เครือข่ายป่าชุมชนเหนือแถลง"ไม่รับ กม.ป่าชุมชน"ฉบับผ่าน สนช.

Fri, 11/23/2007 - 15:50 -- ประชาธรรม

ตามที่เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชนในวาระ 2 และ 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะในมาตรา 25 และ 34 ซึ่งมีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง ซึ่งทั้ง 2 มาตราดังกล่าวที่ประชุม สนช.มีมติตามกรรมมาธิการเสียงข้างน้อย กล่าวคือมาตรา 25 ระบุให้การขอจัดตั้งป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ทำได้เฉพาะชุมชนที่มีการตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเป็นเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และได้จัดการดูแลรักษาพื้นที่ดังกล่าวมาไม่น้อยกว่า 10 ปีก่อนวันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้ และต้องดูแลต่อเนื่องจนกระทั่งวันที่ขอจัดตั้งป่าชุมชน และไม่อนุญาตให้จัดตั้งป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์

ขณะที่มาตรา 34 ระบุห้ามทำไม้ในป่าชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ กรณีดังกล่าว เครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือระบุว่า พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ผ่าน สนช.ออกมานั้นเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการป่า ทั้งยังทำลายสิทธิของชุมชนที่ทำการรักษาป่ามาแล้วเป็นจำนวนมากด้วย

ล่าสุดวันนี้(22 พ.ย.) นายพัฒน์ ขันสลี คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชน จ.น่าน และที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ กล่าวว่า พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ผ่าน สนช.เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่ต้องการเลยแม้แต่น้อย เพราะเนื้อหาโดยรวมยังคงผูกขาดอำนาจในการบริหารจัดการป่าอยู่ที่รัฐ ปิดกั้นสิทธิและอำนาจชุมชนในการจัดการป่าชุมชน รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนด้วย และที่สำคัญหากกฎหมายออกมาเช่นนี้จะทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนรุนแรงขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ นายพัฒน์ กล่าวต่อว่า จากการหารือกับสมาชิกในเครือข่ายฯ ตอนนี้ได้ข้อสรุปร่วมกันคร่าวๆว่าก่อนที่ในหลวงจะลงพระปรมาภิไทยคงจะขอให้สมาชิก สนช.จำนวน 25 คน เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และอีกแนวทางคือจะมีการล่ารายชื่อ 10,000 ชื่อเสนอให้มีการปรับแก้ต่อไป ส่วนในรายละเอียดนั้นจะมีการหารือร่วมกันในเร็วๆนี้ต่อไป

นายเตชะภัทร์ มโนวงศ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชน จ.พะเยา กล่าวว่า ในส่วนของมาตรา 25 เรื่องการจัดตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ จะให้สิทธิชุมชนมากน้อยแค่ไหน เพราะดูตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยคัดค้านมาตรา 25 อาจจะมีปัญหาในเรื่องของการจัดตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ ซึ่งจะกระทบกับชุมชนที่ดูแลจัดการป่าชุมชนที่อยู่ในเขตอนุรักษ์อย่างแน่นอน ในส่วนของมาตรา 34 เรื่องการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน ตนไม่เข้าใจว่า จริงๆ แล้ว คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเข้าใจคำว่าการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืนหรือไม่ เพราะชุมชนที่อยู่ชายขอบของการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติจะได้รับผลกระทบแน่นอน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ผ่าน สนช. แบบนี้ ในส่วนของเครือข่ายชาวบ้านจะคุยกันเรื่องนี้ต่อว่าจะมีท่าทีอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

"ผมคิดว่ากฎหมายที่ผ่านการพิจารณาออกมาเป็นพระราชบัญญัติแล้วนั้น จะกลับมาแก้ไขก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะมีหลายขั้นตอน ส่วนตัวจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ผ่านออกมาเช่นนี้ เพราะได้บิดเบือนเจตนารมณ์ของชาวบ้านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิของชาวบ้านในการยื่นขอจัดตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ และสิทธิการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน แต่กรรมาธิการมองไม่เห็นจุดนี้ ผมคิดว่าจะมีผลกระทบกับชาวบ้านอย่างแน่นอน" ที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชน จ.พะเยา กล่าว

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อกรณี พ.ร.บ.ป่าชุมชนฉบับนี้ เครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือยังได้ออกแถลงการณ์ "จุดยืนภาคประชาชนต่อพระราชบัญญัติป่าชุมชน ฉบับผ่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)" โดยระบุว่า ตามที่เครือข่ายป่าชุมชนทั่วประเทศ พยายามผลักดันให้เกิดการปฏิรูป ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ จากระบบการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ระบบราชการ ไปสู่การบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการที่ด้อยประสิทธิภาพไร้ความเป็นธรรมไปสู่ระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและสร้างความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น ทั้งนี้ได้เสนอกฎหมายป่าชุมชนตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา รวมระยะเวลาไม่น้อยกว่า 18 ปี และประชาชนได้เข้าชื่อ 50,000 คนเพื่อเสนอกฎหมายในปี พ.ศ.2542 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 และได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภามาหลายยุคหลายสมัย 

เมื่อได้มาถึงการพิจารณาของ สนช.ชุดปัจจุบัน ในระยะเริ่มต้นของการพิจารณากฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเนื้อหาที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายป่าชุมชน ภาคประชาชนเห็นว่ามีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับสาระสำคัญที่ภาคประชาชนได้เสนอและมีความหวังว่าถ้ากฎหมายออกมาตามเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการฯ จะทำให้สังคมไทยได้เคลื่อนตัวเข้าสู่การปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากรป่าที่มีประสิทธิภาพ 

แต่เมื่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2550 นั้น ผลปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงความในมาตรา 25 และ 34 เรื่องการขอจัดตั้งและใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งเป็นหัวใจและสาระสำคัญไปในทิศทางที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความร่วมมือในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนได้ นอกจากนี้ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในมาตรา 66 และ 67 ซึ่งทำให้สิทธิชุมชนท้องถิ่นได้ถูกละเมิดในกฎหมายป่าชุมชนฉบับนี้

ภาคประชาชนเห็นว่ากฎหมายป่าชุมชนที่ผ่าน สนช.ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่โดยการเขียนกฎหมายทำลายสิทธิของชุมชนที่ทำการรักษาป่ามาแล้วเป็นจำนวนมากตามความในมาตรา 25 นอกจากจะไม่เป็นกฎหมายที่ส่งเสริมรองรับสิทธิในการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นแล้ว ในมาตรา 34 ยังเขียนกฎหมายที่มีสาระสำคัญไม่แตกต่างไปจากกฎหมายป่าไม้ที่มีอยู่เดิมทั้งหมด 

ภาคประชาชนจึงมีความคิดเห็นว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่สังคมไทยที่ต้องมีกฎหมายป่าชุมชนในลักษณะเช่นนี้ ภาคประชาชนจึงขอประกาศไม่รับกฎหมายป่าชุมชนที่ผ่านการพิจารณาของ สนช.พร้อมกับได้เสนอจุดยืนของประชาชนว่า 1.เราไม่ขอยอมรับว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายป่าชุมชน เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจราชการมากกว่าการส่งเสริมรองรับสิทธิของประชาชนในการร่วมจัดการกับภาครัฐอย่างครอบคลุมตามสภาพความเป็นจริง

2.ในการดำเนินการตามกฎหมายป่าชุมชนในระยะเริ่มต้น ตั้งแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการ นโยบายป่าชุมชนระดับชาติ คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัด หรือการยื่นคำขอเพื่อขอจัดตั้งป่าชุมชนเราจะยังไม่เข้าร่วมดำเนินการใดๆ จนกว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีเนื้อหาที่เหมาะสมมากกว่านี้ และ 3.ประชาชนซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพยากร การป้องกันไฟป่า การป้องกันการบุกรุกทำลายป่า แต่เมื่อกฎหมายป่าชุมชนออกมาในลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นการทำลายขวัญ กำลังใจ และความตั้งใจในการดูแลจัดการป่าของประชาชน

ทั้งนี้ ภาคประชาชาชนได้มีข้อเสนอและแนวทางแก้ไขเพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้ คือ 1.เราขอให้ผู้มีอำนาจในการยื่นขอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เช่น สนช. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวน 25 ท่าน ได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการลงพระปรมาภิไทย ว่ากฎหมายป่าชุมชนขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในมาตรา 66 มาตรา 67 หรือไม่ 

2.ประชาชนจะเข้าพบประธาน สนช.เพื่อยืนความจำนงในการเข้าชื่อ 10,000 รายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายป่าชุมชน (แก้ไข) ทั้งนี้ โดยจะร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 23 ธ.ค.2550 เพื่อนำกฎหมายป่าชุมชนเข้าสู่สภาอีกครั้งเมื่อเปิดสภาในสมัยต่อไป 3.เครือข่ายป่าชุมชนทั้ง 76 จังหวัด จะจัดเวทีเพื่อยื่นข้อเสนอต่อพรรคการเมืองทุกพรรค และ 4.จะร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรนำรัฐธรรมนูญมาตรา 303 เพื่อยับยั้งกฎหมายไว้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาเพื่อเปิดสภาเข้ามาดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกันนี้ ที่รัฐสภา พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง นางเตือนใจ ดีเทศน์ และ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สนช.ซึ่งเคยเป็นกรรมมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ได้ร่วมกันแถลงถึงร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. ...โดย พล.อ.สุรินทร์ กล่าวว่า แม้กฎหมายป่าชุมชนจะยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ประชาชนคาดหวัง แต่โดยรวมแล้วเป็นการเริ่มต้นที่ดี สิ่งที่น่าเสียดายคือกฎหมายยังไม่ให้สิทธิของชุมชนที่อยู่ชายเขตอนุรักษ์ ซึ่งดูแลป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ที่อยู่ใกล้เคียงมาต่อเนื่องหลายสิบปี กลับไม่มีสิทธิขอตั้งป่าชุมชนให้ถูกต้อง นี่เป็นเพราะว่าบางคนเป็นห่วงว่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์จะสวมรอยหรือแอบอ้างเข้าไปทำป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ ซึ่งในความเป็นจริงทำไม่ได้ เพราะการขออนุญาตต้องพิสูจน์ว่าชุมชนนั้นดูแลป่าชุมชนต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ไม่ใช่ชุมชนไหนจะขอเข้าไปทำป่าชุมชนใหม่ได้.

 

 

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร