เกษตรอุตสาหกรรม กับชีวิตชาวนาในพันธะสัญญา

Thu, 08/28/2008 - 11:27 -- ประชาธรรม

วานนี้ (27 ส.ค.) ที่อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการสัมมนาเรื่อง "ชนบทศึกษากับกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชนบทยุคโลกาภิวัตน์" ในเวทีดังกล่าวมีการนำเสนอผลงานวิชาการเรื่อง "เกษตรอุตสาหกรรมกับชีวิตชาวนาในพันธะสัญญา" โดย�ผศ.ดร.วัฒนา สุกัณศีล นักวิชาการคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประชาธรรมเรียบเรียงเนื้อหามานำเสนอดังนี้

…………………………………………….�

เกษตรพันธะสัญญาเป็นเรื่องเก่ามาก แต่เมื่อได้อ่านและศึกษามีประเด็นที่คิดว่าเป็นเรื่องใหม่คือการปรากฏตัวที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่เปลี่ยนไปหลายอย่าง ซึ่งน่าจะมีวิธีการตกลงที่แตกต่างไปกับกระบวนการอื่นๆ หลายอย่าง เช่น การเอามื้อ เอาวัน การยะนาผ่ากึ่ง ที่เป็นการทำสัญญาอย่างหนึ่ง แต่ว่าเกษตรพันธะสัญญาที่เรากำลังพูดถึงนั้นหมายถึงการที่ตกลงกันในการควบคุมกระบวนการผลิต คุณภาพของสินค้าที่ผลิต และการใช้แรงงาน มีการทำสัญญาสองฝ่าย

เกษตรพันธะสัญญานั้นมีนัยยะในทางนโยบาย ที่มองว่าเป็นเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย คนยากคนจน แต่ก็ไม่ทุกกรณีเสมอไป เพราะเกษตรกรต้องมีทุนพอสมควร นัยหนึ่งก็คือเกษตรกรรายย่อยต้องมีปัจจัยบางอย่าง มีที่ดิน ไร่นา แต่มีลักษณะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเกษตรกรไม่ต้องลงทุน ฝ่ายนายทุนจะมีการลงทุนในปัจจัยการผลิต มีเมล็ด ปุ๋ย ยา สารเคมีต่างๆ และถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยของการเกษตร เป็นการพัฒนาภาคการเกษตรไปสู่ระบบอุตสาหกรรมการเกษตร อันนี้นโยบายรัฐนั้นเห็น 2 ด้านเลย ด้านนึ่งก็ในเรื่องของคนจน ส่วนอีกด้านก็เปลี่ยนไปสู่ความทันสมัยในภาคการเกษตร

การที่เรามองว่าการตกลงระหว่างผู้จ้างกับชาวนา ไร่เป็นสิ่งที่คงที่ แต่กลับมีความหลากหลายอยู่พอสมควร รูปแบบของหลายๆ ประเทศในการควบคุมดูแลกันนั้นมีความสัมพันธ์แบบหลากหลายมาก รัฐต่อรัฐโดยตรงก็มี ชาวบ้านกับบริษัทโดยตรงก็มี การเป็นลูกจ้างในไร่นาก็มี เกษตรกรรายย่อยก็มีแล้วแต่สถานการณ์ บางประเทศเกษตรพันธะสัญญาเป็นระบบทุนของธุรกิจเพื่อที่จะต่อสู้กับนโยบายรัฐบาลในการยึดพื้นที่เพาะปลูกไปเป็นของรัฐ ก็ให้เกษตรกรรายย่อยทำกัน และการปรับตัวไปสู่พันธะสัญญาขึ้นอยู่กับบริบท เงื่อนไขความพร้อมของเกษตรกร ของระบบการผลิต และเทคโนโลยีการผลิตด้วย

เกษตรพันธะสัญญานั้นทำกับพืชผักผลไม้ ซึ่งแต่ละชนิดนั้นมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน สตรอเบอร์รี่ก็ไม่เหมือนกับข้าวโพด มีลักษณะเฉพาะทางกายภาพไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการกำหนดวิธีการก็ตั้งสมมติฐานไม่ได้ว่าระบบพันธะสัญญานั้นมีลักษณะเหมือนกัน ข้าวก็เป็นพันธะสัญญาอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องมองเกษตรพันธะสัญญาเป็นภาพกว้างต้องมองในเงื่อนไขประวัติศาสตร์บริบท ทางสังคมการเมืองที่เปลี่ยนไป

ซึ่งประเด็นในส่วนของประวัติศาสตร์ สังคม การเมืองที่ต้องมองคือเกษตรพันธะสัญญานั้นเป็นเครื่องมือของทุนอย่างหนึ่งในการแทรกแซงการเกษตร ในทางปฏิบัติแล้วแล้วทุนมีปัญหาไม่สามารถแทรกแซงภาคการเกษตรได้ เพราะภาคการเกษตรมีลักษณะเฉพาะหลายอย่างที่ต่อต้านการขยายตัวของทุน อันหนึ่งคือลักษณะของพืชเอง�สองคือขึ้นกับที่ดิน แต่ส่วนใหญ่แล้วพืชขึ้นจากดิน เขาก็พยายามลดข้อจำกัดลง ในแง่นี้ในการเข้าสู่ภาคชนบทนั้น ทุนเลยทำได้อยู่สองด้าน ซึ่งจากระบบการเกษตรที่เราแยกเป็น 3 ส่วนได้คร่าวๆ คือ ปัจจัยการผลิต ที่ดิน แรงงาน�กระบวนการผลิต�การแปรรูป

วิธีการต่อการแทรกแซง ทุนทำได้สองทางคือเรื่องปัจจัยการผลิต ปรับปรุง�เมล็ดพันธุ์ สารเคมีเพราะฉะนั้นเครือข่ายเริ่มที่ตรงนี้ เช่น บริษัทเจียไต๋ เขาก็ขายเมล็ดพันธุ์ก่อน เขาไม่ได้มาคิดเรื่องการปลูกข้าว อันที่สองก็คือเรื่องของการแปรรูป ระบบทุนแทรกแซงระบบการผลิตมากขึ้น ส่วนหนึ่งคือการควบคุมผ่านพันธะสัญญา ปริมาณการผลิต คุณภาพการผลิต และยังควบคุมวิธีการจัดการการผลิต จะพัฒนาการผลิตไปแบบใด ในแง่นี้การขยายของทุนจึงไปพร้อมกับคิดค้น พัฒนาเทคนิค ที่จะใช้ประโยชน์จากภาคการเกษตรให้มากขึ้นๆ�ซึ่งก็เจ๊งบ้าง สำเร็จบ้าง เพราะฉะนั้นชี้ให้เห็นว่า ทุนมีการเปลี่ยนหลายรูปแบบ ไม่ได้อยู่เพียงเฉยๆ

การเอาชนะของทุนในการเกษตรนั้นขยายตัวได้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น จีเอ็มโอ คอนแทร็ค ฟาร์มมิ่ง การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยว ขนส่ง การทำเครือข่ายทางสังคม และองค์กรที่จะเอื้อผลประโยชน์ให้กับทุนได้มากขึ้น อันนี้เป็นข้อถกเถียงกัน ซึ่งก็ทำได้บางส่วนบางเสี้ยว แล้วแต่จังหวะและโอกาสในการปรับตัวของทุน เพราะฉะนั้นข้อถกเถียงเรื่องการเคลื่อนย้ายสะสมทุนในแบบปกติก็นำไปสู่เรื่องของความยืดหยุ่นที่มากขึ้น เช่น เรื่องของตลาดเฉพาะทาง ตลาดทางเลือก organic foods หรือว่า organic rices� ของที่มีคุณภาพ หรือว่าของที่ปลอดภัย

ทุนพยายามที่จะเข้ามาแทรกแซง จัดการหรือลงทุนเพื่อผลิตอาหารส่วนนี้เข้าไปในตลาด แน่นอนว่าการผลิตอาหารตรงนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงหลาย อย่างส่วนหนึ่งก็คือประเทศที่ร่ำรวยมีมาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้น กินของสดมากขึ้น คุณภาพดีมากขึ้น กินของดีๆ มากขึ้น ความต้องการอาหารพวกนี้มีมากขึ้น ปัญหาก็คือเราต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะผลิตอาหารพวกนี้เข้าสู่ระบบตลาด ซึ่งระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งก็เข้ามาเพื่อที่จะจัดการกับในส่วนนี้�ระบบนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเอาผลผลิตเข้าสู่ตลาดสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการอาหารทั้งภายในและต่างประเทศ การปรับตัวของทุนแบบนี้เป็นการเกษตรแบบข้ามชาติ ไม่ได้เป็นแค่เพียงภายในชาติเท่านั้น ในแง่นี้การขยายตัวของเกษตรพันธะสัญญาในช่วงโลกาภิวัตน์เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรขนาดใหญ่ เป็นเกษตรข้ามชาติ เป็นระบบที่มีการผลิตซับซ้อนใหญ่โต และเชื่อมโยงกับระบบการตลาด เชื่อมโยงกับระบบตลาดโลก ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และมีผู้บริโภคขนาดใหญ่

การสร้างคุณค่าของระบบการผลิตนั้น เป็นการปรับตัวของทุน เพราะว่าการเสนอรูปแบบของอาหารให้น่ากิน น่าใช้ สะอาดนั้นเป็นผลงานของกลุ่มทุน ชาวบ้านไม่ได้ทำ กลุ่มทุนที่มีบทบาทมากในปัจจุบันก็คือกลุ่มทุนขายส่ง เป็นเครือข่ายข้ามโลก เขาจะต้องมีระบบการผลิตขนส่งที่ดี ในการกระจายสินค้าไปทุกๆ แห่ง เพราะฉะนั้นการเชื่อมต่อระหว่างโลกาภิวัตน์กับท้องถิ่นนั้นมันมาจากตรงนี้ จากการกระจายสินค้าในท้องถิ่น�เพราะฉะนั้นการบริโภคภายนอกเข้ามากระทบกับภายในเยอะมาก

การขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงของภาคทุนข้ามชาตินำไปสู่ประเด็นเรื่องของการผลิตหลายเรื่อง อันหนึ่งคือต้องมีการปรับปรุงเรื่องการผลิตเยอะมาก การขนส่งต้องเปลี่ยนไป การนำสินค้าไปสู่ผู้บริโภคนั้นต้องเปลี่ยนไป ประเด็นที่ต้องคิดมากคือบริษัทเหล่านี้มีส่วนในการสร้างสินค้าให้น่าบริโภคได้อย่างไร น่ากิน น่าใช้ �เพราะการที่บริษัทนั้นมีส่วนในการกำหนดสร้างสินค้าให้น่าบริโภคได้อย่างไร น่ากิน น่าใช้ เพราะการที่บริษัทพวกนี้จะสร้างมูลค่าของสินค้า มันมีผลต่อระบบการผลิตในต้นทาง เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ พวกร้านขาย ส่ง ปลีกมีอำนาจในการต่อรองกับผู้ผลิตมากกว่าซัพพลายเออร์ด้วยซ้ำ กำหนดเงื่อนไข หรือว่าวิธีการผลิตโดยตรง

เมื่อคุณควบคุมคุณภาพสินค้าพวกนี้ พวกขายส่งนั้นมีส่วนในการกำหนดมาตรฐาน วิธีการที่ใช้ในการผลิตสินค้า วิธีการที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นต้องพอดี ลงตัว เขากำหนดมาเลย การควบคุมโรงงาน ขนาดเป็นการควบคุมที่ละเอียดมาก�เข้าถึงท้องไร่ นา วัดกันเป็นนิ้วเป็นเซนติเมตร สุก สวยสะอาด กติกามาตรฐานโลกลงมาถึงไร่นา เหลือเชื่อว่าพลังนั้นลงมาในชุมชนได้อย่างไร

�บทบาทของรัฐ ทุนภายใน ทุนภายนอก องค์กรข้ามชาติ ผมคิดว่ารัฐมีบทบาทสำคัญมาก รัฐเริ่มก่อนส่วนจะเริ่มแบบไหนนั้นในบางประเทศรัฐลงไปทำเอง บางทีก็ร่วมมือกับทุนต่างชาติ องค์กรข้ามประเทศอย่างธนาคารโลก เพราะฉะนั้นรูปแบบจึงหลากหลายในการกำหนดแนวทางวิธีการในการใช้ แต่ว่าสิ่งที่เป็นเปลี่ยนไปก็คือบทบาทเรื่องการดูแลเกษตรพันธะสัญญานั้นมันมีตัวแสดงเข้ามามากขึ้น ไม่ใช่เพียงรัฐเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นรัฐกึ่งเอกชนมีคนเข้ามาดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หลายกลุ่ม หลายพวก เอ็นจีโอ ชาวบ้านด้วย รัฐจะไม่ใช่เพียงกลุ่มเดียว ต้องมองว่ารูปแบบการจัดการนั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น

ประเด็นสำคัญของเกษตรพันธะสัญญานั้นคือการควบคุมดูแลการบริหารจัดการกระบวนการใช้แรงงานในภาคการผลิต ผลกระทบมีเยอะ เพราะเมื่อจ้างคนเข้าไปในภาคการเกษตรพันธะสัญญาเมื่อไหร่ ผู้หญิงจะเป็นอย่างไร เด็กเป็นอย่างไร แรงงานพวกนี้อยู่ในส่วนไหนเกษตรพันธะสัญญาที่ใช้แรงงานเยอะมาก คำถามที่สำคัญคือว่าใครมาทำ ส่วนหนึ่งก็เป็นแรงงานนอกระบบ เอามื้อเอาวันกันบ้างหรือเปล่า จ้างบ้างหรือเปล่า�การจัดระบบแรงงานนั้นจะต้องซับซ้อนกว่าเดิมมากขึ้น ���

อันที่สองเป็นเรื่องของการจัดการแรงงานชุมชนนั้น พวกเหมืองฝาย เพราะเกษตรพันธะสัญญาใช้น้ำเยอะ เพราะฉะนั้นการเพิ่มพืชพันธะสัญญาเข้ามา น้ำเอามาจากไหน อาจจะมีการใช้น้ำบาดาล เหมืองฝาย มันต้องมีการทะเลาะ การเจรจาต่อรอง วิธีการจัดการชุมชนจะพูดถึงการใช้แรงงานที่พึ่งพากันได้�แต่ว่าไม่ได้พุดถึงชุมชนที่การใช้แรงงานจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง

สุดท้ายประเด็นสำคัญเรื่องเกษตรพันธะสัญญา คือการเมืองว่าด้วยการผลิต เพราะว่าข้อถกเถียงเก่าเรื่องนี้คือ การที่ทุนเข้ามาดูแลภาคการเกษตรคือการควบคุมเพราะฉะนั้นเกษตรกรนี้เป็นอะไร เพราะว่าเขาควบคุมหมด�มากบ้างน้อยบ้าง พวกอุตสาหกรรมเมล็ดพืชนั้นส่วนประกอบของเขาจะต้องพอดี ความชื้นไม่เกินเท่านั้นเท่านี้�เพราะฉะนั้นการควบคุมคุณภาพสูงมาก เพราะฉะนั้นในแง่นี้เหมือนกับการเข้าไปควบคุมทุน การควบคุมคุณภาพจึงสูงมาก เป็นการควบคุมภาคการเกษตรโดยที่ไม่ได้คุมปัจจัยการผลิต เพราะว่าทำผ่านพันธะสัญญา เกษตรกรต้องทำแบบนี้ ปลูกแบบนี้ ใช้แรงงานแบบนี้ เป็นการควบคุมที่สลับซับซ้อนกว่าเดิม ทั้งราคา สินค้า ปัจจัยการผลิต �ในแง่นี้ ภาคธุรกิจสามารถควบคุมภาคการเกษตรแบบไม่ใช่ที่พวกเราเข้าใจกัน

ในเชิงการเมืองนั้น เหมือนกับว่าการขยายตัวของเกษตรพันธะสัญญาหมายถึงการควบคุมชนบทมากขึ้น แต่ว่าไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ชาวนาไม่เฉื่อย งานศึกษาหลายชิ้นที่ใครว่าสามารถควบคุมชาวนาได้ซึ่งไม่จริง เพราะว่าชาวนานั้นเบี้ยวตลอด ถ้าหากช่วงไหน ราคาดี เพราะว่าพืชพันธะสัญญาส่วนใหญ่นั้นจะสามารถคุมได้เบ็ดเสร็จเฉพาะสิ่งที่ไม่สามารถขายในตลาดได้�มีวิธีการหลายอย่างที่เป็นการต่อรองของชาวบ้าน ซึ่งทำให้ไม่เป็นแบบเบ็ดเสร็จ การขายผลผลิตที่ไม่ได้ให้กับบริษัท เรื่องปัจจัยการผลิตที่ให้มาพวกสารเคมี เมล็ดพันธุ์ อย่างที่แม่แฝกนั้น บริษัทให้ข้าวมา 10 กิโล ชาวนาใช้ปลุกเพียง 5 กิโล อีก 5 กิโล เอาไว้ปลูกของตนเอง

กระบวนการผลิตแบบนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจากข้างนอก แต่ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในชุมชน มันเชื่อมโยงกับประเพณีของสังคม ทุนทางสังคม ความเกื้อกูล ความไว้วางใจ ในกรณีของคนที่ปลูกมันอะลู หรือว่ามันฝรั่งนั้น เขาไม่เอาตัวแทนคนนอก เขาเอาตัวแทนที่เป็นชาวบ้าน ถามว่าทำไมเพราะว่าเขาสามารถพูดกันได้.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร