ชมชวน บุญระหงษ์ : "สภาเกษตรกรต้องถอดแบบองค์กรด้านสาธารณสุข"

Sat, 08/23/2008 - 11:54 -- ประชาธรรม

ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... หนึ่งในกฎหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยกร่างขึ้นมาภายใต้วิสัยทัศน์ "ดูแลเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงและผาสุก" อยู่ในความสนใจของเกษตรกรทั่วประเทศ เพราะเป็นกฎหมายที่ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพของเกษตรกร และส่งเสริม สนับสนุนการรวมตัวของเกษตรกรให้เป็น "องค์กรเกษตรกร" โดยจัดให้มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกร และให้มี "สภาเกษตรกรแห่งชาติ" มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย จัดทำแผนและเสนอแผนแม่บท ให้คำปรึกษา และข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการเกษตรรวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้านการเกษตร เป็นตัวแทนขององค์กรเกษตรกรในการประสานงานด้านพัฒนาเกษตรระหว่างภาครัฐและเอกชน ตลอดจนตรวจสอบติดตามการปฏิบัติตามนโยบายการเกษตรและงานด้านนิติบัญญัติ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 84 วรรค 8

ที่กล่าวข้างต้นว่าเกษตรกรให้ความสนใจ เพราะเฉพาะแค่เวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกร แห่งชาติ พ.ศ. ... ระดับภูมิภาคซึ่งจัดที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็มีเกษตรกรทั่วภาคเข้าร่วมนับ 1,000 คนเข้าแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายฉบับนี้จนล้นทะลักห้องประชุม

ชมชวน บุญระหงษ์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก หนึ่งในผู้เข้าร่วมที่นำเสนอประเด็นอย่างหลายหลาย ได้แบ่งเวลามาร่วมพูดคุย ด้วยเหตุที่เกษตรกรรมทางเลือก เกษตรกรรมยั่งยืนอาจเข้าข่ายตกสำรวจ และไม่มีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในกฎหมายฉบับนี้

ทำไมต้องมีกฎหมายสภาเกษตรกรฯ

พี่น้องเกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงแม้ว่าจะลดลงเหลือแค่ร้อยละ 30-40 ของประชากรทั้งหมด แต่ว่าเกษตรกรยังคงเป็นกลุ่มคนที่ถูกคนกลุ่มอื่นเข้ามาตักตวง แย่งชิงผลประโยชน์ไป อย่างเกษตรกรส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ แล้วขั้นตอนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูป ตลาด กลับเป็นโอกาสของคนที่มีทุนจะมาหากิน

แน่นอนว่า หากคนกลุ่มไหนสามารถรวมตัวกันได้มาก ย่อมมีพลัง ดังนั้นที่ผ่านมาจะเห็นว่า ตัวเกษตรกรเองพยายามที่จะมีกลุ่มไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสหกรณ์ประเภทต่างๆ จนท้ายสุดก็รวมตัวกันเป็นชุมนุมสหกรณ์ แต่ก็ยังไม่มีพลังเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน คือ ตัวเกษตรกรยังไม่มีความสามารถในการจัดการ ส่วนปัจจัยภายนอก คือ องค์กรที่ทำหน้าที่สนับสนุนเกษตรกรไม่ได้ทำหน้าที่ในการหนุนเสริมความเข้มแข็ง รวมทั้งนโยบายการพัฒนาของโลกที่เป็นไปตามแนวคิดการค้าเสรี ก็คือการทำการผลิตอย่างเดียวถ้าผลิตสู้คนอื่นไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนไปผลิตอย่างอื่น บนพื้นฐานแนวคิดต้อนทุนเปรียบเทียบ

การพัฒนาตามแนวคิดเช่นนี้ มันทำให้กลไกที่กระทำต่อเกษตรกรมันเติบโตตาม ขณะเดียวกันเมื่อเกษตรกรคิดถึงการรวมกันให้ได้เป็นปึกแผ่น โดยเฉพาะในรูปแบบของสภาเกษตรกรเองหลายครั้งหลายคราว แต่หลายกลุ่มผลประโยชน์ (ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ) ก็พยายามส่งคนมายกร่าง ยกตัวอย่าง ร่างสภาเกษตรกรครั้งก่อนก็พูดถึงองค์ประกอบของสภาเกษตรกรจะต้องมีตัวแทนของสภาอุตสาหกรรม ตัวแทนของข้าราชการเยอะแยะไปหมด รวมทั้งตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งเข้ามาอยู่ในสภาที่ชื่อว่า "สภาเกษตรกร" แล้วในที่สุดร่างฉบับก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนตกไป

แล้วร่างฉบับปัจจุบันเป็นอย่างไร

เมื่อประชาชนในยุคนี้เริ่มเข้มแข็ง โดยเฉพาะเมื่อการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าต้องมีการจัด
ตั้งสภาเกษตรกรให้เสร็จภายใน 1 ปี ก็เริ่มมีการคิดถึงโครงสร้าง องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ ฯลฯ ของสภาเกษตรกรอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นสิ่งที่ดีทางรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรกร (สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) ที่ปรึกษารัฐมนตรี (ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์) ได้ประสานงานกับตัวเกษตรกรให้เกิดการยกร่างนี้ขึ้นมา เพราะอย่างน้อยก็สะท้อนว่าได้เข้าใจ ดังจะเห็นได้จากองค์ประกอบของสภาเกษตรกรตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่

อย่างที่กล่าวไปแล้ว ความพยายามของภาคประชาชนที่เกิดขึ้นยุคของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ ขยับขึ้นมาเป็นกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งก็ไม่เติบโต ด้วยสาเหตุของการไปอยู่ภายใต้การกำกับของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่แกนนำในการบริหารประเทศ นี่คืออุปสรรคอย่างหนึ่งที่ทำให้องค์กรเกษตรกรไม่สามารถเติบโตได้ เพราะเวลาไปเป็นองค์กรหัวใจของการปฏิบัติคือต้องยึดตามระเบียบ หากไม่ยึดตามระเบียบ หรือธรรมนูญขององค์นั้นจะมีความผิด มันก็จะเกิดการฟ้องร้องทำให้คนไม่กล้า เมื่อคนไม่กล้าที่จะมาตัดสินใจ ก็ต้องอิงกฎหมาย นักกฎหมาย และการตีความ ขณะเดียวกันเขาสามารถใช้กฎหมาย เช่น เอาประธานที่เป็นรองนายกฯ ถ้ารองนายกฯไม่นัดประชุม ก็จะประชุมกันไม่ได้

สรุปคือ ที่ผ่านมาหากเกษตรกรจะต้ององค์กร ก็จะมีคนอื่นมาขอร่วมอยู่เรื่อยมา ที่สำคัญร่วมยังไม่พอ ยังขอคุม เช่น องค์กรถูกกุมโดยรัฐมนตรีที่ไม่ใช่เกษตรกร ดังนั้นตัวเกษตรกรจริงๆ ไม่มีโอกาส อย่างไรก็ตามร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกรที่กำลังยกร่างอยู่ เป็นสิ่งที่ดีคือกำหนดองค์ประกอบเฉพาะ กลุ่มเกษตรกร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือยังใช้กระบวนการคัดเลือกเป็นส่วนใหญ่ เช่น จังหวัดละ 1 คน ดังนั้นหากองค์กรประกอบของสภาเกษตรกร อย่าง 76 คนมาจากการคัดเลือกในระดับจังหวัด รวมกับ 16 คน จากผู้เชี่ยวชาญด้านพืช สัตว์ ประมง ฯลฯ นั้นมันก็มีข้อสังเกตอยู่ว่าถ้าเกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการยังเป็นเกษตรกรที่ทำเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว

เกษตรกรเคมีเชิงเดี่ยวมันเป็นปัญหากับสภาเกษตรกรตรงไหน

หลักการของร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรที่ต้องการให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิต อยู่ดี กินดี ปลดหนี้นั้นยากมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หรือองค์กรเกษตรกรระดับไหนก็ตาม ถ้าหากแนวคิดการพัฒนายังเป็นแนวคิดว่าด้วยเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว ตามแนวคิดของการค้าเสรี ถึงเกษตรกรเข้ามาเป็นกรรมการ กลุ่มนี้ก็จะมีความคิด มีจิตวิญญาณ อุดมการณ์ว่าด้วยเรื่องเคมี ดังนั้นก็จะไปหนุนให้เกิดการทำตามแนวทางนี้ สุดท้ายมันก็ไม่มีความหมาย ถึงบอกว่าควรจะมีการระบุให้มีสัดส่วนของเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมที่หลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว เช่น เกษตรกรรมอินทรีย์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ควรจะมีระบุอย่างน้อย ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุล

ถ้าวิเคราะห์ปัญหาผ่านเครื่องมือ "ต้นไม้ปัญหา" ก็จะแกนปัญหา ผลของปัญหา และเหตุของปัญหา พบว่าที่เกษตรกรทุกวันนี้ติดหนี้สิน สุขภาพแย่ แกนหนึ่ง รายรับน้อยกว่ารายจ่าย สาเหตุหนึ่งคือ ซึ่งรากที่สำคัญก็คือ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนหรือค่าครองชีพสูง อันที่สอง คือ ขาดทุนจากการเกษตร ด้วยเหตุที่ ต้นทุนสูงและราคาตกต่ำ ส่วนเหตุที่ราคาตกต่ำ เพราะว่า อาจจะมีทั้งของล้นตลาด ของไม่มีคุณภาพ สารเคมีปนเปื้อน และอยู่ภายใต้การควบคุมและจัดการโดยพ่อค้าคนกลาง ซึ่งสาเหตุใหญ่ของเรื่องทั้งหมดคือทำเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว ขณะเดียวกันถ้าพูดถึงต้นทุนสูง เพราะตัวเกษตรกรต้องไปซื้อปุ๋ย ซื้อสารเคมี ซื้อปัจจัยการผลิต ลงค่าแรง ค่าขนส่ง จนกลายเป็นเพิ่งตลาด เพิ่งปัจจัยการผลิตภายนอก

แล้วถ้าจะเปลี่ยนให้ผลดี สุขภาพดีแน่นอนว่าเกษตรกรต้องทำระบบเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน และทำระบบตลาดที่เป็นธรรม นี่มันคือแนวหลักการที่ควรจะถูกเขียนในเรื่องอำนาจหน้าที่ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ หรือกำหนดเป็นวัตถุประสงค์ด้วย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในร่าง พ.ร.บ.เป็นอย่างเดียวกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งหรือไม่ รวมทั้งที่ระบุในหลักการว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นมันยังกว้างไป

แล้วยังมีจุดไหนที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษอีก

เรื่องที่สำคัญมากก็คือ บทเฉพาะกาลที่พูดถึงการเริ่มก่อตั้งในตอนแรก ซึ่งถ้าก่อตั้งไม่ดีก็จะมีปัญหา สมมุติว่าคณะกรรมการไม่ได้มาจากระบบเกษตรกรรมยั่งยืน แน่นอนว่ากรรมการที่จะได้ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นคนยกร่าง พ.ร.บ.ต้องเขียนระบุเจตนารมณ์ของให้ชัดเจนว่าจะก่อตั้งสภาเกษตรกรเพื่ออะไร ตั้งเพื่อให้เกษตรกรปลดหนี้ได้ มีสุขภาพดี ครอบครัวอบอุ่น รักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ต้องกำหนดในหลักการด้วย

เพราะในในร่างมีแค่เหตุผล ซึ่งกว้าง และดูเหมือนว่าตั้งใจจะทำให้สภาเกษตรกรเป็นสภาเชิงนโยบาย ไม่ได้เป็นสภาเชิงปฏิบัติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาด้วยถ้ากำหนดวัตถุประสงค์ไม่ชัด ทำแล้วผลที่คาดว่าจะได้รับจากสภา ถ้าจะเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาอย่างเดียวไม่มีความหมาย ต้องสามารถกำหนดนโยบายได้ หรือไม่สภาเกษตรกรน่าจะมีองค์กรลูกภาย คล้ายกับองค์กรสายสาธารณสุข ที่มีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มีสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) พัฒนาความรู้ งานศึกษาวิจัยต่างๆ จนกลายเป็นร่างพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ขณะเดียวกันยังมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นกองทุนสนับสนุนให้ประชาชนได้เคลื่อนไหวปฏิบัติการด้วย

สุดท้ายอยากเสนอว่า หนึ่ง ถ้าวัตถุประสงค์กับอำนาจหน้าที่คือเรื่องเดียวกันก็ต้องทำให้ชัด โดยเพิ่มผลที่คาดว่าจะได้รับจากการมีสภาเกษตรกรแห่งชาติ สอง เรื่ององค์ประกอบต้องมีเกษตรกรที่ทำการผลิตในระบบที่หลากหลาย เช่น เกษตรกรรมยั่งยืน โดยกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจน สาม เรื่องบทเฉพาะกาลต้องมีกรรมการสรรหาที่มาจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะส่วนที่มีวิธีคิดทางด้านเกษตรกรรมยั่งยืน สี่ ในขั้นกรรมาธิการต้องให้เกษตรกรเข้าไปมีส่วนร่วมพิจารณา และ ห้า  สภาเกษตรกรต้องมีหน่วยงานย่อยที่หลายหลายโดยศึกษารูปแบบการจัดองค์กรของงานสายสาธารณสุข มันต้องปฏิบัติงานทางนโยบายได้ไม่ใช่แค่เป็นสภาตรายาง.

 

อ่านเพิ่มเติม

ระดมความเห็นร่างกม.สภาเกษตรกรเครื่องมือต่อลมหายใจเกษตรกรไทย

คำต่อคำ อ.อรรถจักร ทำไมต้องมี "สภาเกษตรกรแห่งชาติ"

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร