คำต่อคำ อ.อรรถจักร ทำไมต้องมี “สภาเกษตรกรแห่งชาติ”

Fri, 08/15/2008 - 19:27 -- ประชาธรรม

เรียนท่านผู้มีเกรียติทุกท่าน ผมคิดว่าวันนี้เป็นการคุยเรื่องที่สำคัญมากสำหรับอนาคตของสังคมไทย ผมคิดว่าในกระแสการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายมันเป็นแรงบีบที่สำคัญ ที่ทำให้เกษตรกรทั้งหมดต้องคิดกันใหม่ คิดกันว่าจะสร้างฐานในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไร เพราะการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมาถึง จะส่งผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกรมากกว่าในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ในอดีตเราอาจจะถูกกลไกอำนาจรัฐ คนกลาง หรืออื่นๆ ที่ทำให้เราตกเป็นเบี้ยล่าง เช่น กฎหมายพรีเมี่ยมข้าวซึ่งเก็บมาตั้งแต่ปี 2500 กว่าๆ ซึ่งกดขี่พี่น้องชาวนาให้ยากจนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน แต่นับจากนี้ไปไอ้สิ่งที่มากระทบกับเรามันแรงกว่าเดิมและอาจทำให้ชีวิตของเราตกทุกข์ได้มากยิ่งกว่าเดิม

ดังนั้นถ้าถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่เราต้องมีพ.ร.บ.ที่พูดถึงเรื่องเกษตรกรหรือสภาเกษตรกรนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งในเงื่อนไขนี้ ขอเรียนก่อนว่าคงต้องขอบคุณท่านประพัฒน์ (ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ขอบคุณพี่น้องที่เรามาร่วมกันผลักดัน ส่วนตัวพ.ร.บ.จะแก้อย่างไร คิดอย่างไรมันเป็นอีกเรื่อง แต่หลักตอนนี้ที่เราต้องมีคือฐานที่มั่นคง

สิ่งแรกที่ผมอยากร่วมพิสูจน์ความ คือ ความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก ส่วนที่สองจะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงภายในของเรา

สิ่งที่เราต้องตระหนักและต้องกังวลให้มากคือว่า มันมีความผันผวนและอ่อนไหวของตลาดเกษตรโลกสูงมากขึ้นกว่าเดิม เราอาจจะนึกแปลกๆ ว่าราคาข้าว ว่าราคาข้าวที่อยู่ดีๆ มันก็พุ่งสูงขึ้นและอยู่ดีๆ มันก็ตกลงมา ซึ่งความผันผวนและความอ่อนไหวเหล่านี้จะเกิดถี่ขึ้น ยาวขึ้น และคาดการณ์ได้น้อยลง �

สาเหตุหลักของสิ่งเหล่านี้ในความคิดเห็นของผมเกิดขึ้นจากการซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งตอนนี้ได้รุกเข้ามาทุกพืชที่สามารถมีตลาดได้ ทันที่ที่คิดถึงการส่งออก หรือตลาดโลก เราจะพบว่าการซื้อขายล่วงหน้าซึมลึกลงมา ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการเก็งกำไรและอื่นๆ นี่คือสาเหตุแรกที่ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดโลก

สาเหตุที่สอง คือ การไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้าเกษตร เวลาพูดถึงเอฟทีเอทั้งหลาย สิ่งที่กระทบคือ การไหลเวียนอย่างเสรี เสรีนี้แปลว่าไหลเข้าโดยที่กลไกของอำนาจรัฐไปป้องกันไม่ได้ แน่นอนด้านหนึ่งเราอาจคิดว่าเป็นโอกาสดีของเรา คือเราก็ไหลออก เราจะขายเขาได้ แต่ด้านกลับกันในบางตัวพืชมันพังทลายไปเลยในการไหลเวียนนี้

สาเหตุที่ สาม คือการขยายอำนาจของทุนเข้ามาในภาคเกษตรกรของเราเอง ในอนาคตที่ไม่ไกลนัก จะเกิดการผลิตขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Plantation โดยกลุ่มทุนต่างชาติ ตัวอย่างที่เศรษฐีซาอุฯจะมาเช่าที่ปลูกข้าวไม่ตัวอย่างเล่นๆ แต่ปรากฏการณ์จะเกิดขึ้นแน่ๆ พื้นที่ขนาดใหญ่จะถูกใช้ไปก็เบียดขับพี่น้องเกษตรกรให้กลายเป็นแรงงานรับจ้างในภาคเกษตรบนที่ดินของประเทศ

ความผันผวนดังกล่าวมันสัมพันธ์กับชีวิตของพวกเราด้วย ผมคิดว่ามันจะรุนแรงขึ้น และชีวิตเราจะลำบากขึ้นหากไม่เตรียมตัว บวกกับกระแสความเปลี่ยนแปลงภายในของบ้านเรา จะพบว่าจากช่วง 30 ปีที่ผ่านมาการเบียดขับภาคเกษตรกร หรือการเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรในภาคเกษตรกรจากภาคเมืองและอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นตลอดเวลา ลองนึกภาพเมืองที่ขยายไปบนพื้นที่แถบริมคลองชลประทานที่รัฐลงทุนด้วยเงินนับพันล้าน แต่ภาคเมืองและอุตสาหกรรมเข้ามาแย่งชิงพื้นที่สวยงามตรงนั้นไปแล้ว คนเชียงใหม่คงนึกออกกับสิ่งที่เกิดกับถนนเส้นคันคลองชลประทาน พื้นที่ที่เหมาะสมในการทำการเกษตรกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรทั้งหมด ซึ่งในทุกพื้นที่ของประเทศไทยก็เป็นแบบเดียวกัน เมื่อวานมีข่าวออกโทรทัศน์ท้องถิ่นว่าหมู่บ้านจัดสรรที่ปลูกติดกับนาชาวบ้านปล่อยนำเสียลงไปในผืนนาของชาวบ้าน ดังนั้นการเบียดขับและการแย่งชิงทรัพยากรจากภาคเมืองและอุตสาหกรรมจะรุนแรงขึ้น และมากขึ้น

ในฐานะของเกษตรกรอาจจะรู้สึกว่า อาจจะมีทางเลือก สร้างทางเลือกให้กับการทำงานภาคอุตสาหกรรม แต่อย่าลืมว่างานภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในบ้านเราเป็นอุตสาหกรรมสกปรก ก็จะมีผลต่อชีวิตของเราสูงมากขึ้น พี่น้องที่เคยทำงานในนิคมอุตสาหกรรมลำพูนคงนึกออก หรือสิ่งที่คนลำพูนควรจะต้องตระหนักคือน้ำใต้ดินในลำพูน มีการปนเปื้อนจนอาจจะใช้ไม่ได้แล้ว ดังนั้นงานในนิคมอุตสาหกรรมสกปรกจึงไม่ใช่ทางเลือกของชีวิตเกษตรกร

นอกจากนั้นแล้วความเปลี่ยนแปลงในตลาดภายในที่ทำให้เกษตรกรตกเป็นเบี้ยล่างของตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกระบวนการเข้ามาสัมพันธ์กับระบบการเกษตรเชิงพันธะสัญญา (Contract farming) ที่โดยมากเป็นระบบเกษตรที่ไม่ทำตามสัญญา ยกตัวอย่าง ผลผลิตเป็นเกรดเอ แต่พอขายเมื่อไหร่ก็กลายเป็นเกรดซี กระบวนการทำให้เกษตรกรเป็นเบี้ยล่างอย่างนี้ จึงทำให้เกษตรกรอยู่ในภาวะผลัดดอกผลัดเบี้ยสูงขึ้น กระบวนการของโลก และภายในประเทศ สามารถกระทำกับเราได้ง่าย พอเวลาพูดถึงคนจนเมื่อไหร่มันก็ต้องนึกถึงเกษตรกรจน หรือว่าเกิดมาเป็นเกษตรกรก็ต้องจน ทั้งๆที่เกษตรกรที่อื่นในอเมริกาในญี่ปุ่นเกษตรกรไม่ได้จน แต่เราถูกทำให้จนด้วยรัฐกับทุน หรือเพราะกลไกของรัฐบีบรัดตักตวงจากเราไป

“ขอโทษนะครับ หากโครตเหง้าผมเป็นชาวนา ผมจะฟ้องรัฐที่ทำให้ครอบครัวผมจนอย่างต่อเนื่อง 30-40 ปีด้ายพรีเมี่ยมข้าว ผมจะฟ้องรัฐเรียกร้องสัก 2 พันล้าน เพราะเป็นวิธีเป็นกลไกที่จะบอกกับรัฐว่ารัฐย่ำยีเรา รัฐบอกว่าชาวนาคือกระดูกสันหลังแต่อีกด้านรัฐก็ขูดรีดเราตลอด”

กลไกทั้งหมดทำกับพวกเราได้ เนื่องจากพวกเราทั้งหมดตกอยู่ในภาวะของครอบครัว หรือปักเจก พวกเราไม่มีพลังของกลุ่มในการต่อรอง สิ่งสำคัญกลไกเหล่านี้ยกตัวอย่างเกษตรพันธะสัญญาเข้ามาแล้วเราก็ยอมตามเขา เนื่องจากพวกเราไม่มีกลุ่มไม่พลังเพียงพอที่จะต่อรอง ทันทีปลูกข้าวโพดฝักอ่อน เราก็จะปลูกตามกัน ท้ายสุดเราก็เป็นเหยื่อ เนื่องจากไม่มีกลไกในการพูดคุย และสามารถแบ่งปันและสามารถแบ่งปัน หรือต่อรองกับอำนาจรัฐว่าปีนี้ปลูกพืชชนิดไหน จำนวนเท่าไหร่

ดังนั้นหลักการที่สำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ หลักการที่จะทำให้เรามีพลังของกลุ่ม แน่นอนว่าเราต้องคุยกันในรายมาตราต่อไป แต่นี่คือหลักการกลุ่มที่มากพอจะทำให้เราสามารถใช้พลังของกลุ่มในการต่อรอง แบ่งสรรผลจากรัฐมาให้กับเรา

โดยหลักการการรวมกลุ่มที่จะเกิดขึ้นย้ำว่าผมอ่านแล้วมีบางประเด็นที่ต้องพิจารณามากเป็นพิเศษ แต่โดยหลักการผมคิดว่าพวกเราต้องสนับสนุนให้เรื่องนี้เกิดขึ้นให้ได้ �เพราะจะทำให้ศักยภาพของเราเป็นไปอย่างมีระบบ แต่ถามว่ากระทรวงเกษตรรู้ไหมว่าจะกระจายการเพาะปลูกแบ่งสรรกันอย่างไร อาจจะบอกได้ว่าปีนี้ปลูกพืชนั้นพืชนี้ได้ แต่การบอกจากข้างบนไม่สามารถจะเกิดจากข้างล่างได้ แต่ทันทีที่เกิดกลุ่มฐานของพวกเราแบบนี้ การพูดคุยกันไม่ว่าจะผ่านสภาเกษตร หรืออาจจะมีแยกย่อยต่อไปหากคิดมากกว่านี้ เช่น สภาเกษตรตำบล มันจะทำให้กระทรวงเกษตรเอง หากมีแผนจัดโซนนิ่ง มันก็เป็นโซนนิ่งบนความต้องการของพี่น้องเกษตรกร

ฐานคิดของการรวมกลุ่มจะช่วยเราได้อย่างมากมหาศาล เช่น ในกระบวนการซื้อขายล่วงหน้า เราพบว่ามีสัดส่วนหรือมีความรู้ในเรื่องจำนวน หรือจำนวนผลผลิตต่อปี ซึ่งคาดการณ์ต่อไปอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อจะเป็นการต่อรองในการซื้อขายล่วงหน้า เพราะรับประกันได้ว่าการซื้อขายล่วงหน้าจะเข้าถึงชีวิตของพวกเราอย่างแน่นอน

หากเรารวมกลุ่มเมื่อไหร่เราจะสู้ตรงนี้ได้ จะสามารถสู้กับตลาดใหญ่อย่างการค้าเสรีอย่างมีทางเลือกมากขึ้น ในช่วงนี้หากใครปลูกกระเทียม เราสามารถรวมกลุ่มเพื่อที่จะบอกว่ากระเทียมหัวเล็กๆ ของบ้านเรา รสชาติมันอร่อยกว่ากระเทียมของจีน จากตัวอย่างนี้มันสามารถฟื้นพืชพันธุ์บางอย่างบางอย่างเพื่อต่อสู้กับตลาดเสรี

ผมเชื่อว่าหากเรารวมกลุ่มกัน เราจะสามารถต่อต้านกับการเข้ามาของทุนขนาดยักษ์ และ Plantation ขนาดใหญ่ได้ เพราะเราสามารถจะทำการผลิตในหลายรูปแบบ รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตลง และมีโอกาสที่จะบีบบังคับให้หาตลาดให้กับเรา

ผมคิดว่ารัฐไทยเป็นรัฐที่ซื่อบื่อ คิดได้แต่การลงทุนที่ผลผลิตการเกษตร สร้างการผลิตใหญ่ สร้างการความต้องการเทียมๆ ถ้าหากมีความคิดแบบสภาเกษตร แทนที่จะคิดแต่ความต้องการเทียมก็จะเปลี่ยนเป็นการแปรรูปผลผลิตที่เกิดจากฐานของพวกเรา ต่อสู้กับกระแสโลกภายนอกได้อย่างมีพลังมากขึ้นกระแสโลกภายนอกได้อย่างมีพลังมากขึ้น การเบียดขับ การแย่งชิงทรัพยากรเกษตร จะถูกสภาเกษตรบอกว่าคุณกำลังทำลายฐานการเกษตร

ถ้าเราสามรถหลุดจากการเป็นเบี้ยล่างตรงนี้ได้ ผมเชื่อว่าอนาคตที่เราพูดถึงครัวโลก หากเรามีสภาเกษตรกรตัวนี้เราจะสามารถขยับไปเป็นคลังอาหารของโลกได้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีฐานการร่วมตัดสินใจ เราต้องผลักดันพ.ร.บ.ตัวนี้ให้ออกมา อาจจะไม่ใช่เพื่อคนในรุ่นนี้แต่อาจหมายถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป หากเราไม่ทำไม่ทำในวันนี้อนาคตลูกหลานคงเป็นแรงงานราคาถูกซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการก็ได้.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร