เครือข่าย ปชช.จับมือพันธมิตรถกทิศทาง”ไร่หมุนเวียน”

Mon, 05/05/2008 - 20:03 -- ประชาธรรม

วันนี้ (5 พ.ค.) คณะผู้ดำเนินการศึกษาวิจัยทางนโยบายเรื่องไร่หมุนเวียน ประกอบด้วย คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยชาวเขา รวมทั้งองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนในภาคเหนือ ร่วมงานเวทีสมัชชาไร่หมุนเวียน�ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวทีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อประเมินสถานการณ์ไร่หมุนเวียนในระดับพื้นที่ระหว่างชาวบ้านในเขตภาคเหนือ และภาคตะวันตก รวมทั้งยังเป็นการสังเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงไร่หมุนเวียนกับสังคมอย่างมีพลัง และเป็นการจัดขบวนประชาชนเพื่อขับเคลื่อนประเด็นไร่หมุนเวียน ทั้งในระดับพื้นที่ งานสร้างพื้นที่ทางสังคม และการผลักดันกฎหมายนโยบาย

ดร.ปิ่นแก้ว�เหลืองอร่ามศรี นักวิชาการศูนย์ภูมิภาคเพื่อสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนและลาวมีนโยบายเลิกทำไร่เพื่อปลูกยางพารา ประเทศไทยก็มีนโยบายคล้ายกัน กล่าวคือ มีการส่งเสริมพืชพลังงานซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยว ในขณะที่พืชอาหารก็มีความสำคัญมากในยุคนี้ ดังนั้นโจทย์ที่ยากสำหรับสังคมคือการทำให้ผู้กำหนดนโยบายเข้าใจคุณค่าของการทำเกษตรในป่า และมีความจำเป็นต้องทำให้คนในสังคมทั่วโลกเข้าใจว่าระบบเกษตรในป่าสามารถช่วยเพิ่มอาหารโลกได้

นายบารมี บุญดวง ตัวแทนชาวบ้าน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ประชาชนบนพื้นสูงใน จ.แม่ฮ่องสอน กว่าร้อยละ 80-90 ต้องทำไร่หมุนเวียน เพราะรักษาพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ไม่ให้สูญหายไป ทั้งนี้การทำไร่หมุนเวียน ทำให้ชาวบ้านมีอาหารกินโดยไม่ต้องซื้ออยู่แบบพอเพียง ไม่รวย แต่ก็ไม่จน และไม่มีหนี้สิน แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่เป็นภูเขา และที่ผ่านมาพื้นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของประชาชนบนพื้นที่สูงถูกประกาศเป็นพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาในการทำกิน เพราะพื้นที่ไร่หมุนเวียนยังอยู่ในเขตป่าสงวนแต่ชาวบ้านหลายคนก็ไม่สามารถทำได้เพราะถูกเหน้าที่ห้าม ��

นางปินี มูลแก้ว ชาวบ้านห้วยหอย อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า แม้ว่าจะมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าไร่หมุนเวียนไม่ได้เป็นการทำลายป่า แต่ที่ผ่านมายังมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เอาป้ายมาว่าเป็นที่บุกรุก ชาวบ้านทำมาหากินลำบาก และที่ผ่านมาก็มีการทำไร่หมุนเวียนลดลง เนื่องจากมีหลายหน่วยงาน และบริษัทมาเข้าส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชอย่างอื่นเพื่อขาย เช่น กะหล่ำปลี

“ชาวบ้านหลายคนก็เปลี่ยนไปทำอาชีพรับจ้าง หยุดทำไร่หมุนเวียน เพราะเขาไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วถูกหลอกให้เปลี่ยนวิถีชีวิต การปลูกพืชเชิงเดี่ยวยังต้องใช้สารเคมี กระทบสุขภาพ ทำลายสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบให้กับคนที่อยู่ข้างล่างด้วย แต่การทำไร่หมุนเวียนไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี แต่ข้าวและพืชในไร่ก็งอกงามได้” นางปินี กล่าว�

นางปินี ยังกล่าวเสริมว่า การทำไร่หมุนเวียนเป็นการสืบทอดทางวัฒนธรรมในการผลิตทางการเกษตร อย่างเช่น มีการเลี้ยงผีไฟในการเผาไร่ รักษาพันธุกรรมพืช และวิถีชีวิตเดิม เช่น การลงแขกช่วยเพื่อนบ้านทำไร่ แต่เมื่อมีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวพิธีกรรมดังกล่าวก็ไม่มีความสำคัญ ระบบการขายทำให้คิดแต่จะได้เงิน การลงแขกก็หายไป ใช้การจ้างทำงานแทน

นายชัยประเสริฐ โพคะ ชาวบ้านหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย กล่าวว่า ไร่หมุนเวียนเป็นการดูแลจัดการป่าที่มีความหลากหลาย มีคุณค่าเปรียบเหมือนรั้วสามประเภท คือ 1. เป็นรั้วป้องกันความโลภ 2. เป็นรั้วป้องกันความเอารัดเอาเปรียบกับธรรมชาติ ป้องกันสารพิษในน้ำ และ 3. เป็นรั้วป้องกันวัฒนธรรม ที่จะสูญเสียให้กับคนอื่น ทั้งนี้ การทำไร่หมุนเวียนมีผลให้กับคนทั้งโลก ไม่ใช่แค่คนในชุมชน ถ้าหากไม่ทำไร่หมุนเวียนจะทำให้คนเราห่างเหินจากป่ามากขึ้น.�

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร