มุมมองเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯต่อกรณีรัฐบาลเข็น "ภาษีที่ดิน" ขึ้นภูเขา

Wed, 01/28/2009 - 23:46 -- ประชาธรรม

นับเนื่องจากรัฐบาล "มาร์ค1" นำโดยขุนคลัง "กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศจะขอ "ลองของ" ด้วยการเตรียมพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพ.ศ.. ขึ้นมาใช้แทนพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เพื่อรีดภาษีที่ดินจากนายทุนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดิน และลดความเหลื่อมการถือครองที่ดินระหว่างคนจนกับคนรวย

รมว.การคลังรายนี้ระบุว่ากฎหมายจะเป็นไปตามหลักสากลที่มีการเก็บภาษีจากการถือครองที่ดิน แต่การเก็บภาษีดังกล่าวจะต้องสร้างความเป็นธรรม มีการกำหนดโครงสร้างจัดเก็บภาษีที่เหมาะสม ผนวกกับถ้อยคำที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า "กรณีภาษีที่ดินทรัพย์สินอาจจะไม่ซับซ้อนมากนัก เพราะมีแนวคิดเดิมอยู่ เพียงแต่ต้องดูให้รอบคอบทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด หลักใหญ่ คือ การทำให้ภาษีโรงเรือนกับภาษีบำรุงท้องที่มารวมกันมีเหตุมีผลมากขึ้น ซึ่งเป็นรายได้ที่จะเป็นกอบเป็นกำมากขึ้นสำหรับท้องถิ่น และต้องยกเว้นให้ผู้ที่มีความจำเป็น เช่น เรื่องที่อยู่อาศัย แต่ว่าต้องมีบทบัญญัติในลักษณะที่ทำให้เสียในอัตราก้าวหน้าสำหรับผู้ที่มีที่ดิน ว่างเปล่า ทิ้งไว้ไม่ใช้ประโยชน์"

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการจัดเก็บภาษีขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แต่ลำพังแค่รัฐบาลมีแนวคิดดังกล่าวก็ปลุกกระแส สร้างความหวือหวาได้ไม่น้อย จนผู้คนหลายฝ่ายโดยเฉพาะผู้มีที่ดิน (จำนวนมาก) ออกมาคัดค้านตามๆ กัน แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่งที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน พูดคุยเรื่องปฏิรูปที่ดินจนมุมปากจะสูงถึงใบหูอย่าง "เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย หรือ คปท.เขาคิดเห็นอย่างไร ติดตามอ่านกัน

ประยงค์ ดอกลำไย โครงการปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปที่ดิน หนึ่งในแกนนำเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณา 2 ส่วน อย่างแรกคือตัวนโยบายและการปฏิบัติจริง ส่วนที่สองคือสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน ถามว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำพานโยบายไปสู่การกระจายการถือครองที่ดินไปสู่คนยากคนจนได้หรือไม่นั้นต้องดูที่นโยบาย ซึ่งนโยบายทั้งหมด 60 หน้ามีเพียงข้อเดียวที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์หรือนำมาสู่การเข้าถึงที่ดินของคนจน ก็คือนโยบายว่าด้วยการแก้ไขปัญหาเกษตร ข้อ 4.2.1.8 ที่ระบุว่าจะคุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชลประทานแล้ว นี่คือประเด็นแรก ที่คปท.คิดว่า รัฐบาลชุดนี้เขียนไว้ชัดเจนกว่ารัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่ปรากฏเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่จะทำได้ในเร็ววัน เพราะมีคนเสียประโยชน์ อย่างชนชั้นสูงที่ครอบครองที่ดินจำนวนมาก ไปจนถึงชนชั้นกลางที่ร่ำรวย และนักการเมือง นี่คืออุปสรรคสำคัญของการเข้าถึงที่ดินของคนจนมาโดยตลอด

ประเด็นที่สอง มันมีประโยคที่ว่าจะจัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคารที่ดิน และเป็นครั้งแรกที่มีปรากฏในนโยบายรัฐบาลเช่นกัน ซึ่งคปท.ก็ยื่นข้อเสนอเรื่องนี้กับรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย

ประเด็นที่สาม คือประโยคที่บอกว่าจะเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับเกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐ ที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชน ซึ่งรัฐบาลพยายามเลี่ยงคำว่า "ชุมชนที่อาศัยอยู่เขตป่า" เพราะมันจะหมายความว่าเป็นการเอาป่ามาแจก เมื่อเลี่ยงบาลีว่าเป็นที่ดินของรัฐซึ่งก็ดีเพราะมันครอบคลุมไปถึงที่ราชพัสดุ ที่ของการนิคม รวมถึงพื้นที่ป่าด้วย

เมื่อดูนโยบายรัฐบาลที่แถลง มันจึงมีประโยคทองของรัฐบาลอย่าง โฉนดชุมชน และธนาคารที่ดิน ดูผิวเผินเหมือนว่ามันน่าจะเป็นทางออกของปัญหาที่ดินในประเทศไทย และการเข้าไม่ถึงที่ดินและรักษาที่ดินไม่ได้ของเกษตรกรยากจนในขณะนี้ แต่ในทางปฏิบัติจริงแล้วมันจะไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่ ยังไม่มีใครรู้แต่สิ่งที่มีการพูดถึง และได้รับความสนใจ ทั้งที่ไม่ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล คือการผลักดันให้มีการเก็บภาษีทีดินในอัตราก้าวหน้า

"ดังนั้นมันจึงมี 2 เรื่อง คือหนึ่ง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งจะมีการปรับฐานภาษี ซึ่งผมดูแล้วการปรับฐานตรงนี้ก็ไม่ได้เยอะอะไร แต่แม้ไม่มากนักแต่ก็เป็นการส่งสัญญาณที่ดีที่จะให้ปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินคลี่คลายลงไปได้ ประเด็นถัดมามันต้องพูดถึงเรื่องของการเก็บภาษีที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ด้วย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความก้าวหน้า อย่างถ้า 3 ปีไม่มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินก็จะมีการปรับฐานภาษีในอีกระดับหนึ่ง ซึ่งมาตรการนี้อาจจะส่งผล 2 ประการคือรัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และแก้ไขปัญหาการไม่ใช้ประโยชน์ในที่ดินซึ่งรัฐควรจะเพิ่มฐานให้สูงกว่าภาษีที่ดินทั่วไป ส่วนปัญหาการกักตุนที่ดินอาจช่วยไม่ได้มากเพราะภาษีไม่ได้เยอะอะไร"

อย่างไรก็ดี ประยงค์ กล่าวว่า ทันทีที่มีการพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็มีกระแสต่อต้านตั้งแต่ความไม่เข้าใจของเกษตรกรที่มีที่ดินไม่กี่หยิบมือก็ตื่นตระหนกว่าจะต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งที่ปัจจุบันก็ลำบากอยู่แล้ว ฉะนั้นเรื่องที่ต้องดูต่อคือจำนวนที่ดินแค่ไหนที่ต้องจ่ายภาษีที่ดิน เช่น ที่ดินขนาด 1-5 ไร่อาจเก็บประมาณ 0.02% ของฐานภาษีเดิม แต่ถ้ากำหนดการเก็บภาษีตั้งแต่ 5 ไร่ขึ้นไปเข้าใจว่าจะมีเกษตรกรส่วนหนึ่งในภาคกลางได้รับผลกระทบ เพราะหลายรายมีที่นา 40-50 ไร่ต่อครอบครัว แต่สำหรับการที่เกษตรกรทางภาคเหนือ การมีพื้นที่ทำกิน 5 ไร่ก็ถือว่าสุดยอด และเป็นเกษตรกรระดับกลาง ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยความชัดเจน เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังโยนก้อนหินถามทาง แต่พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมา มันก็มีกระแส และเข้าใจว่าสภาอุตสาหกรรมน่าจะคัดค้านนโยบายเรื่องนี้

"นี่คือส่วนที่หนึ่งว่าด้วยเรื่องภาษีที่ดิน หนึ่งคือปรับฐานภาษีที่ดิน สองสิ่งที่ชัดเจนคือการไม่ใช้ประโยชน์พื้นที่ ซึ่งตรงนี้ไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะการเก็บที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินของประเทศไว้เฉยๆ ย่อมต้องรับผิดชอบ เพราะทำให้เกิดการสูญเสียกับคนโดยรวม ยกตัวอย่างที่ดิน 130 ล้านไร่ในประเทศถูกกว้านซื้อโดยคนมีเงินเพื่อรอเก็งกำไร แล้วไม่ถูกใช้ทำการผลิต แล้วคนในประเทศไทยต้องรอนำเข้าข้าวหรือไม่ ในขณะที่ประเทศไทยมีที่ดินทีมีศักยภาพทางการเกษตรเต็มไปหมด"

ประยงค์ ย้ำว่า เรื่องภาษีมันน่าจะทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน และทำให้คนจนมีโอกาสเข้าถึง แต่ต้องดำเนินการควบคู่กับธนาคารที่ดิน เพราะมันอยู่โดดๆ ไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญมาก คำถามมีอยู่ว่าธนาคารที่ดินจะเอาเงินมาจากไหน ผมคิดว่ามันต้องผูกโยงกับเรื่องภาษีที่ดินด้วย เช่น กำหนดสัดส่วนในการนำเงินภาษีที่ดินมาเข้ากองทุนนี้ เพื่อให้กองทุนโตเพียงพอที่จะไปจัดหาที่ดินให้เกษตรกร โดยไม่ต้องปล่อยกู้ แต่ทำหน้าที่ของการซื้อที่ดิน และจัดหาที่ดิน และกระจายที่ดินให้คนจน ต่อไปคนจนก็จะผ่อนที่ดินกับธนาคารที่ดินในอัตราที่ต่ำ เช่น ร้อยละ1 บาทต่อปี ซึ่งเป็นอัตรากับกองทุนฟื้นฟูฯ คือไม่ได้ให้เกษตรกรฟรี แต่ตอนนี้หน่วยงานที่สนองนโยบายกลับเป็น สปก.

"ทันทีมีการแถลงนโยบายสปก.ก็ไปเปิดโต๊ะรับซื้อที่ดิน ซึ่งผมคิดว่ามันผิดที่ผิดทาง เพราะซื้อมาแล้วจะไปจัดให้ใคร ถ้าจัดให้ฟรีมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะท้ายที่สุดที่ดินก็จะหลุดมือไป หรือว่าไปจัดให้คนที่ไม่มีคุณสมบัติ คิดว่าไม่น่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้องนักในการซื้อที่แล้วมาแจกจ่าย เพราะมันก็คือประชานิยมธรรมดา ที่ไม่ได้พูดถึงการจัดการ การกำหนดคุณสมบัติที่เหมาะสม รวมถึงมันต้องมีกระบวนการในการติดตามประเมินผล อย่างการได้รับที่ดินไปแล้วมีการใช้ประโยชน์ตามเป้าหมายหรือไม่"

"ถ้าฟันธงเรื่องภาษีที่ดิน หากมีการเปลี่ยนแปลงโดยเพิ่มฐานภาษีขึ้นมา โดยมีหลักการไม่ให้กระทบคนจนและเกษตรกรทั่วไปมากนัก เพราะจะทำให้คนที่มีที่ดินจำนวนมากเอามาอ้างแล้วนำมวลชนส่วนนี้เข้าร่วม รวมถึงการมีมาตรการเก็บภาษีที่ดินที่ถูกทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์ ซึ่งพบว่ามีอยู่ทั่วไป จากข้อมูลเก่าเมื่อปี 2545 เข้าใจว่ามีประมาณ 30 ล้านไร่ทั่วประเทศ จากพื้นที่มีการที่ครอบครอง 130 ไร่ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นที่ดินส่วนนี้ต้องถูกเก็บภาษีในอัตราที่แพง เพราะเป็นทรัพย์สินของประเทศ แม้สิทธิ์จะเป็นของเอกชนก็ตาม"

อีกเรื่องที่มั่วๆ และทำให้คนสับสนคือเรื่องภาษีมรดก แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินโดยตรง แต่หมายรวมถึงทรัพย์สินอย่างอื่นด้วย ทั้งเงินสด บ้าน รถยนต์  แต่ที่ผ่านมามันไม่มีการเก็บภาษีตรงนี้ แต่หากถามว่าเก็บแล้วจะมีผลกระทบอย่างไร ก็ขึ้นอยู่ว่าจะมีมาตรการอย่างไร สมมุติว่า เรียกเก็บกับมรดกไม่เกิน 5 ล้านบาท หรือเก็บในอัตราที่ต่ำ เพราะคนจนทั่วไปไม่น่าจะมีมรดกเกิน 5 ล้าน อย่างไรก็ตามมันก็เป็นผลดีกับเรื่องที่ดินเหมือนกันคือทำให้คนที่กักตุนที่ดินไว้จำนวนมากต้องเสียภาษีมรดก ซึ่งต่างประเทศก็ทำกันอยู่ เช่น ในอังกฤษไม่มีใครอยากรับมรดกส่วนใหญ่เข้าจะบริจาคให้กับองค์กรการกุศล เพื่อส่วนที่บริจาคไปหักลดภาษี

"ผมคิดว่าเรื่องนี้หากทำแล้วจะมีประโยชน์อย่างมหาศาล แล้วนำภาษีเหล่านี้มาจัดสวัสดิการให้กับคนยากจน คนในสังคม ก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจนและเกษตรกรให้ดีขึ้น เรื่องภาษีที่ดินมันต้องก้าวหน้าจริงๆ แต่เท่าที่ดูรัฐบาลก็คงไม่กล้าจะก้าวหน้าเท่าไหร่ เพราะจะถูกต่อต้านอย่างมาก และหากพิจารณาควบคู่กับข้อมูลที่สำคัญ หนึ่ง มันมีที่ดินรกร้างว่างเปล่าอย่างน้อย 30 ล้านไร่ที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์ สอง ในที่ดิน 130 ล้านไร่ที่ถูกครอบครองทั้งที่มีและไม่มีเอกสารสิทธิ์ ปรากฏว่าถูกครอบครองโดยคนแค่ 6 ล้านคน เพราะฉะนั้นหากมีการเก็บหรือเพิ่มภาษีมันจะกระทบคนแค่ 6 ล้านคนเท่านั้น ขณะที่คนส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยไม่ถึง 1 ไร่จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เราต้องเอาข้อเท็จจริงมาแบ มาพูดคุยกันใหม่ แต่พอที่รัฐบาลจะทำเรื่องนี้กรมที่ดินก็เสนอของบประมาณ 4,000 ล้านบาทเพื่อทำระบบฐานข้อมูลที่ดินใหม่ทั้งหมด ทั้งๆ ที่เขามีข้อมูลอยู่แล้ว ไม่รู้ว่านี่คือการเอางบมาผลาญหรือไม่ แม้แต่สปก.เองก็ตั้งเป้าหมายในหารจัดซื้อที่ดิน 1 แสนไร่ในรูปแบบของธนาคารที่ดินแต่ไปจัดให้ใครไม่รู้ มันจึงเป็นปัญหา"

ทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินจากทุกภาครวมตัวกันตั้งแต่ปี 2545 ก็พยายามเรียกร้องรณรงค์นโยบายนี้ ซึ่งถ้าดูตัวนโยบายก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะคปท.ได้ไปยื่นข้อเรียกร้องหลายข้อก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 19ธันวาคม 2551 แต่สิ่งที่ถูกบรรจุในนโยบายมีเพียง 2 วรรคทอง หนึ่งคือการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ที่นาอุดมสมบูรณ์ถูกเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น สอง        เรื่องกองทุนธนาคารที่ดินก็ยังเป็นแค่วาทกรรม และสามคือเรื่องโฉนดชุมชน ซึ่งเรื่องทั้งหมดพี่น้องชาวบ้านในเครือข่ายปฏิรูปที่ดินมีการนำร่องอยู่แล้ว เราคิดว่าจะผลักดันเรื่องนี้ไปสู่รัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลมีปฏิบัติการที่ชัดเจน และสอดคล้องกับปัญหาจริงในพื้นที่ คือจากวาทกรรมที่อยู่ในนโยบายของรัฐบาลทำอย่างไรจะให้เกิดปฏิบัติการจริง รวมถึงเจรจากับรัฐบาลและผลักดันให้พื้นที่ในเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเป็นพื้นที่นำร่องที่จะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งหมดข้างต้นคือเนื้อหาสาระจากปากคำของตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

อ่านประกอบ

"มาร์ค1"ลองของล้างอาถรรพ์ ขออีกครั้ง "ภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง"

มติชน 26-01-2009

* หมายเหตุ-"สมชัย สัจจพงษ์" ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้สัมภาษณ์ "มติชน" เกี่ยวกับ "ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ...." ที่จะนำมาใช้จัดเก็บภาษีแทนพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ที่มีข้อบกพร่องด้านโครงสร้างฐานภาษี อัตราภาษี และการจัดเก็บภาษี โดยขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างการปรับปรุงในรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินฯดังกล่าวให้ทันสมัย เพื่อนำเสนอให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณา

- ความเป็นมาของร่างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

สาเหตุที่มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เนื่องจากตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา รายได้หลักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาจาก 1.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และ 2.ภาษีบำรุงท้องที่ แต่ปรากฏว่าเรามีปัญหาในการจัดเก็บภาษีทั้งสองประเภทอย่างต่อเนื่อง

โดยในส่วนของภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปัญหาที่พบคือ ผลจากการใช้ฐานค่ารายปีหรือค่าเช่าต่อปี ก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการจัดเก็บภาษีเงินได้จากรายได้ค่าเช่า ขณะที่กรณีมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีราคาเท่ากัน แต่กลับมีค่ารายปีที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ให้เช่าและผู้เช่า

นอกจากนี้ กรณีที่ไม่มีค่าเช่า เนื่องจากเจ้าของโรงเรือนใช้ประกอบการพาณิชย์พนักงานประเมินต้องประเมินค่ารายปีที่สมควรให้เช่าได้ ขณะที่ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ก็มีอัตราภาษีถึง 12.5% ของค่าเช่ารายปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงเกินไป จนส่งผลให้เกิดการหลบเลี่ยงภาษี

ส่วนปัญหาของภาษีบำรุงท้องที่ สศค.พบว่า มีการใช้ราคาปานกลางของที่ดินในปี 2521-2524 ในการประเมินภาษี ทำให้ภาระภาษีต่ำ ดังนั้น จึงมีการซื้อที่ดินกักตุนไว้เพื่อการเก็งกำไร ส่งผลให้ท้องถิ่นมีรายได้จากภาษีบำรุงท้องที่น้อยมาก ขณะเดียวกันที่ดินที่จะต้องเสียภาษีก็มีจำนวนน้อย เพราะมีการยกเว้นและลดหย่อนที่ดินอยู่อาศัยของตัวเองที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ตารางวา จนถึง 5 ไร่ ดังนั้น สศค.จึงมีแนวคิดที่จะศึกษาเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

- หลักการของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ขณะที่มีการร่างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สิ่งที่ สศค.ตั้งใจไว้คือ ต้องการทำให้เรามีระบบภาษีทรัพย์สินอย่างแท้จริง ที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้อย่างแท้จริง และจะได้นำไปสู่การใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ขาดๆ เกินๆ ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมาให้หมดไป

โดยในระหว่างที่มีการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว สศค.ได้มีการหารือร่วมกับ อปท. องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่เป็นระยะตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนกระทั่งแล้วเสร็จ

แม้แต่ในการปรับปรุงร่างให้ทันสมัยในแต่ละครั้ง สศค.ก็ยังสอบถามกลับไปว่าคิดเห็นอย่างไร และโดยส่วนใหญ่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ เห็นด้วยกับแนวคิดของเรา ที่จะทำให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมาตรฐาน เพราะถ้าการจัดเก็บภาษีจากท้องถิ่นมีประสิทธิภาพก็จะเป็นการช่วยลดภาระของรัฐบาล ที่จะต้องอุดหนุนเม็ดเงินให้กับท้องถิ่น

แต่ก็ต้องยอมรับว่ามี อปท. อบจ. และ อบต. บางส่วนที่ยังไม่เข้าใจนัก โดยให้เหตุผลกับ สศค.ว่า หากต้องมีการจัดเก็บภาษีนี้อาจจะทำให้ฐานเสียงของพวกเขาที่มีอยู่หายไป แต่เราก็อธิบายได้ว่า เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และควรจะต้องทำให้เกิดขึ้น และรัฐจะทำให้เป็นธรรมที่สุด เพราะในร่างพระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะมีคณะกรรมการจากส่วนกลางกำหนดอัตราภาษี ทำหน้าที่พิจารณากำหนดอัตราภาษีจากข้อมูลการเสียภาษี และมูลค่าของที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างของผู้เสียภาษีแต่ละราย 3 แบบ 1.อัตราภาษีทั่วไปสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2.อัตราภาษีเพื่ออยู่อาศัยของตนโดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์ และ 3.อัตราภาษีสำหรับที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม

นอกจากนี้ ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังกระจายอำนาจให้ อปท.ด้วย โดยระบุไว้ในกรณีที่ อปท. มีเหตุผลและความจำเป็นในการพัฒนาท้องถิ่นของตนให้ อปท.มีอำนาจออกข้อบัญญัติกำหนดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีที่คณะกรรมการกำหนด แต่จะต้องไม่เกินเพดานอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด

- พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีโอกาสคลอดมากน้อยแค่ไหน

ต้องใช้เวลาและขั้นตอนอีกนานกว่าจะสามารถประกาศใช้ได้จริง เพราะขณะนี้ยังเป็นเพียงแค่ร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ และรอการนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร

ในกรณีที่เห็นด้วยจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี อีกขั้นหนึ่งจากนั้น จึงจะไปถึงที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอหรือไม่ ถ้าไม่ก็ตกไป แต่ถ้าผ่านก็ต้องไปเข้าคิวให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเป็นด่านสุดท้าย จึงจะไปถึงขั้นตอนการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเรียบร้อยแล้ว ยังไม่สามารถจะจัดเก็บภาษีได้ในทันที เพราะโดยหลักการแล้ว เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถือเป็นภาษีตัวใหม่สำหรับประเทศไทยและคนไทยทุกคน ดังนั้น เราก็ต้องใช้เวลากับประชาชนในการปรับตัวด้วย

ดังนั้น หลังประกาศใช้กฎหมาย จะมีผลบังคับอย่างเป็นทางการจะต้องนับต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งระหว่างนี้จะมีการทำความเข้าใจกับประชาชนที่มีที่ดิน ทั้งที่เป็นไปเพื่อการอยู่อาศัย เชิงพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ที่จะต้องเสียภาษีเป็นระยะ อาจจะผ่าน อปท. อบจ. อบต. หรือช่องทางอื่นๆ ที่สามารถพูดคุยหรือประชาสัมพันธ์ให้ทุกๆ คนเข้าใจตรงกัน จากนั้น จึงจะจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน อัตราที่จะนำมาจัดเก็บจะทยอยเก็บโดยในปีแรกจะเก็บเพียง 50% ของอัตราที่กำหนด ปีที่สองเพิ่มเป็น 75% และในปีที่สาม จะสามารถจัดเก็บได้เต็มที่ 100% เต็ม โดยจะจัดเก็บจากบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของรัฐ ที่จัดเก็บจากราคาประเมินทุนทรัพย์ประเภทที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและห้องชุดตามประมวลกฎหมายที่ดิน

สำหรับอัตราภาษีที่เรียกเก็บจะมี 3 อัตรา ได้แก่ อัตราภาษีทั่วไปไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัยโดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์ไม่เกิน 0.1% และที่เกษตรกรรมไม่เกิน 0.5% ส่วนที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดินให้เสียภาษีไม่เกิน 0.5% ใน 3 ปีแรก และถ้ายังไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ อีกก็จะเสียเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน

สศค.ประเมินเอาไว้ว่า ถ้าหากเราสามารถประกาศใช้พระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ ในปีแรกที่มีการบรรเทาภาระภาษีให้ประชาชน รัฐจะจัดเก็บภาษีได้ 40,000 ล้านบาท ปีที่ 2 รัฐจะจัดเก็บภาษีได้ 60,000 ล้านบาท และในปีที่ 3 ที่มีการบังคับใช้ครบ 100% จะทำให้รัฐมีรายได้เต็มที่ถึง 90,249 ล้านบาทฉะนั้น ถ้าทำได้สำเร็จรัฐก็จะมีรายได้ในระยะยาว

- ทั้งที่ยกร่างมานับสิบปี แต่ทำไมกฎหมายออกไม่ได้สักที

อุปสรรคในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือ การเมือง เพราะที่ผ่านมาเราก็เสนอมาเรื่อยๆ อย่างรัฐบาลล่าสุด สมัยนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สศค.เสนอเรื่องไปและท่านก็เห็นชอบเซ็นให้ โดยเรื่องไปจ่ออยู่ที่ขั้นตอนคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี แต่สุดท้ายก็มาเกิดเรื่องก่อนทำให้ร่างนี้ต้องกลับมาที่เดิม

แต่หวังว่าครั้งนี้น่าจะมีคนเห็นประโยชน์จากการมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะทำให้ประเทศไทยมีระบบภาษีทรัพย์สินดีขึ้น ขณะเดียวกันก็จะได้สามารถส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. การจัดเก็บภาษีได้ทั่วถึง และที่สำคัญคือ สามารถลดภาระการอุดหนุน อปท.ของรัฐบาลได้หลักหลายหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ สศค.จะพยายามสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีให้เกิดขึ้น โดยในเบื้องต้นจะใช้หลักในการครอบครองในการจัดเก็บภาษีเป็นหลัก เพราะชัดเจนที่สุดแล้วว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นของใคร จากนั้น จะค่อยไปดูว่าเป็นการใช้ประโยชน์ในลักษณะใด แต่ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะนี้กำลังจะกลับมาดูในเรื่องของอัตราภาษีสำหรับเกษตรกรอีกครั้ง อาจจะลดอัตราภาษีที่เก็บลงตามที่หลายๆ ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ โดยที่ทำทั้งหมดก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

 

ข้อเสนอต่อรัฐบาล

เกี่ยวกับนโยบายแนวทางและมาตรการการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย

ระหว่างภาครัฐและคนจนไร้ที่ดิน

โดย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.)

ภาพรวมปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในประเทศไทย  ความขัดแย้งระหว่างคนจนไร้ที่ดินและหน่วยงานภาครัฐ

ปัญหาพื้นฐาน

1).ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 320 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปาประมาณ 100 ล้านไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร 130 ล้านไร่ ทรัพยากรที่ดินในประเทศไทยมีเพียงพอสำหรับการใช้ประโยชน์ของคนไทยทุกคนใน ประเทศ ถ้าทรัพยากรที่ดินเหล่านี้จะมีการจัดสรร แบ่งปัน และกระจายการถือครองอย่างเป็นธรรม

2).ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศคือ ประมาณ 90% มีที่ดินถือครองแค่ไม่ถึง 1 ไร่ ในขณะที่ประชาชนกลุ่มเล็ก ที่เหลือ 10% มีที่ดินถือครองคนละ มากกว่า 100 ไร่ ชี้ให้เห็นถึง ความเหลื่อมล้ำของสัดส่วนคนในสังคมไทยที่มีที่ดินน้อยและมีที่ดินมาก

3).ข้อมูลจากการวิจัยของมูลนิธิสถาบันที่ดินแห่งประเทศไทย ปี 2544 พบว่า 70% ของที่ดินที่มีการถือครองในประเทศไทยถูกปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือใช้ประโยชน์ไม่ถึง 50% ประเมินความสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 127,000 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลบ่งชี้ว่า มีคนจำนวนหนึ่งในสังคมไทยถือครองที่ดินจำนวนมากไว้ โดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร หากเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร เป็นสินค้าเพื่อขายต่อ

4).ในขณะที่ข้อมูลจากการจดทะเบียนคนจนของกระทรวงมหาดไทยระบุว่า มีประชาชนมาลงทะเบียนว่าตนเองมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยนับ รวมได้ 4.2 ล้านปัญหา  แบ่งเป็นคนไม่มีที่ดินเลย 1.3 ล้านคน มีที่ดินทำกินอยู่บ้างแต่ไม่พอทำกินแม้ในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง 1.6 ล้านคน ขอเช่าที่ดินรัฐและครอบครองที่ดินรัฐอยู่ 3 แสนคน  รวมแล้วมีเกษตรกรและคนไร้ที่ดินในสังคมไทยทีมีปัญหาที่ดินทำกินไม่น้อยกว่า 3.2 ล้านครอบครัว  ข้อมูลจากการสำรวจและการวิจัยเรื่องที่ดินจากทุกสถาบันโชว์ทุกครั้งว่าปัญหา ที่ดินเป็นปัญหาที่เกษตรกรทั่วประเทศเห็นว่าสำคัญ และวิกฤตสำหรับเกษตรกรไทย  แต่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ มีเพียงมาตรการสำรวจและศึกษาวิจัยต่อไป  โดยไม่มีมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม

รากฐานของปัญหา

1).การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินในสังคมไทยที่ผ่านมา ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมใน สังคม แต่มุ่งเน้นการเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้กับเอกชนและ เกษตรกร ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาคนไร้ที่ดินได้

2).สังคมไทยไม่มีกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดิน ใครรวยก็มีสิทธิซื้อที่ดินจำนวนเท่าไรมาถือครองไว้ก็ได้ จะซื้อครึ่งหรือค่อนประเทศก็ไม่มีใครจำกัดสิทธิได้ ในขณะที่คนจนจะสูญเสียที่ดินและไร้ที่ดินทำกินจำนวนกี่ล้านครอบครัวก็ได้ รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเข้าไปจัดการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการถือครอง ที่ดิน

3).สังคมไทยไม่มีกฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่สำคัญที่จะทำให้คนที่ถือครองที่ดินจำนวนมากเอา ไว้ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ ต้องเสียภาษีที่ดินจำนวนมาก ในระดับที่ไม่สามารถเก็บกักที่ดินไว้เพื่อเก็งกำไร ต้องปล่อยขายที่ดินออกมา ซึ่งจะทำให้รัฐสามารถช้อนซื้อที่ดินเหล่านั้นไว้เพื่อนำมาปฏิรูปจัดสรรให้ กับเกษตรกรที่ต้องการที่ดินทำกิน

4).การปฏิรูปที่ดินของรัฐที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์กฎหมายปฏิรูปที่ดิน ปี 2518 ที่ต้องการให้รัฐใช้อำนาจและมาตรการต่างๆ นำที่ดินที่ถือครองโดยเอกชน มากระจายให้กับคนจนไร้ที่ดิน แต่กลับเบี่ยงเบนประเด็นไปที่การจัดสรรที่ป่าสงวนแห่งชาติให้กับเอกชน

5).ที่ผ่านมาคนจนไร้ที่ดินและไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีช่องทางและไม่สามารถเข้ามาใช้อำนาจรัฐในการบริการจัดการทรัพยากรที่ดิน ให้เกิดความเป็นธรรมได้ การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ภาครัฐ ส่งผลให้เกิดการคอรัปชั่น ขาดการตรวจสอบ และกรณีพิพาทความขัดแย้งเรื่องที่ดินจำนวนมาก

ปรากฏการณ์ความขัดแย้ง

1).ในภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้ มีการออกเอกสารที่ดินโดยมิชอบ ผิดกฎหมาย ในหลายกรณีทั้งในที่ดินเอกชน ที่ดินที่ชุมชนใช้ประโยชน์อยู่ เช่น ที่ดินทำกิน ที่ป่าชุมชน ที่สาธารณประโยชน์ และที่ ส.ป.ก.  ที่ดินที่ถูกออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบเหล่านี้  ต่อมาได้ถูกนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้  กลายเป็นหนี้เน่า NPL ถูกธนาคารฟ้องร้องยึดและขายทอดตลาด กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เมือประชาชนมีมาตรการการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เป็นรูปธรรม โดยการเข้าทำกินปฏิรูปการถือครองโดยประชาชน รัฐได้ใช้อำนาจทางกฎหมายกับคนจนไรที่ดินเหล่านี้ด้วยการจับกุมดำเนินคดี ความ 

2).ในภาคเหนือ ภาคใต้และภาคอีสาน ด้วยความจำกัดในข้อมูล รัฐได้ประกาศเขตป่าอนุรักษ์ และเขตป่าสงวน บนพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย ที่สาธารณประโยชน์และที่ป่าชุมชนของชาวบ้าน ก่อให้เกิดกรณีพิพาทความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และชาวบ้าน ซึ่งกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินและการแก้ไขปัญหายังถูกรวมศูนย์อยู่ที่ ภาครัฐ ปัจจุบันรัฐบาลได้ใช้อำนาจทางกฎหมายทีแข็งกร้าวมากขึ้น นอกจากฟ้องร้องคนจนในคดีอาญาแล้ว ยังฟ้องร้องเพิ่มในคดีแพ่งเรียกร้องให้คนจนจ่ายค่าเสียหายให้กรมอุทยานฯ ครอบครัวละ 2-5 ล้านบาท ต่อครอบครัว

3).ในภาคอีสานและภาคใต้  รัฐได้อนุญาตให้บริษัทเอกชนสัมปทานเช่าพื้นที่ป่าสงวนระยะยาวเพื่อทำกิจการ เหมืองแร่ ปลูกพืชเศรษฐกิจ  ยูคาลิปตัส  ยางพารา  และปาล์มน้ำมัน เมื่อเอกชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าเกินกว่าสัญญาเช่า  หรือสัญญาเช่าหมดลง  คนจนไร้ที่ดินเรียกร้องให้รัฐหยุดสัญญาเช่าแต่ไม่เป็นผล  เมื่อประชาชนมีมาตรการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง  โดยการเข้าทำกินปฏิรูปที่ดินการถือครองโดยประชาชน  รัฐได้ใช้อำนาจทางกฎหมาย  ด้วยการจับกุมดำเนินคคีข้อหารุนแรง นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่ของภาคอีสาน และภาคเหนือตอนล่าง รัฐบาลได้ดำเนินการอพยพ ขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยเดิม โดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือแต่ประการใด สภาพปัจจุบัน กลุ่มชาวบ้านดังกล่าวข้างต้นยังอยู่ในภาวะไร้ที่ดินทำกิน ต้องอาศัยแรงงานรับจ้างในการดำรงชีพเป็นด้านหลัก

4).ในขณะที่ชุมชนสลัมกว่า 3,700 ชุมชนทั่วประเทศ อยู่ในภาวะสั่นคลอน ไม่ได้ถูกรับรองและไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย อยู่ในสภาพที่จะถูกไล่รื้อจากหน่วยงานภาครัฐ และบริษัทธุรกิจเอกชนวันใดก็ได้ 

ปรากฏการณ์ที่กล่าวแล้วข้างต้น คือสภาพปัญหา และข้อพิพาทที่เกิดขึ้นของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายได้ดำเนินการผลักดันข้อเสนอต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัด และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการแก้ไขปัญหายังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้เดือดร้อน ทำให้สภาพปัญหาเหล่านี้ยังคงปรากฏอยู่โดยทั่วไปในหลายพื้นที่

กล่าวสำหรับรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ได้จัดกิจกรรมรำลึก 33 ปี สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย (สชท.) ในวันที่ 17 19 พฤศจิกายน 2550 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยได้เชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมนำเสนอนโยบายการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยของเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ และคนจนเมือง ในการนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ เป็นตัวแทนเข้าร่วมเวทีดังกล่าวด้วย ซึ่งมีสาระสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นจริง หากมีการผลักดันร่วมกันต่อไป

หลักการสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน : เพื่อสร้างความมั่นคงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนไร้ที่ดิน และคนจนไร้ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 

1).ที่ดินเป็นทรัพยากรของสังคมและทรัพยากรการผลิตที่สำคัญ สังคมจะต้องมีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ให้คนจนและเกษตรกรรายย่อยมีที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงในที่อยู่อาศัย

2).รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองสิทธิในการอยู่อาศัยและทำมาหากินของเกษตรกร และคนจน โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม มิใช่การยึดตามตัวบทกฎหมายที่ขัดแย้งกับสภาพสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของสังคมท้องถิ่น

3).ที่ดินที่กักตุนไว้เพื่อเก็งกำไร มีเจ้าของ แต่ไม่มีการใช้ประโยชน์ คือตัวบ่งชี้ความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดิน ควรถูกมาใช้ในการผลิตและจัดสรรให้มีประโยชน์ต่อเกษตรกรไร้ที่ดิน และคนจนไร้ที่อยู่อาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมในการใช้ที่ดิน

4).รัฐต้องมีนโยบายและดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนที่ 8 ด้านที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตรา 85 แห่งรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่บัญญัติว่า รัฐมีหน้าที่กระจายการถือครองอย่างเป็นธรรม และดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่ว ถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น

มาตรการเร่งด่วน

1).ยุติปัญหาการใช้ความรุนแรงของหน่วยงานภาครัฐกับคนจนไร้ที่ดิน ที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายของรัฐ เช่น การอพยพโยกย้าย การทำลายชีวิตทรัพย์สิน การใช้กฎหมายข่มขู่และคุกคามชาวบ้านผู้เดือดร้อน

2).ยุติการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับรัฐ จนกว่าการแก้ไขปัญหาในทางนโยบายจะแล้วเสร็จ และกรณีที่มีการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านผู้เดือดร้อน ให้รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมกับชาวบ้านโดยเร่งด่วน

3).ยุติการไล่รื้อชุมชนแออัด ตั้งคณะกรรมการที่ชุมชนมีส่วนร่วมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดิน ในกรณีพื้นที่ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขปัญหา ให้ราษฎรสามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทำกินเดิมได้ โดยมิให้มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมโดยเด็ดขาด

4).ให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมในการแก้ไขปัญหาของเครือข่าย ปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยมีองค์ประกอบของตัวแทนรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน  ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 30 วัน ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

มาตรการระยะสั้น

1).จัดตั้งคณะกรรมการในรูปองค์กรอิสระ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการถือครอง และทำประโยชน์ที่ดินของเอกชน บริษัทธุรกิจและนักการเมืองที่ถือครองที่ดินขนาดใหญ่ สัญญาเช่าสัมปทานที่ดินรัฐขนาดใหญ่ และเจ้าพนักงานที่ดินที่มีพฤติกรรมไม่เป็นกลาง

2).เพิกถอนที่ดินที่มีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ และและที่ดินที่เจ้าของทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ นำมาปฏิรูปการถือครองให้กับคนจนไร้ที่อยู่อาศัยและคนจนไร้ที่ดินทำกิน คุ้มครองและเคารพสิทธิขององค์กรชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของคนในสังคมท้องถิ่น โดยไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมบังคับและล่วงละเมิดสิทธิของสังคม ท้องถิ่น

3).ชะลอการประกาศเขตหรือการขยายเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายอื่นๆ จนกว่ากระบวนการตรวจสอบพิสูจน์รับรองสิทธิ์ของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากนโยบาย กฎหมายเหล่านี้จะแล้วเสร็จ

4).ประกาศนโยบายหยุดการไล่รื้อชุมชนแออัด และตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการไล่รื้อชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาตามแนวนโยบายบ้านมั่นคง

5).ให้รัฐบาลมีคำสั่งยุติการดำเนินการผลักดันโครงการคาร์บอนเครดิต ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)ที่จะนำพื้นที่สวนป่า ออป. ประมาณ 200 แปลงเนื้อที่ทั้งสิ้น 1.2 ล้านไร่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ตามข้อตกลงการพัฒนากลไกแบบสะอาด (CDM) ในพิธีสารเกียวโต ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่สวนป่า ออป. หลายแห่งทับซ้อนหรือมีการปลูกสร้างทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานร่วม ดังนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการเร่งรัดตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวข้างต้นให้แล้วเสร็จ จากนั้นให้นำที่ดินมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนต่อไป

มาตรการระยะยาว

1).ดำเนินการแก้ไข เพิกถอนหรือยกเลิกกฎหมายและนโยบาย มติ คำสั่ง ระเบียบข้อบังคับ และกลไกที่มีผลกระทบและปิดกั้นต่อสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดการ ทรัพยากร และการเข้าถึงสิทธิในที่ดินของประชาชน อาทิ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.สวนป่า และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นต้น

2).สร้างเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาชน ให้ประชาชนเกิดการรวมกลุ่ม เข้ามามีส่วนร่วมในกลไกการกำหนดนโยบายด้านที่ดิน และแนวทางการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับรัฐ เข้าถึงการตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากร ที่ดินทุกระดับ

3).อุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรยากจนอย่างเต็มที่ โดยการยกเลิกหนี้สินอันเกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐ สนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ประกันราคาพืชผลการผลิตให้คุ้มกับตันทุนการผลิตที่เกษตรกรต้องจ่ายไป ช่วยเหลือด้านการแปรรูปผลผลิตและสนับสนุนการขายผลผลิตในตลาดท้องถิ่น ยุติการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจและการค้าเสรี ที่บีบให้เกษตรกรทำการผลิตภายใต้กลไกตลาดที่ถูกผูกขาดโดยบริษัทธุรกิจส่งออก ขนาดใหญ่

4).การกำหนดมาตรการทางด้านกฎหมาย และนโยบายในการกระจายสิทธิการถือครองที่ดินอย่างเป็นระบบ ได้แก่ การแก้ไข พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 โดยรับรองสิทธิการปฏิรูปที่ดินโดยประชาชน การกำหนดอัตราภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า การกำหนดเขตคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม การจัดตั้งธนาคารที่ดิน อนุญาตให้ชุมชนแออัดที่อยู่อาศัยในที่ดินรัฐสามารถเช่าที่ดินเพื่อพัฒนาที่ อยู่อาศัยได้ 30 ปี.   

                                                                   จัดทำข้อเสนอโดย

เครือข่ายสลัม 4 ภาค

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ

เครือข่ายปฏิรูปทีดินภาคอีสาน

เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด

กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร