สมัชชาสุขภาพแห่งชาติกับคณะรัฐบาล "หน้าหล่อ"

Wed, 12/17/2008 - 14:03 -- ประชาธรรม

ถือเป็นธรรมเนียมของแวดวงสุขภาพ-สุขภาวะ ที่จะมีการพูดคุยหารือกำหนดธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติกันทุกๆ ปี ซึ่งการประชุมในปี 2551 ได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว �พร้อมๆ กับการลงมติกันใน 14 ประเด็นได้แก่

1. ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ 2. การเข้าถึงยาจำเป็น: การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากรไทย 3. ระบบสุขภาพและพหุวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้: นโยบายแห่งชาติเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรม 4. กลไกการมีส่วนร่วมในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ: การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดนโยบายการเจรจาการค้าเสรี 5. เกษตรและอาหารในยุควิกฤต 6. การควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์: ยุทธศาสตร์ในการจัดการกับปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 7. บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการสุขภาพและทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม

8. ความเสมอภาคในระบบหลักประกันสุขภาพ: ความเสมอภาคในการเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน 9. เด็กและเยาวชนกับสื่อ: แนวทางสร้างสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับเด็กเยาวชนและครอบครัว - กองทุนสื่อสร้างสรรค์ช่องทางสำคัญของการเปลี่ยนสื่อสีดำเป็นสีขาว 10. สุขภาวะทางเพศ: ความรุนแรงทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม และเรื่องเพศกับเอดส์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 11. กลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพในสังคมไทย 12. การจัดการสุขภาพแรงงานนอกระบบ: นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบ 13. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ และ14. วิกฤตเศรษฐกิจและการปกป้องสุขภาวะคนไทย

โดยสาระสำคัญ และรายละเอียดในแต่ละประเด็นทั้งหมดสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

จากมติดังกล่าวฝ่ายคณะกรรมการจัดงานเวทีสมัชชาสุขภาพแห่ง ชาติ (คสช.) ก็ส่งสัญญาณว่าภายในเดือนมกราคม 2552 น่าจะผลักดันวาระทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของครม.ชุดใหม่ ซึ่ง น.พ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ก็ยอมรับว่า "มติทั้งหมดจะสำเร็จได้ ไม่ได้อยู่ที่ห้องประชุม หรือผ่านจากทางฝ่ายรัฐบาล ผ่านทางคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แต่จะต้องไปถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติร่วมกัน เนื่องจากจะเห็นว่ามติที่ออกมานั้นฝากไปถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เพื่อการปฏิบัติที่สำเร็จ"

อย่างไรก็ตามหากย้อนไปดูความคิดของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงขณะที่ยังไม่มีตำแหน่งนายรัฐมนตรีคนที่ 27 พ่วงท้าย ซึ่งได้รับไปปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "คุณค่าของสมัชชาสุขภาพจากจุดเริ่มต้นถึงวันนี้" ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมา ก็ระบุว่า ประเด็นที่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระในการพิจารณาทั้งหมด 14 เรื่อง ยอมรับว่าทุกเรื่องต้องทำงานกันอีกมาก แต่ขอชื่นชมที่ทุกวาระครอบคลุมเกือบทุกประเด็นปัญหาด้านสุขภาวะของคนไทย แต่ขาดด้านความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเข้าใจคณะทำงานว่าอาจเป็นเรื่องยากหากจะนำมาพิจารณาถกเถียงในเวทีนี้และ

"ขณะนี้ ประเด็นที่ท้าทายหลังจากนี้คือ การเชื่อมงานของสมัชชาสุขภาพไปยังทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ เช่น ประเด็นปัญหาการเจรจาการค้า เพราะเกี่ยวข้องกับกระทรวงหลายกระทรวงมาก อย่างไรก็ตาม เกรงว่าหลังจากนี้ 1-4 ปี หากไม่สามารถผลักดันข้อมติจากที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติให้เป็นรูปธรรม ได้ สมัชชาสุขภาพอาจอ่อนแรงลง แต่ทั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถผลักดันให้เป็นรูปธรรมได้แม้ไม่ทุกข้อก็ตาม และเชื่อมั่นว่าสมัชชาสุขภาพแห่งชาติจะสานต่อเจตนารมณ์ให้เกิดสุขภาวะที่ดี ในสังคมไทยได้"

"ผมเคยคิดถึงรูปแบบการทำสมัชชาการเมือง ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะการเลือกตั้งและการรวมกลุ่มประท้วง แต่เสียดายที่การเมืองไม่ได้หลุดพ้นจากสภาพการเมืองเดิมที่เราพยายามรักษา ระบอบประชาธิปไตยไว้ และไม่สามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยได้ จนเกิดวิกฤตขัดแย้งขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตาม ผมคาดหวังว่าสมัชชาสุขภาพจะเป็นแบบอย่างในการแก้ปมขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน สังคมปัจจุบันได้ เพราะคนไทยทั้งมวลต้องการความสงบสุขด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น จึงต้องหาเวทีที่ใช้เหตุผลและพลังของการสร้างสรรค์มาแสดงออกเพื่อให้ประเทศ กว้างไปข้างหน้าได้" และนี่คือแผนที่ทางความคิดนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเรา

สำหรับภาคประชาสังคมนั้น จะว่ากันตามตรงประเด็นทั้งหมดในสมัชชาสุขภาพ ก็คือประเด็นที่ภาคประชาชน-ภาคประชาสังคมขับเคลื่อนกันอย่างยาวนานกับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย สำเร็จบ้าง/ไม่สำเร็จบ้างก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย แต่ ณ รอยต่อทางการเมืองการปกครองไทยหลังจากนี้ สิ่งที่ภาคประชาสังคมจะละเลยไม่ได้คือการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง เพราะมันคงไม่สำคัญเท่าไหร่ถ้าจะต้องมาถกเถียงว่ารัฐบาลนี้สีเขียวจริงหรือไม่ ชอบธรรมไม่ชอบธรรมอย่างไร เพราะแค่พิจารณารายละเอียดของมติ 14 ข้อของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติข้างต้น ก็จะพบว่าการเมืองของประชาชนมันพ้นไปจากการเมืองช่วงชิงอำนาจของนักการเมือง

ดังนั้นอย่าปล่อยให้ "คณะคนหน้าหล่อ" ทำงานฝ่ายเดียว มันก็ยิ่งผลิตซ้ำให้ ประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่พิกลพิการดำรงอยู่ต่อไป เมื่อเราจะเอาประชาธิปไตยทางตรงด้านหนึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของพลเมืองในสังคมของการสื่อสารที่จะติดตามด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเขียน ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ SMS forward mail ใครทำอะไรได้ก็ช่วยกันทำ และช่วยแพร่กระจายตามช่องทางที่เหมาะสม เพราะถ้าหล่อ ดูสบายใจสบายตา แต่กินไม่ได้ มันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์กับคุณภาพชีวิตหรือปากท้องเท่าไหร่ครับ

ธีรมล บัวงาม

ประชาธรรมสถานีข่าวประชาชน

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร