แก้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ : จะกลืนหรือคืนคลื่นให้ประชาชน ?

Mon, 10/27/2008 - 15:36 -- ประชาธรรม

สัปดาห์นี้ขอชวนผู้อ่านมาร่วมติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 ซึ่งคาดว่าอาจมีการนำร่างแก้ไขฉบับของรัฐเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาภายในไม่ช้านี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงกังวลยิ่งคือ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะหากยึดเอาร่างของรัฐบาลเป็นหลักในการพิจารณาแก้ไข ย่อมมีผลให้สิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงและเป็นเจ้าของคลื่นความถี่-สมบัติสาธารณะที่ลอยอยู่ในอากาศ ของประชาชนมีแนวโน้มถูกแย่งยึดกุม ควบคุม โดยกลุ่มสื่อภาครัฐและทุนสื่อสัมปทานซึ่งมีอภิสิทธิ์อยู่เพียงไม่กี่เจ้ามากยิ่งขึ้น หรืออีกด้านหนึ่งคือการเบียดพื้นที่การสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมของภาคประชาชนหลากหลายกลุ่มให้หดแคบ-เล็กจ้อยลงไปอีก

 

วิทยุชุมชนซึ่งเป็นสื่อภาคประชาชนที่เติบโตขึ้นมาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 อันมีเนื้อหาสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสื่อและใช้สื่อมากขึ้น ต่างล้วนตกอยู่ในชะตากรรมถูกสั่นคลอนความอยู่รอดด้วยแน่นอน หากการแก้ไขกฎหมายมีเนื้อหาบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ

 

ที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะเนื้อหาสาระหลายประการในร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับรัฐบาล มีใจความลิดรอนสิทธิเสรีภาพการเข้าถึงสื่อของประชาชน ซ้ำที่ผ่านมายังไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง ยกตัวอย่างเช่น สัดส่วนคลื่นความถี่ เพื่อนำมาจัดสรรให้ภาคประชาชนที่เดิมทีกฎหมายระบุไว้ร้อยละ 20 ก็ไม่ถูกพูดถึง นอกจากนี้ องค์กรอิสระเพื่อกำกับดูแลคลื่น ก็ใช้กระบวนการแต่งตั้งโดยให้คณะรัฐมนตรีคัดเลือกและแต่งตั้งในขั้นตอนสุดท้าย เป็นต้น

 

เนื้อหาใจความตามร่างแก้ไขกฎหมายฉบับรัฐบาลที่ไม่เหมาะสมหลายประการดังกล่าวข้างต้นนี้ ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดในการแก้ไขกฎหมาย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปสื่อซึ่งมีเป้าหมายทำให้สื่อในสังคมมีความเป็นประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและเป็นเจ้าของสามารถเข้ามีส่วนในการกำหนด หรือสร้างสรรค์เนื้อหาสื่อที่มีความหลากหลาย และมีคุณภาพมากขึ้น

 

ดังนั้น ภาคประชาชนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เป็นฉบับของประชาชน โดยบัดนี้กำลังดำเนินการล่ารายชื่อให้ได้อย่างน้อย 10,000 ชื่อ เพื่อผลักดันให้มีกฎหมายที่สนับสนุนและปกป้องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน โดยล่าสุดสามารถรวบรวมรายชื่อได้หลายพันรายชื่อแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม หากว่ากันตามจริงแล้ว กระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนให้ได้ครบ 10,00 ชื่อ ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว เพราะมีขั้นตอน เอกสาร หลักฐาน ที่ต้องผ่านการตรวจสอบด้วย ในขณะที่เงื่อนไขเวลาเร่งให้ภาคประชาชนต้องรีบเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าไปเทียบกับร่างของรัฐ ก่อนที่จะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเร็ววันนี้

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในการออกมาเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อเสนอกฎหมายนี้ คือการแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของประชาชนในการต่อสู้เพื่อทวงคืนสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ทั้งยังเป็นการแสดงเจตนารมณ์การมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยทางตรงอีกรูปแบบหนึ่ง ในขณะเดียวกันยังเป็นความหวังว่าจะสามารถปลดแอกแนวคิดที่รัฐและทุนจับจ้องกุมอำนาจการจัดการสื่อแบบเบ็ดเสร็จให้ได้

 

นี่จึงเป็นก้าวย่างสำคัญที่ประชาชนทุกๆ ภาคส่วน ควรต้องให้การสนับสนุน เพราะเสรีภาพในการสื่อสาร และการได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาหลากหลาย รอบคอบ รอบด้าน ที่ตั้งอยู่บนฐานคุณธรรมและการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ คือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสื่อ หรือผู้รับสื่อ เพราะสื่อมีความสำคัญ และมีอิทธิพลต่อการหล่อหลอม กล่อมเกลา ซ่อมสร้าง สืบสาน หรือกระทั่งกำหนดแนวคิด ทัศนคติของคนในสังคมมาก ดังนั้นสื่อที่ดีและมีคุณภาพ ช่วยธำรงค์ไว้ซึ่งจริยธรรมและคุณธรรม จึงไม่ควรปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาผูกขาดการใช้สื่อและการผลิตเนื้อหาสื่ออย่างเดียว แต่กลุ่มคนที่หลากหลายต่างล้วนมีสิทธิ์ในการร่วมกันกำหนดทิศทางความเป็นไปของสื่อด้วย

 

ในวันนี้การติดตามตรวจสอบการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ต้องจับตาและรวมทั้งร่วมแสดงเจตจำนงร่วมกันเพื่อปฏิเสธการพิจาณาออกกฎหมายใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสาธารนะอย่างไม่เป็นธรรม.

 

ทิพย์อักษร มันปาติ

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาธรรม

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร