พรานปลากว๊านพะเยา..วันที่เงาในเรือเริ่มจางหาย

Sun, 04/13/2008 - 14:09 -- ประชาธรรม

อาจเพราะเหตุผลที่ “กว๊านพะเยา“ เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่กินอาณาบริเวณกว้างถึง 12,831 ไร่ 1 งาน 26 ตารางวา ถือเป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน มีชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมหลายชุมชนอาศัยอยู่บริเวณรอบ ๆ นั่นย่อมเป็นผลให้ชุมชนเหล่านั้นล้วนมีวิถีชีวิตที่สนิทแนบแน่นกับกว๊านพะเยา อาศัยกว๊านในการหล่อเลี้ยงชีวิตในมิติต่างๆ โดยอาชีพทำการประมงก็ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของกว๊านที่มีอายุสืบเนื่องติดต่อกันมาหลายปี เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเกิดของกว๊านพะเยา และผลผลิตที่ได้จากการทำประมงในกว๊านก็ถูกส่งออกไปเพื่อหล่อเลี้ยงคนทั่วทั้ง จ.พะเยา อาจมีบางส่วนที่ล่วงเลยไปถึงส่วนอื่น ๆ ของภาคเหนือตอนบน

แต่ปัจจุบันเมื่อกระแสการเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้มข้น รุนแรง โครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอาณาบริเวณรอบ ๆ กว๊านล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพน้ำ จำนวนปลา และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกับคุณค่าวิถีชีวิตของชาวประมงริมกว๊าน สั่นคลอนวิถีที่สืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี

ลุงมี ไจจา ประธานชุมชนบ้านร่องไฮ หมู่บ้านริมกว๊านพะเยา ผู้เฒ่าที่มีอายุงานหาปลาในกว๊านมาจนถึงวันนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 50 ปีบอกถึงสภาพกว๊านในปัจจุบัน ช่วงนี้หาปลาไม่ค่อยได้สักเท่าไร ปลาน้อย น้ำในกว๊านก็เป็นสีเหลือง ๆ อาจจะเป็นเพราะจังหวัดมีโครงการที่จะพัฒนากว๊านเพื่อที่จะเอาวัชพืชในกว๊านออก จำนวนปลาก็ลดลง

“ผมจะออกไปหาปลาทุกวันส่วนมากจะไปวางข่ายในตอนบ่าย ๆ แล้วก็ไปเก็บเอาสักตอนตี 3 ช่วงนี้หาปลาได้น้อยมากเฉลี่ยวันละประมาณ 7-8 กิโลเท่านั้น จากเมื่อก่อนที่เคยได้มาก ๆ ประมาณ 15 กิโลเป็นอย่างต่ำ ปลาที่ได้ก็เป็นปลาประเภทปลาสร้อย ปลาสลิด ปลาตะเพียนขาว ปลากราย ปลาหมอเทพ ส่วนปลานิลจากอดีตที่เคยจับได้ก็หายไปเลย เดี๋ยวนี้จับไม่ค่อยได้แล้ว คิดว่าปลามันไม่หมดหรอก แต่ว่าปลามันไม่ค่อยมีเท่านั้นเอง ปลาก็จะไม่ขึ้นมาบริเวณที่น้ำตื้น ๆ แต่ว่าจะลงไปอยู่ที่ลึก สภาพน้ำมันแย่ลงเรื่อย ๆ”

จำนวนปลาที่ลดลงไปไม่เพียงแค่กระทบกับจำนวนคนหาปลาเท่านั้น แต่ภูมิปัญญาบนเรือประมงก็อาจจะสูญหายไปด้วย เมื่อเด็กรุ่นใหม่ ๆ เริ่มห่างจากเครื่องมือหาปลา ในเรื่องนี้ลุงมีบอกว่า“คนหาปลาในชุมชนเวลานี้ลดลงเหลือประมาณ 10 กว่าคน จากที่เคยมีทำกัน 30-40 กว่าคน หายไปหมด แล้ว มีแต่พวกคนแก่สูงอายุเท่านั้นที่จะลงเรือออกหาปลา เด็ก ๆ ไม่มีทำประมงกัน เขาเข้าไปเรียนในเมือง พอกลับมาพวกนั้นก็ไมมาอยากจะออกเรือหาปลากัน”

คำบอกเล่าของลุงมีสอดคล้องกับตัวเลขล่าสุดของสำนักงานประมง จ.พะเยา ซึ่งมีการสำรวจชาวประมงจาก 15 ชุมชน ที่ทำอาชีพประมงพบว่าในปี 2550 มีชาวประมงทั้งหมด 541 ราย มีเรือทั้งหมด 557 ลำ โดยชาวประมงประมาณ 250 คนจะมีอาชีพหาปลาเป็นอาชีพหลัก ส่วนอีกประมาณ 300 กว่าคนก็จะทำนาเป็นอาชีพหลักพอเลิกจากนามาแล้วก็จะออกหาปลาเป็นอาชีพเสริม

ลุงมีเล่าให้ฟังต่อว่า หลังจากต้องเผชิญกับปัญหาจำนวนปลาที่ลดลงเป็นอย่างมากแล้ว ทางประมงก็ได้ร่วมมือกับเครือข่ายประมงพื้นบ้าน โดยต้องการที่จะรักษาพันธุ์ปลาเหล่านั้นเอาไว้ ”ทางประมงจังหวัดก็หาทางแก้ไขโดยร่วมกับประมงพื้นบ้าน ประมงจังหวัดเขาแนะนำว่าให้เราสร้างเขตอนุรักษ์ขึ้นรอบกว๊าน 14 ชุมชน ได้งบจากจังหวัดมา 1,400,000 บาท ก็ได้ชุมชนละ 100,000 บาท เอามาทำเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ในตอนนี้ก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมามันก็ไม่ได้ผลเกิดขึ้น การดำเนินการก็เงียบลงไปเพราะงบประมาณของเขาหมด”

”พอมาระยะหลัง ๆ ตั้งแต่ปี 2547-2548 ก็เกิดมีปลาชะโดเข้ามาอยู่ในกว๊านอีก มันก็มาจากพวกนักบุญ แล้วก็พวกนักตกปลาที่เอาปล่อยลงไว้ในกว๊าน ซึ่งในเวลานี้ปัญหาก็มันหนักขึ้น ส่วนอื่น ๆ เขาก็เริ่มเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ก็มีการพูดออกมาว่าไม่น่าเลย” พรานปลาวัยชราแห่งบ้านร่องไฮพูดอย่างติดตลกกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกว๊านพะเยาที่ดูเหมือนว่าจะไม่จบสิ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่สร้างความยากลำบากให้กับชาวประมงมากยิ่งขึ้นในการออกหาปลาแต่ละครั้ง จนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหันมาให้ความสำคัญ โดยเฉพาะหน่วยงานอย่างกรมประมงที่เป็นกลไกของรัฐโดยตรงที่ต้องมาจัดการกับเรื่องนี้

โสภา สุขแสนโชต เจ้าหน้าที่กรมประมง 7 กล่าวว่า ปัญหาของกว๊านพะเยามีอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งในเวลานี้ก็มีปัญหาในเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาคือปัญหาเรื่องของปลาชะโด ซึ่งเราก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสียทีเดียวแต่ว่าโดยภาพรวมแล้วนั้นปลาก็ยังคงมีอยู่

โสภา ยังบอกอีกว่า ปลาชะโดนั้นเมื่อเล็ก ๆ จะมีลักษณะที่สวยงาม ตัวจะออกสีส้ม ๆ คนก็จะเอามาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม แต่ว่ามันก็โตขึ้นเรื่อย ๆ แล้วความสวยงามก็จะลดลง เป็นปลาที่มีลักษณะดุร้าย อาจมีคนเอาไปปล่อยลงในแหล่งน้ำก็เกิดการแพร่ขยายพันธุ์ อีกส่วนหนึ่งก็จะมีการนำเอาปลาชะโดมาปล่อยโดยตรงเพื่อการตกเบ็ดเพราะเขาบอกว่าปลาชะโดนั้น เวลาตกเบ็ดแล้วจะสนุกมาก ขณะเดียวกันมันก็แพร่ขยายไปโดยเร็วในแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงแต่ในกว๊านพะเยาเท่านั้นยังมีหนองเล็งทราย แม่ต๋ำ เยอะมากในเชียงรายก็มีเยอะ

“ตอนนี้ทางจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งให้ประมงทั้ง 2 ส่วนคือประมงจังหวัด กับศูนย์วิจัยประมงให้เร่งแก้ไขปัญหาปลาชะโด ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานได้รวบรวมชาวประมงพื้นบ้านที่ยินดีเข้าร่วมจัดการกับปลาชะโด เราก็ใช้วิธีการใช้เบ็ดตกเอา เพราะจะใช้วิธีอื่น ๆ นั้นไม่สามารถที่จะจับได้ ขณะเดียวกันการจับจะจับโดยพลการไม่ได้ เพราะในเขตอนุรักษ์นั้นที่มีปลาเยอะ ปลาชะโดก็เยอะ จะไม่อนุญาตให้เข้าไปจับโดยพลการ เพราะฉะนั้นต้องได้รับอนุญาตจากศูนย์วิจัยประมง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ส่วนแนวทางที่ใช้คือจะต้องใช้การตกเบ็ดอย่างแน่นอน แต่ว่าจะเริ่มกันวันที่เท่าใดนั้นจะต้องหาข้อตกลงกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าทางชาวประมงนั้นยินดีที่จะร่วมจับโดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ”

เพราะเหตุที่กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำสาธารณะที่สามารถใช้ได้ทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ได้มีเพียงแต่ชุมชนริมกว๊านทั้ง 14 ชุมชน และอีก 1 ชุมชนที่อยู่ข้างนอกกว๊าน ซึ่งได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายประมงพื้นบ้านในการหาปลาได้แล้ว ทว่ายังมีบุคคลภายนอกที่สามารถเข้ามาหาปลาในกว๊านได้อย่างเสรี ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้แทบไม่ให้ความสำคัญกับคำว่าการอนุรักษ์

แต่ด้วยความไม่เข้าใจเรื่องการอนุรักษ์พันธุ์ปลาปัญหาก็เกิดขึ้นอีกอย่างที่ลุงมีเล่าให้ฟัง ”คนหาปลาทางฝั่งตะวันตกพากันเข้ามาหาปลากันในเขต 1 ที่เป็นเขตอนุรักษ์ห้ามจับปลาโดยเด็ดขาด เขาเอาข่ายตา 4 ซึ่งเป็นข่ายตาถี่มาลง ส่วนกลุ่มประมงของเรามีกฎว่าต้องเอาข่ายที่มาตาขนาด 5 เซ็นติเมตรขึ้นไปเท่านั้น เขาก็หากินแบบละเมิดสิทธิว่างั้นเถอะ คือเกินเขตที่เรากำหนดเอาไว้เข้าไปในเขตอนุรักษ์ของทางประมงจังหวัด”

“ปัจจุบันยังมีการลักลอบจับปลาในเขตอนุรักษ์อยู่ ประมงจังหวัดเขาก็ยังไม่ออกมาตรวจจับผู้ที่เข้าไป เขาก็โยนลูกมาบอกว่าเมื่อเขาให้สิทธิกับพวกเราแล้ว พวกเราต้องจัดการกันเอง พอมันเสรีเข้าทางประมงก็ไม่เข้ามารบกวน จึงมีลักลอบเข้าไปทำในเขตอนุรักษ์ทุกวัน เมื่อทางเครือข่ายประมงเข้าไปตักเตือน ชาวประมงพวกนั้นก็ถามกลับมาว่าพวกเราเป็นกรมประมงหรืออย่างไร เขาก็บอกมาว่าถ้าหากฉลาดก็เข้าไปหา ใครโง่ก็ออกไปหากินข้างนอก ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการพูดคุยกันแล้วแต่เราก็ไม่ได้รับความร่วมมือ” ลุงมีกล่าว

เท่านั้นยังไม่พอ ดูเหมือนปัญหาจะถาโถมเข้ามาเรื่อย ๆ “เมื่อทางราชการมีโครงการอะไรขึ้นมาก็จะมีตัวแทนของประมงเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น เขาเปิดโอกาสแสดงความคิดเห็น เราก็คัดค้านไปแต่ว่าด้วยความที่พวกเขาเป็นข้าราชการ ผู้ว่าฯ ก็ย้ำออกบ่อย ๆ ว่าเราต้องมองในมุมกว้าง บอกว่าถ้าหากไปทำแบบนั้น จ.พะเยา จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างไร ผู้ว่าฯ ก็ยกเอาตัวอย่างที่นั่นที่นี่มาพูดว่าถ้าหากทำไปแล้วเดี๋ยวก็จะปรับตัวกันได้เอง”

นอกจากนี้ ลุงมียังบอกว่า ประมาณปี 2549 ผู้ว่าฯ จะพัฒนาให้เมืองพะเยาเป็นแหล่งท่องเที่ยว จะทำให้มีวัดกลางน้ำขึ้นมา มีการนำเอาเรือเข้ามาขุดรอบ ๆ วัด ทำให้ระบบนิเวศยิ่งเสื่อมเสียมากขึ้นไปอีก ปลาก็ตาย ซึ่งประมงพื้นบ้านเองบางคนก็เห็นด้วย บางคนก็ไม่เห็นด้วย อย่างผมนี่ไม่เห็นด้วยแน่ๆ ผู้ว่าฯ บอกว่าต้องมองมุมที่กว้าง เราก็เห็นมุมกว้างที่เป็นคนละแนวทางกับผู้ว่าฯ เหมือนกัน ซึ่งอีก 2 ปีผู้ว่าฯ ก็ไป แล้วโครงการนี้มันจะเกิดผลสำเร็จหรือเปล่า แล้วใครจะมาสานต่อโครงการของผู้ว่าฯ ทั้ง ๆ ที่หลายหน่วยงานไม่เอาด้วย”ลุงมีบอกถึงทิศทางการพัฒนากว๊านที่ไม่เคยเห็นหัวของชาวประมง

เมื่อถามถึงอนาคตของอาชีพประมงพื้นบ้าน ลุงมีบอกว่า ”เราก็หวังไว้ว่าหากการท่องเที่ยวมันเป็นไปได้ พวกเราก็คงจะเลิกหาปลากัน ที่หมู่บ้านร่องไฮก็เริ่มมีการทำโฮมสเตย์กันบ้างแล้ว เริ่มทำกันมาทดลองทำกัน 3-4 ครั้งแล้ว ในโอกาสข้างหน้าจากที่เคยได้ทดลองมาบ้างก็คิดว่ามันอาจที่จะเป็นไปได้ เราจะทำเป็นอาหารแปรรูปในหมู่บ้าน เพราะว่าที่หมู่บ้านนั้นก็ยังมีกลุ่มตีเหล็กกลุ่มจักสานผักตบชวาอยู่ด้วย”

สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของสหัทยา วิเศษ อดีตนักวิจัยของมูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ที่บอกถึงอนาคตของ “พรานปลา” ริมกว๊านพะเยาว่า มีเพียงชาวประมงบางคนที่ทำอาชีพประมงในกว๊านเป็นหลัก ซึ่งจำนวนคนที่ประกอบอาชีพประมงเป็นหลักนั้นลดลง และทิศทางน่าจะเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องด้วย

นอกจากนี้ ส่วนของชาวประมง ในระยะหลัง ๆ ก็เริ่มที่จะหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากจังหวัด ในการซื้อเรือให้หรือว่ามาอบรมมัคคุเทศน์ ในช่วง ปี 2 ปีที่ผ่านมา ชาวประมงริมกว๊านก็ไปของบประมาณการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อที่จะศึกษาถึงรูปแบบการท่องเที่ยวริมกว๊าน ซึ่งทิศทางของกว๊านแล้วหลัก ๆ ก็จะเป็นการให้ความสำคัญในส่วนของการท่องเที่ยวมากกว่า

ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมประมงนั้น โสภา สุขแสนโชต เจ้าหน้าที่กรมประมง 7 กล่าวว่า ”เรามีหน้าที่อนุรักษ์ปลาในน้ำให้มีจำนวนมากอย่างเดียว เพื่อให้ชาวประมงสามารถที่จะหาปลาได้ ในส่วนที่ว่าชาวประมงที่จะเลิกอาชีพเราก็ไม่สามารถที่จะไปห้ามเขาได้ หลายคนลูกหลานก็ไม่ได้ทำประมงอีกต่อไปแล้ว”

ดูเหมือนว่าด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับชาวประมงริมกว๊านพะเยาเวลานี้ ล้วนเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้หลาย ๆ คนล้มเลิกวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เริ่มหันออกนอกกว๊านมากขึ้น เรือหลายลำถูกผูกลืมไว้กับหลักไม้ บางลำถูกขายออกไปเพื่อเปลี่ยนเป็นเงิน ส่วนเรือลำที่ยังคงพายอยู่กลางน้ำนั้น ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะทนกับ “คลื่น” แห่งการพัฒนาได้มากน้อยเพียงใด เพราะการพัฒนาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันล้วนบีบกว๊านพะเยาของชาวประมงเหล่านั้นให้เล็กและแคบลงทุกที

ในวันข้างหน้าหากเราได้ไปเที่ยวพะเยาเราอาจจะไม่ได้เห็นภาพวิถีชีวิตของชาวประมง อาจมีเพียงเรือพายรับจ้างที่รับส่งนักท่องเที่ยวไปสักการะพระกลางน้ำเท่านั้น...และเมื่อนั้นกว๊านพะเยาก็ไม่ได้เป็นแหล่งน้ำที่เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของพวกเขาอีกต่อไป.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร