนตรีทั้ง 3 กระทรวงข้างต้น พยายามที่จะเสนอให้การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (11 ก.ย.) เพื่อพิจารณายกเลิกมติครม. 3 เม.ย.44 ที่ห้ามทดลองในระดับไร่นาจนกว่าจะมีกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งความคืบหน้าของกฎหมายฉบับนี้หลังจากผ่านการรับฟังความคิดเห็นประพิจารณ์เดือนสิงหาคมปี 2549 ก็ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ และกำหนดจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอีกครั้งในวันอังคารที่ 25 ก.ย.ที่จะถึงนี้

น.ส.น้ำทิพย์ กล่าวเสริมว่า ตนเข้าใจว่ารัฐมนตรีทั้ง 3 กระทรวงอาจจะใจร้อน และอาจเล็งเห็นถึงความยุ่งยากของกระบวนการยกร่างกฎหมาย จึงต้องการย่นย่อขั้นตอนในการอนุญาตการทดลองจีเอ็มโอ ซึ่งไบโอไทยเห็นว่าควรที่จะมีกฎหมายกำกับก่อน ด้วยเหตุที่การทดลองจีเอ็มโอในหลายปีก่อนได้มีการหลุดรอดมาสู่แปลงเกษตรกรรม และอธิบดีกรมวิชาการเกษตรก็ออกมายอมรับแล้วว่าเกิดขึ้นจากคนภายใน และไม่สามารถควบคุมผลกระทบจากการแพร่กระจายที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรและผู้บริโภคได้

ส่วนประเด็นความเข้าใจของประชาชนต่อเรื่องจีเอ็มโอนั้น น.ส.น้ำทิพย์ ให้ข้อมูลว่า ผลสำรวจจากเอเบคโพลล์และกรมเศรษฐกิจการเกษตรยืนยันเหมือนกันว่า คนไทยมีความเข้าใจในระดับที่น้อยมาก โดยเฉพาะตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ดังนั้นสิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคือการให้ความรู้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และการให้ข้อมูลไม่ควรจะจำกัดอยู่ที่ข้อมูลทางบวก หรือในเชิงวิชาการ ข้อมูลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่ควรเป็นข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากปล่อยจีเอ็มโอลงสู่แปลงทดลอง เป็นต้น

ทั้งนี้เนื้อหาจดหมายเปิดผนึก ระบุว่าถึงเหตุผลในการคัดค้านการทดลองจีเอ็มโอในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพว่า การถือครองที่ดินของเกษตรกรในภาคเหนือเป็นแปลงขนาดเล็ก มีเนื้อที่ทำการเกษตรคนละประมาณ 2- 10 ไร่ หากมีการทดลองจีเอ็มโอในระดับไร่นา มีความเป็นไปได้สูงที่ละอองเกสรจากพืชตัดแต่งพันธุกรรมจะหลุดออกไปสู่พืชพันธุ์อินทรีย์และพืชพรรณพื้นบ้านได้ นั่นหมายถึงเป็นการทำลายระบบเกษตรอินทรีย์ของประเทศ และส่งผลให้เกิดการผูกขาดของระบบเศรษฐกิจโดยบรรษัทขนาดใหญ่ ทำลายระบบเศรษฐกิจของเกษตรกรรายย่อย และทำลายความมั่นคงอธิปไตยทางด้านอาหาร

อีกทั้งผู้บริโภคในปัจจุบันที่ตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีและพืชตัดแต่งพันธุกรรม ต่างให้การยอมรับและสนับสนุนผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร