การเมืองปัจจุบัน และอนาคตการปฏิรูปการเมืองสังคมไทย

Mon, 11/03/2008 - 10:23 -- ประชาธรรม

 

วันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.) จัดเวทีเสวนาเรื่อง "ท่าทีต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน และอนาคตการปฏิรูปการเมืองสังคมไทย" เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันรวมทั้งหาทางออก โดยมีคณาจารย์จาก ม.เที่ยงคืนร่วมเสวนา สำนักข่าวประชาธรรมเก็บความมานำเสนอดังนี้

รศ.สมเกียรติ ตั้งมะโน อธิการบดี ม.เที่ยงคืน

มองการรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นเป็น 4 ประเด็นคือ

1. หากจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นนั้นจะเป็นรัฐประหารที่กินระยะเวลาสั้นๆ เพราะว่าต้นทุนไม่คุ้ม เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอยู่ในเวลานี้คือถ้าหากมีการรัฐประหารคนที่ทำรัฐประหารจะต้องเป็นคนที่แบกรับภาระนั้นเอาไว้เอง ซึ่งภาระหน้าที่นี้ควรจะเป็นของรัฐบาลพลเรือน

2. หากรัฐประหารครั้งแรกแล้วไม่สำเร็จจะต้องมีการรัฐประหารซ้ำเกิดขึ้นในทันที เพราะว่าต้องการที่จะรักษาสถาบันทหารเอาไว้

3. อยากจะให้ดูท่าทีขององค์อธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป เพราะว่าอาจจะมีสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นบางอย่างชัดเจนขึ้น

4. ถ้าไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้น ก็อาจจะมีการยุบสภาหรือว่าลาออกของนายกรัฐมนตรี หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ว่าจะอย่างไรต้องให้ติดตามหลังวันที่ 15 นี้ไป

รอบที่สองจะเสนอบทวิเคราะห์การเมืองใน 5 ระดับ

1.พันธมิตร การที่พวกเขายึดทำเนียบนั้นคือหลุมดำของพวกเขาเอง เพราะว่าฝ่ากฎหมายทุกฉบับเท่าที่มี เป็นการปลดอำนาจรัฐทางสัญลักษณ์ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และการไล่รัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารประเทศได้เพียงแค่ 3 เดือนซึ่งยังไม่ได้ทำอะไรลงไปเลยนั้นมีเหตุผลมากแค่ไหน และสุดท้ายคือ 100 กว่าวันที่พวกเขาเริ่มตั้งเวทีมาจนถึงวันนี้มีข้อเสนอที่ชัดเจนอะไรบ้าง มันจึงกลายเป็นลิเกของชนชั้นกลาง เป็นความบันเทิงที่ทำให้คนเหงามาเจอกัน

2.พรรคประชาธิปัตย์ มีลักษณะเล่นการเมืองแบบเอาเปรียบคนอื่น ใช้แต้มต่อ ตั้งแต่เมื่อ คมช. ยึดอำนาจแล้วให้ความช่วยเหลือในการเลือกตั้ง แต่ว่าก็ยังเข้ามาได้ไม่มาก ต่อมาคือมีสส. ของพรรคตนเองอยู่บนเวทีพันธมิตร  ลอกนโยบายประชานิยมของคนอื่น ผมถามว่านี่คือความหวังของสังคมได้หรือ และสุดท้ายเป็นพรรคฝ่ายค้านที่เป็นเพียงตัวประกอบ เพราะว่าตัวจริงของเขานั้นอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล

3.พลังประชาชน ที่เป็นส่วนของพรรคไทยรักไทยเดิมนั้น พวกเขาเล่นการเมืองแบบ 2 ชั้น คือชั้นล่างจะเป็นการเมืองแบบประชานิยม ส่วนชั้นบนจะเป็นการค้าขายแบบเสรีนิยมโลกาภิวัตน์ มีการเจรจาการค้าแบบทวิภาค การเจรจาการค้าเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ ซึ่งการเมืองนี้เป็นการเมืองที่เราจะต้องจับตาเพราะว่าเขานั้นชอบตบตาสร้างภาพ เป็นเจ้าแห่งเมกะโปรเจ็กต์  เป็นการเมืองของแก๊ง 4 คนที่ประกอบไปด้วยแก๊งอะไหล่รถยนต์ แก๊งมือถือ แก๊งพลังงาน แก๊งอาหารสัตว์ มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ แก้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของพรรคพวกตนเอง

4.ชนชั้นสูง ดุลอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้นั้น เห็นได้ว่าจะมีลักษณะสร้างภาพให้เราเกิดความสำนึกตลอดเวลา ภาพแบบนี้ปรากฏในทุกๆ วัน ภาพของคนที่ยืนเชียร์ฝั่งพันธมิตรนั้นเป็นการฝันลมๆ แล้งๆ ถึงการหวนสู่อดีตแบบอำมาตยาธิปไตย มีการช่วงชิงการนำในหมู่ตระกูลใหญ่และตระกูลเล็ก

5. ประชาชนแบบเราๆ กำลังถูกช่วงชิงวาทกรรมภาคประชาชนโดยชนชั้นกลางบนเวทีใช้เพื่อบิดผันประโยชน์สู่พวกเขา 2. ภาคประชาชนไร้พลังในการรวมตัว 3. ตลอดเวลามานี้ปีรระชาชนถูกปล่อยปะละเลยในการมีส่วนร่วมทางการเมือง รัฐธรรมนูญ 40 นั้นเป็นจุดเริ่มแรกๆ ที่ประชาชนตระหนักในอำนาจของคนเอง ความยากจนลดทอนอำนาจในส่วนของประชาชนในทุกๆ ด้าน การมีสิทธิ หรือว่าส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ซึ่งทั้ง 5 กลุ่มที่พูดมานี้ ประชาชนมีประสบการณ์น้อยที่สุดในทางการเมือง

บทสรุปของสถานการณ์การเมืองเวลานี้คือ

1.ที่ตีกันระหว่าง พันธมิตร นปช. หรือว่าระหว่างพลังประชาน และประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ทางออกและการแก้ปัญหา

2.ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลลาออกหรือว่ายุบสภา ไปรับข้อเสนอการเมืองใหม่ของพันธมิตร รัฐบาลพลังประชาชนก็กลับมาอีก

3.มีการแต่งตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือกลายเป็นวาระแห่งชาติ

4. มีการสานเสวนา ซึ่งคิดว่าในช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงที่เปลืองน้ำลายอยู่

 

ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการ ม.เที่ยงคืน

สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในเวลานี้นั้นสัญลักษณ์ หรือว่าเครื่องหมายที่มีการแสดงออกมาบอกเป็นนัยได้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

ส่วนสถานการณ์รัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นเป็นสถานการณ์ที่อยู่ระหว่างเขาควาย คนที่คิดจะทำรัฐประหารก็อาจจะมี แต่ในส่วนของความเป็นไปได้นั้น เราเพิ่งจะมีรัฐประหารครั้งล่าสุดไปเมื่อวันปี 2549 ถ้าหากจะเกิดขึ้นปีนี้อีก ก็เป็น 2 ปีครั้ง ต่างชาติที่ทำธุรกิจกับเราเค้าก็คงรับไม่ได้ ก็คงไม่ต้องบทำมาหากินกัน

อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าทหารอาจจะมีบทเรียนที่เจ็บปวดมากๆ เมื่อคราวที่มีการปฏิวัติคราวที่แล้ว ผบ.ทบ. คราวนั้นถ้าหากว่าไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารคราวนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่า เขามีเงินเก็บ 95 ล้านบาท ให้ทำงานตั้งแต่เป็นร้อยตรีจนถึงปัจจุบันโดยที่ไม่ใช้เงินเลยก็มีเงินไม่เท่านั้น คุณสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นคนดีก็ถูกเปิดโปงเรื่องเขายายเที่ยง

การรัฐประหารที่ถ้าหากจะเกิดขึ้นนั้นคงไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะว่าประชาชนไม่ได้หงอเหมือนแต่ก่อน คราวนี้อาจจะไม่มีพวงมาลัยให้เหมือนกับคราวที่แล้ว

 

ภัควดี วีระภาสพงศ์ นักวิชาการอิสระ

ในแถลงการณ์ของทางกลุ่มนั้นในส่วนของ สสร. ถ้าหากจะมีขึ้นได้จริงๆ ควรจะต้องมีตัวแทนที่มาจากองค์กรประชาชนด้วยนอกเหนือไปจากส่วนของสาขาอาชีพ  เพราะว่าจากประสบการณ์ที่ต่างประเทศนั้นองค์กรเหล่านี้มีบทบาทอย่างมาก ที่จะนำเสนอปัญหาของตนเอง

ส่วนในแถลงการณ์นั้นข้อท้ายๆ ที่มีการเรียกร้องให้ใช้ระบบรัฐสวัสดิการกับประเทศไทย แต่ว่าของเรานั้นอาจจะไม่เหมือนในยุโรปก็ได้คือว่า จริงอยู่ที่รัฐจะต้องมีหน้าที่ในการให้บริการกับประชาชน แต่ถ้าเราจะเปลี่ยนบทบาทให้รัฐมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์กรประชาชน ปล่อยให้ประชาชนจัดการกันเองก็อาจจะเป็นรูปแบบที่ดีกว่า นอกจากนี้ถ้าหากมีตัวองค์กรของภาคประชาชนแล้ว ประชาชนก็ควรที่จะมีส่วนในการจัดการกับงบประมาณในระดับจังหวัดได้ด้วย

ที่อยากเพิ่มเติมในคำแถลงการณ์ก็คือ เราต้องสร้างกรรมสิทธิ์รวมหมู่ขึ้นมาไม่ใช่เพียงแค่นโยบายการกระจายที่ดินเท่านั้น เพราะว่าเมื่อมีการกระจายที่ดินออกมาแล้วสุดท้ายโดยกลไกตลาดก็อาจจะทำให้ที่ดินเหล่านั้นหลุดมือจากเกษตรกรไปอีก เพราะฉะนั้นทางที่ดีก็ควรสร้างกรรมสิทธิ์แบบใหม่ขึ้นมาด้วย อาจจะเป็นนารวมที่ทึกคนจนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์การที่ที่ดินจะหลุดมือไปก็ยาก

ในส่วนของเรื่องความมั่นคงทางอาหารก็อยากจะเรียกร้องให้มีการต่อต้านพืช GMO เพราะอาจจะเป็นปัญหาที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  เรื่องภาษีเสนอให้มีการปรับระบบใหม่ ที่อาจจะดึงเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนัก คือเงินในส่วนของการขายหุ้นเพื่อเอามาเป็นสวัสดิการให้กับคนแก่ เพราะว่าแนวโน้มจำนวนประชากรในส่วนนี้อาจจะมากขึ้น อีกส่วนคือเราต้องมาดูว่างบประมาณในส่วนของกองทัพที่ปีหนึ่งใช้ไปมหาศาลนั้น และไม่คุ้มค่า ตอนนี้จะไปเรียกร้องก็คงจะยาก เราอาจจะตั้งจุดหมายเอาไว้

สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นก็คือการรวมกลุ่ม และพูดคุยกันระหว่างองค์กรภาคประชาชน เช่นแรงงานนอกระบบอาจจะคุยกับชาวนา หรือเกษตรกรเพื่อที่จะหาจดยืนร่วมอะไรต่างๆนานา

 

ผศ.สมชาย ปรีชาศิลปากุล คณบดี คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักวิชาการ ม.เที่ยงคืน

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเวลานี้ ส่วนหนึ่งทีเราจะต้องคิดกันคือว่าการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร หมายความว่าถ้าสมัยก่อนคิดว่าการจับมือกันของชนชั้นนำบางกลุ่มเช่นทหารกับทุนสามารถทำรัฐประหารกันได้ง่ายๆ แต่ว่าวันหนึ่ง เราก็เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่จะนำไปสู่การรัฐประหารไม่เกิดขึ้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าตัวการเมืองระบบรัฐสภาที่พรรคการเมืองเชื่อมลงไปถึงประชาชนมีความสำคัญขึ้นมา

ตัวการเมืองระบบรัฐสภากลายเป็นสิ่งที่เข้ามาถ่วงน้ำหนักในทางการเมือง ทำให้การเมืองที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของชนชั้นนำแย่งชิงอำนาจกัน และถ้าคิดจะรัฐประหารก็ทำกันได้ ซึ่งในมิตินี้นั้นผมคิดว่าน่าสนใจ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวระบบการเมืองจะต้องถูกปรับ เพราะว่ามันไม่สามารถทำให้เกิดกติกาที่ทำให้ทุกๆ กลุ่มเข้ามาพูดในเวทีได้อย่างที่ตนอยากจะพูด ชาวเมืองก็ต้องการเพราะคิดว่าตนเองก็มีเสียงที่ไม่ดังเหมือนเก่า การเคลื่อนไหวกับพันธมิตรก็แสดงให้เห็นชัดเจน ขณะเดียวกันชาวบ้านรากหญ้าก็ต้องการปรับระบบการเมืองที่จะให้ตนเองเข้าไปมีส่วนในการจัดสรรทรัพยากรของสังคมโดยรวมทั้งหมด ต้องมีการจัดโครงสร้างทางการเมืองใหม่เกิดขึ้นเพราะว่าดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ทางอำนาจไม่ได้เปลี่ยนไปมากพอสมควร จนกระทั่งพูดง่ายๆ ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 นั้นอยู่ไม่ได้แน่ สังคมไทยไปไกลเกินกว่าที่จะอยู่ภายใต้ระบอบอมาตยาธิปไตยแล้ว เพราะฉะนั้นการคาดหวังว่าระบบการเมืองที่จะมีเทวดามานั่งอยู่ในวุฒิสมาชิก มีเทวดามานั่งอยู่ในองค์กรต่างๆ เห็นได้ชัดว่าเละเทะไปหมด

อย่างไรก็ตามเราต้องปรับ แต่เราจะปรับอย่างไร ซึ่งดูเหมือนว่าในเวลานี้มีแนวโน้มไป 2 กระแสคือปรับให้สังคมไปอยู่ใต้อำนาจของเทวดามากยิ่งขึ้น กับอีกทางคือดึงให้ทุกๆ ส่วนของสังคมเข้ามามีอำนาจมากยิ่งขึ้น ซึ่งใน 2 แนวทางนี้นั้นต่างกัน

สิ่งที่พวกเราควรที่จะเสนอก็คือเสนอระบบการเมืองที่ทำให้เราสามารถเข้าไปมีอำนาจในทางการเมืองมากขึ้น ทำอย่างไรให้เกิดระบบการเมืองที่เรามีเสียงดังมากขึ้น เป็นหัวใจสำคัญในทางที่เราจะต้องเดินไป

การตั้งโจทย์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอาจจะต้องใช้ความรู้มากขึ้น คิดมากขึ้นในเชิงของรายละเอียด เช่นเรื่องของระบบภาษี ในส่วนของภาษีส่วนบุคคลนั้น ประเทศไทยเราเสียเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียอยู่แล้ว ประเทศอื่นๆ นั้นเสียน้อยกว่า แต่ว่าภาษีที่เราควรจะเก็บอย่างเช่นภาษีที่ดิน ภาษีมรดก เรากลับไม่ได้เก็บ หมายความว่าในแต่ละเรื่องเราก็ต้องคิดถึงว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้เกิด เป้าหมายหลักๆก็คือการทำให้สังคมไทยมีความเสมอภาคมากยิ่งขึ้น นี่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับผม

สิ่งที่ต้องระวังนิดหนึ่งนั้นในแถลงการณ์เราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่ารัฐสวัสดิการมาก หมายความว่ารัฐต้องแบกรับในเรื่องที่เป็นบริการพื้นฐาน สาธารณสุข สิ่งที่ต้องคิดคือทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดระบบที่สังคมสามารถจะจัดการทรัพยากรต่างๆ ได้มากที่สุด พึ่งตัวเองมากขึ้น มากกว่าการไปพึ่งรัฐ เพราะว่ารัฐสวัสดิการนั้นสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่ามันจะทำให้เกิดรัฐที่ใหญ่มากขึ้น และก็มีปัญหาแบบเดิมๆ ที่สังคมไทยเจอ ทำอย่างไรให้เกิดการประกันวามเสมอภาคที่ประชาชนเข้าไปมีบทบาทในการจัดการอันนี้เป็นหัวใจ กรณีป่าชุมชนนั้นเป็นตัวอย่างที่ดี

 

รศ.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักวิชาการ ม.เที่ยงคืน

การรัฐประหารในช่วงเวลาใกล้ๆ นี้ผมคิดว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก เพราะว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีจำนวนเรือนแสนนั้นหัวใจหลักจริงๆ ก็บอกอยู่แล้วว่าจะทำรัฐประหารไม่ได้ ไม่ว่าฝ่ายไหนเพราะถ้าหากทำรัฐประหารไป ก็จะโดนเล่นงาน 2 เด้ง คือฝ่ายตรงข้าม กับส่วนที่อยู่ตรงกลาง การรัฐประหารคือการขุดหลุมฝังของคนที่ทำรัฐประหาร

คิดว่าการเมืองต่อไปจะเปลี่ยนสังคมไยอย่างมาก เพราะว่ามันเกิดขึ้นตอนที่เศรษฐกิจของโลกพังลง ข่าวที่ออกมาว่าในปีหน้าจะมีจำนวนคนงานตกงานมากกว่า 1 ล้านคนนั้น ปัญหาใหญ่ที่ตามมาก็คือเราจะปฏิรูปการเมืองในห้วงยามที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจนี้ได้อย่างไร คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ และถามว่าเราจะผลักดันอย่างไรให้รองรับคน 68 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดที่เป็นแรงงานนอกระบบให้สามารถอยู่รอดได้ เพราะเมื่อเศรษฐกิจพังลงคนก็จะใช้น้อยลง การผลิตก็ต้องน้อยลง ซึ่งมันจะเกิดผลกระทบแน่ๆ

ในช่วงนี้ถ้าหากมีโอกาส เป็นจังหวะที่เราจะดึงอำนาจลงมาจากข้างบน เป็นไปได้ไหม ที่เราจะเชื่อมกันอีกครั้งหนึ่ง พี่น้องเกษตรกรเชื่อมกับประมงชายฝั่ง เพื่อที่จะทำให้ฐานของการปรับตัวในปีหน้าเป็นต้นไปสามารถเป็นไปได้ จะทำอย่างไรให้ชาวบ้าน ประชาชนที่เป็นฐานทั้งหลาย ถอนตัวออกมาจากเสื้อเหลือง และเสื้อแดง แล้วมาคิดว่าเราจะต่อสู้กับเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร

เวลาที่เราพูดถึงทางเอก หรือส่าทางสายที่สาม ถ้าหากว่าพวกอาจารย์พูดจะไม่มีพลัง แต่ว่าถ้าหากเป็นชาวบ้านพูดจะมีพลังมาก และน่าจะเป็นจังหวะดีที่จะพูดได้

อาจจะเปลี่ยนสมัชชาคนจนเป็นสมัชชาประชาชนไทยเพื่อที่จะเรียกร้องในจังหวะที่เศรษฐกิจพังลง

ผมได้กลิ่นการประนีประนอม การออกมาอ้อนก็แสดงให้เห็นบางสิ่งอยู่ เพราะว่าถ้าหากตัดสินใจชนต้องสู้มากกว่านี้ และมีสัญญาณหลายๆ สัญญาณที่บอก การที่คุณจำลองอ่อนลง แสดงให้เห็นว่าข้างบนอาจจะมีการคลี่คลายไม่นาน แต่ว่าในส่วนของข้างล่างของพวกเรานั้นสำคัญกว่าที่พวกเราต้องเร่งเร็วขึ้น

 

ไพโรจน์ พลเพชร  ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

มี 5 ประเด็นสั้นๆ คือ

1.การเมืองไทยในทุกวันนี้พัฒนามาไกล จนไม่มีใครที่สามารถจะใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จได้ ไม่มีใครที่สามารถทุบโต๊ะเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะเป็น ทหาร หรือว่าสถาบันสูงสุด การพัฒนาการเมืองมาเป็นระยะเวลา 15 ปี ทำให้เกิดสถานะที่ไม่มีใครจะใช้ความรุนแรงได้ พลังต่างๆ เติบโตพอที่จะเตะสกัด หรือไม่ยินยอมให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่มีความขัดแย้งอย่างยาวนานมาตลอด 3 ปี พลังที่คัดง้างอยู่นี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำให้ระบบต่างๆที่มีบทบาทแบบเดิมทำอะไรได้ตามอำเภอใจอีกแล้ว สะท้อนว่าการเมืองของเรานั้นเติบโตขึ้น

2.กำลังทางการเมืองที่ต่อสู้กันรวมทั้งปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเป็นข้อต่อของสังคมไทยหลายครั้ง เช่นในปี 2475 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก จนการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง 16 ตุลาก็เช่นกัน ประชาชนต้องต่อแถวกันซื้อข้าวสารในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับ ช่วงปี 40 มาในช่วงเวลานี้อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะว่าวิกฤตทางเศรษฐกิจ 2 เรื่องมาบรรจบกัน จนนำมาสู่จุดเปลี่ยนที่เป็นเรื่องที่ 3 คือ ใครจะเป็นคนกุมอำนาจการเปลี่ยนแปลง แล้วจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน  ซึ่งมันไม่มีทางที่จะไม่เปลี่ยนแปลง แล้วคิดว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงแบบครั้งใหญ่ เพราะว่าวิกฤตทางเศรษฐกิจจะเป็นตัวเร่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งประวัติศาสตร์ฃบอกเราอย่างนั้น

4. ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เราจะต้องเลือกข้างและนำไปสู่การปะทะเพื่อที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมใหม่อย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าหากไม่ต้องการ เราก็ต้องมาคิดอย่างอื่น  ในความเห็นของเราคงไม่เข้าร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสองฝ่าย  แล้วเราเป็นการเมืองแบบเราเองได้ไหม เพราะว่าทิศทางของทั้งสองฝ่ายที่อ่างประชาชนทั้งคู่ล้วนเป็นการเมืองแบบพึ่งพา การเมืองแบบอุปถัมภ์ ซึ่งมันเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยมานานซึ่งไม่เป็นตัวของตัวเอง 5. ถ้าต้องการต่อสู้แบบเป็นตัวของตัวเอง

5.1 ถ้าตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าพี่น้องประชาชนก็ต้องเสนอปัญหาของประชาชนให้พี่น้องแก้ไข เพราะว่านี่คือการเมืองของจริง การเมืองที่ต้องแก้ปัญหาราคาพืชผล และการเมืองนี้จะร้อยรัดประชาชนเข้ามา เพราะว่าเป็นความเดือดร้อนร่วมของประชาชน เป็นการเมืองข้าว การเมืองสัปปะรด การเมืองยางพารา นี่คือการเมืองข้างล่าง และทำได้เลย เพราะว่าเกิดความเดือดร้อนแล้ว

5.2 จำเป็นที่จะต้องเชื่อมปัญหาประเด็นความขัดแย้งเฉพาะหน้าไปสู่การแก้ปัญหาการเมืองเชิงโครงสร้างอันนี้คือการปฏิรูปการเมืองและสังคม จินตนาการของการเมืองของพวกเราคืออะไร จินตนาการของพี่น้องเกษตรกรคืออะไร จินตนาการทางการเมืองของพี่น้องชนเผ่าคืออะไรที่เราอยากให้เกิด หาจุดเชื่อมกันแล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คิดว่าอันนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เราอาจจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตอนนี้ได้ แต่เราก็ไม่ควรจะอนุญาตให้คน 2 ฝ่ายมากำหนดการเปลี่ยนแปลง เพราะว่าเราก็เป็นเจ้าของประเทศเหมือนๆ กัน และนี่คือประชาธิปไตย.

 

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร