เครือข่ายเกษตร-สุขภาพชู 3 ประเด็นแก้ร่าง พ.ร.บ.วัตถุอันตราย

Thu, 11/29/2007 - 11:55 -- ประชาธรรม

ตามที่วานนี้ (28 พ.ย.) สนช.จะพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2535 ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับแก้เนื้อหา หลังจากเครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมากได้แสดงความห่วงกังวลในประเด็นต่างๆ อาทิ อาจเปิดทางให้มีการนำเข้าของเสียอันตรายตามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรืออนุญาตให้นำเข้าวัตถุอันตรายประเภท 4 ซึ่งกฎหมายเดิมห้ามไว้

น.ส.ทัศนีย์ วีระกันต์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ในฐานะผู้ประสานเครือข่ายนโยบายเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า โดยภาพรวมร่าง พ.ร.บ. วัตถุอันตราย ฉบับแก้ไข ที่ผ่านการพิจารณาจากกฤษฎีกามีความรัดกุมเพิ่มขึ้นในหลายประเด็น อาทิ กฤษฎีกาตัดข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบและจัดทำรายงานผลการตรวจสอบเกี่ยวกับวัตถุอันตรายแทนพนักงานเจ้าหน้าที่ได้  ซึ่งหากปล่อยให้ประเด็นนี้ผ่านไป  การติดตามควบคุมตรวจสอบวัตถุอันตรายจะหละหลวมมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ กฤษฎีกายังตีกรอบให้การนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 สามารถนำเข้าได้เฉพาะในกรณีเพื่อใช้เป็นสารมาตรฐานในการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น

“ต้องขอบคุณคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องประชาชนและสังคมที่จะได้รับผลกระทบจากวัตถุอันตราย  อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่เครือข่ายฯ กังวลคือ  ร่างใหม่ได้แก้ไขให้อำนาจคณะกรรมการวัตถุอันตรายมากขึ้น แต่สัดส่วนกรรมการที่มาจากภาคประชาชนน้อยมาก ซึ่งอาจทำให้การกำหนดทิศทางนโยบายเรื่องวัตถุอันตรายขาดมุมมองเพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชนไป” น.ส.ทัศนีย์ กล่าว

ทั้งนี้ในร่าง พ.ร.บ. ใหม่ กำหนดให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีอำนาจหน้าที่ในกำหนดนโยบาย  มาตรการ และแผนการกำกับดูแล รวมถึงอำนาจในการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ. จากเดิมที่กำหนดอำนาจหน้าที่เพียงการให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเท่านั้น  ในส่วนของสัดส่วนกรรมการทั้ง 25 คนพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นผู้แทนจากฝ่ายรัฐ โดยเปิดให้มีผู้แทนภาคประชาชนเพียงสองคนเท่านั้น มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ดำเนินงานในองค์กรสาธารณะประโยชน์เพื่อการคุ้มครองสุขภาพอนามัย หรือสิ่งแวดล้อม

“ในอดีต เราเคยมีคณะกรรมการระดับชาติเช่นนี้หลายชุด แต่เมื่อขาดการถ่วงดุลจากภาคสังคมทำให้การออกนโยบาย กฎระเบียบอาจละเลยผลกระทบที่ส่งผลต่อประชาชน หรือกลายเป็นนโยบาย กฎระเบียบที่ให้น้ำหนักกับการดำเนินงานภาคเอกชน ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดควรมีคณะกรรมการจากภาคประชาชนในสัดส่วนที่เท่าเทียมกับตัวแทนจากภาครัฐ เพราะผู้ใช้ และได้รับผลกระทบจากการใช้วัตถุอันตรายรุนแรงที่สุดคือเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และประชาชน และที่สำคัญมาก คือ ต้องกำหนดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ในกฎหมายด้วย”  

เครือข่ายนโยบายเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพ  ยังเห็นร่วมกันว่า ไม่ควรตัดมาตรา 42 ที่กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้เก็บรักษาวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 และ 3 ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี  เพราะเป็นรายได้ของรัฐ  และการยกเลิกการแจ้งยอดหรือติดต่อกับหน่วยงานรัฐรายปีจะส่งผลให้การควบคุมติดตามตรวจสอบปริมาณวัตถุอันตรายภายในประเทศย่อหย่อนลง

ส่วนประเด็นที่สามซึ่งเครือข่ายฯมีความเห็นร่วมกันคือ ต้องการให้นำข้อคิดเห็นของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่ขอให้แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นการควบคุมการโฆษณาวัตถุอันตราย มาบรรจุในร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วย ทั้งนี้ ครม.เอง ได้มีมติเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2548 เห็นชอบตามข้อเสนอของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่ให้กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการควบคุมการโฆษณา และการขายตรงสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในลักษณะข้อบังคับทางกฎหมาย โดยต้องให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้และผู้บริโภคอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม 

“ดังนั้นการตัดข้อเสนอเรื่องนี้ของสช. ออกไปเท่ากับละเลยมติ ครม. และทำให้ไม่มีมาตรการในการควบคุมติดตามการโฆษณา รวมถึงควบคุมกลยุทธ์การกระตุ้นยอดขายสารเคมี ด้วยการลด แลก แจก แถม ของบริษัทจำหน่ายสารเคมี ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นหลักเป็นเรื่องที่เครือข่ายเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สนช. ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้านที่สุด อย่างไรเมื่อเราแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับกับสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศแล้ว  สิ่งสำคัญที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องพิจารณาต่อคือการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง” น.ส.ทัศนีย์ กล่าว

ผู้ประสานเครือข่ายนโยบายเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพ กล่าวต่อว่า นอกจากประเด็นหลักทั้ง 3 เรื่องแล้วยังมีประเด็นปลีกย่อยที่เครือข่ายจะติดตามการพิจารณาของ สนช. อย่างใกล้ชิด  อาทิ มาตรา 53 ที่ยกเลิกอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่าไม่เคยมีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ซึ่งเครือข่ายระบุว่าการคงอำนาจไว้เป็นสิ่งจำเป็น มิฉะนั้นจะไม่เกิดการบังคับใช้กฎหมายเพราะเจ้าพนักงานอื่น อาทิ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีความเข้าใจเรื่องสารพิษเพียงพอที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้   และที่ผ่านมาเคยมีการแจ้งจับกุมการใช้สารเคมีในการเลี้ยงกุ้งโดยพนักงานเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรมาแล้ว สมัยที่นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ

อนึ่ง พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ระบุว่า วัตถุอันตรายหมายถึง วัตถุระเบิดได้  วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ์และวัตถุเปอร์ออกไซด์ วัตถุมีพิษ วัตถุที่ทำให้เกิดโรค วัตถุกัมมันตรังสี และวัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และได้แบ่งระดับวัตถุอันตรายเป็น 4 ชนิด ตามความรุนแรง โดยวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามนำเข้า จำหน่าย และมีไว้ในครอบครองโดยเด็ดขาดยกเว้นตามที่ พ.ร.บ.กำหนดโดยอนุโลม.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร