13 พืชอันตรายกับอิทธิพลอุตสาหกรรมสารเคมีทางการเกษตรในมุมมองวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

Mon, 02/16/2009 - 10:12 -- ประชาธรรม

* เรียบเรียงจากรายการเช้าทันโลก 12 ก.พ. 2552 สัมภาษณ์โดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล 

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี

อยากให้เล่าถึงประกาศฉบับนี้ก่อน

ประกาศ นี้ จริงๆ แล้วผลักดันโดยกรมวิชาการเกษตร โดยอ้างว่าต้องการควบคุมคุณภาพของสารควบคุมศัตรูพืชที่ได้มาจากสารธรรมชาติ หรือสมุนไพรนั่นเองทั้งที่ชาวบ้านที่ใช้กันมาช้านานแล้วอย่างกว้างขวางแพร่หลาย มาก การออกประกาศนี้จึงนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่กำหนดให้พืชสมุนไพร 13 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 หมายความว่าการจะมีไว้ ครอบครอง การผลิต จะต้องทำตามหลักเกณฑ์วิธีการที่เขากำหนด โดยที่ถ้าดำเนินการอยู่โดยไม่จดแจ้งจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5 หมื่นบาท นี่ไม่ใช่การประกาศไว้เฉยๆ แต่ว่ามีกฎหมายไว้ควบคุม

จะว่าไปแล้วหลายคนก็ประหลาดใจ คณะกรรมการวัตถุอันตรายควรมีหน้าที่ควบคุมการใช้สารเคมีทั้งในทางอุตสาหกรรม และการเกษตรมากกว่า ซึ่งมันสร้างปัญหามากมายให้กับประเทศ เพราะขณะนี้ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคไม่มีความปลอดภัยเลยในการบริโภคอาหารที่ใช้สารเคมีเหล่านี้ ผมเป็นคณะกรรมการอาหารเชียงใหม่ปลอดภัย ซึ่งมีผู้ว่าฯ เป็นประธาน จากการเจาะเลือดของแม่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีร้อยละ 44 ของเลือด มีระดับสารตกค้างของเคมีกำจัดศัตรูพืชในระดับที่ไม่ปลอดภัย ขนาดอาจารย์และนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็พบความไม่ปลอดภัยในระดับที่ใกล้เคียงกัน อาจารย์ที่สอนคณะเกษตรที่แม่โจ้ถึงกับประกาศว่า สิ่งที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดที่ต้องพึ่งพาสารเคมีมันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

มันแปลกที่ว่า เรามีปัญหาหนักขนาดนี้ แต่แทนที่จะควบคุมสารเคมี แต่กลับมาควบคุมชาวบ้านซึ่งใช้สารสมุนไพร ซึ่งมันมีโทษน้อยมากหรืออาจไม่มีเลย มันน่าแปลกใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร หลายฝ่ายจึงคิดไปในแง่ที่ว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ เพราะกระบวนการในการออกประกาศนี้ไม่ถูกต้องชอบธรรมหลายประการ

อยากเล่าให้ฟังใน 2 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ 1.คณะกรรมการนั้นมีหน่วยงานบางหน่วยงานที่ได้ตั้งข้อสังเกตหรือข้อโต้แย้งไว้ แต่อยู่ๆ คำประกาศนี้ก็ออกมาเมื่อวันที่ 3 ก.พ.อย่างรวดเร็ว โดยที่หน่วยงานดังกล่าวยังไม่ได้มีการแสดงความเห็นข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการเลย 2.ที่จริงกรรมการที่อนุมัติให้มีประกาศฉบับนี้ เป็นกรรมการที่ไม่ชอบ เนื่องจากพ.ร.บ.วัตถุอันตราย มีการปรับปรุงแก้ไข เป็นฉบับที่3 จากกฎหมายเดิมเมื่อปี 2535 ซึ่งเมื่อเดือน ก.พ. ปีที่ผ่านมา (2551) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่างกฎหมายฉบับปรับปรุง ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการ 5 ท่าน จากองค์กรสาธารณประโยชน์ รวมถึงองค์การที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสุขภาพ ผู้บริโภค เกษตรกรรมยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และการกำกับของเสียอันตราย ต้องเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้

นอกจากนั้นในบทเฉพาะกาลยังเขียนไว้ว่าในระหว่างที่ยังไม่มีกรรมการชุดนี้ ให้กรรมการชุดเก่าทำหน้าที่ได้ไม่เกิน 180 วัน ซึ่งถ้านับตามวันที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับปรับปรุงนี้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2551 ซึ่ง เมื่อไปค้นมติครม.ปรากฏว่ายังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่เลย ซึ่งชุดสุดท้ายถูกแต่งตั้งเมื่อปี 2550 ก่อนหน้าจะมีประกาศ ฉะนั้นกรรมการชุดนี้ต้องถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความชอบธรรมและความโปร่งใสด้วย

ถามตรงๆ ภาคประชาสังคมสงสัยว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสารเคมีทางการเกษตรหรือไม่

แน่นอนครับ บริษัท อุตสาหกรรมสารเคมีเหล่านี้มีผลประโยชน์มหาศาล ในทางระหว่างประเทศ บริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทที่ควบคุมการค้าขายสารเคมีในทั่วโลก ยกตัวอย่าง ประมาณ 10 บริษัท ซึ่งล้วนแล้วแต่มีกิจการในเมืองไทยทั้งสิ้น เช่น บริษัทใหญ่ที่สุดคือ ซินเจนต้า ควบคุมผูกขาดทั้งในกิจการสารเคมี กิจการยารักษาโรค กิจการที่เกี่ยวข้องเมล็ดพันธ์ และยาในปศุสัตว์ ส่วนบริษัทมอนซานโตก็ใหญ่มาก ควบคุมการค้าขายเมล็ดพันธุ์และยาปราบศัตรูพืชของโลก บริษัทนี้มีบทบาทในทุกประเทศในการผลักดันนโยบายที่ตัวเองประสงค์ให้กับรัฐบาลท้องถิ่น ยกตัวอย่าง ตอนมีการเจรจาเอฟทีเอไทย-อเมริกา มอนซานโต้ก็ได้ล็อบบี้รัฐบาลไทย เข้าพบนายกฯ และรัฐมนตรีหลายคน รวมถึงเข้าพบระดับเจ้าที่ของราชการที่ดูแลกำกับความปลอดภัยด้วย เพื่อที่จะผลักดันเรื่องจีเอ็มโอ นอกจากนี้มอนซานโต้ยังเป็นยักษ์ใหญ่ด้านค้าขายสารเคมีทางการเกษตร

ในประเทศอินเดีย บริษัทสาขาของมอนซานโต้ถึงกับไปจดสิทธิบัตรสารสกัดจากสะเดา ซึ่งอยู่ในรายการของพืชที่อยู่ในบัญชีวัตถุอันตรายของอินเดีย เหมือนกับที่กรมวิชาการเกษตรกำลังผลักดันในไทย จนเป็นที่คัดค้านของคนอินเดียทั่วประเทศ เพราะไปขโมยภูมิปัญหาท้องถิ่นของชาวบ้าน ซึ่งใช้มาเป็นพันปี เพราะคนอินเดียเอาเปลือกของสะเดามาใช้เป็นสารกำจัดศัตรูพืช กำจัดแมลง รวมทั้งใช้ประโยชน์ในทางยามากมาย ถึงกับที่เครือข่ายขององค์กรประชาชน นักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกได้มาร่วมฟ้องบริษัทมอนซานโต้ให้ถอนการจดสิทธิบัตรสารสกัดจากสะเดา ซึ่งการฟ้องให้เพิกถอนประสบผลสำเร็จในยุโรป แต่ในอเมริกายังไม่ปรากฏผล

แล้วในประเทศไทยมีความพยายามลักลอบจดสิทธิบัตรหรือไม่ หรือมีมาตรการอื่นๆ ในการบ่อนทำลายการพึ่งตนเองโดยการใช่สมุนไพร

ที่จริงมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องความพยายามของอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่มาสร้างภาระใน การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์มาโดยตลอด ยกตัวอย่างเมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการซึ่งมาจากหลายฝ่าย เช่น สาธารณสุข เกษตร ภาคประชาชน พยายามผลักดันกฎหมายให้มีการตั้งสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้นมาในประเทศไทย ปรากฏว่าบริษัทสารเคมีเหล่านี้ ร่วมกับอดีตข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเกษตรออกมารวมตัวกันคัดค้านร่างพ.ร. บ.ฉบับนี้ โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายนี้มุ่งที่จะเก็บภาษีสารเคมีของกลุ่มบริษัทดังกล่าว จนถึงที่สุดรมว.เกษตรขณะนั้นในรัฐบาลชั่วคราว ตัดสินใจไม่เสนอร่างกฎหมายนี้สู่ สนช. ทั้งที่เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์มากในการควบคุมสารเคมีทางการเกษตร เพราะจะมีการเก็บภาษีแล้วนำเงินเหล่านี้ไปใช้ส่งเสริมการเกษตรแบบอินทรีย์  หรือส่งเสริมให้มีการใช้สมุนไพรต่างๆ

เพราะผลประโยชน์ในเมืองไทยมีมหาศาล การนำเข้าสารเคมีการเกษตรเพื่อควบคุมศัตรูพืชของไทยในปี 2551 มีมูลค่า 18,565 ล้านบาท แต่การส่งเสริมการใช้สมุนไพรขององค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชาวบ้าน และหน่วยงานราชการอย่างหน่วยงานด้านสาธารณสุข ได้ไปทดแทนตลาด จากที่ประเมินกันเอง มีคนที่ใช้สมุนไพร 13 รายการดังกล่าว ประมาณ 500,000 ครอบครัวในประเทศไทย หรืออย่างน้อยประมาณ 1 ใน 4 ของคอรบครัวเกษตรปัจจุบัน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของมูลค่าเกือบ 20,000 ล้าน นับเป็นสัดส่วนการตลาดที่สำคัญ ซึ่งผมสันนิษฐานได้ว่าบริษัทเหล่านี้อยู่เบื้องหลังของการออกประกาศฉบับนี้

ในแวดวงการเกษตรมา 20-30 ปี ผมจะเห็นคนกลุ่มเดิมที่เข้ามาแสดงบทบาททางนโยบายในการสร้างอุปสรรคต่อการพัฒนาเกษตร อินทรีย์ หรือการไม่พึ่งพาสารเคมีในประเทศไทยอย่างชัดเจน อย่างก่อนหน้านี้ก็มีการออกประกาศของกระทรวงที่ต้องขึ้นทะเบียนสำหรับผู้ที่จะทำปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้า ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก แต่ประกาศครั้งนี้เป็นการควบคุมการใช้ของเกษตรกร เพราะระเบียบแทนที่จะไปเขียนควบคุมการสกัด หรือการใช้กรรมวิธีทางเคมี ซึ่งบริษัทที่มีกำลังการผลิต มีอำนาจ มุทนพอสมควรถึงจะทำได้ แต่ตอนนี้ประกาศมันไปควบคุมวิธีการที่ชาวบ้านจะตัด บด หมัก สมุนไพรเพื่อใช้ทางการเกษตร เมื่อวาน (11 ก.พ.2552) ชาวบ้านที่มาร่วมแถลงข่าวจึงมีทั้งในฐานะเป็นผู้จำหน่ายสมุนไพรเหล่านี้ในราคา ถุงละ 10 บาท 20 บาท และชาวบ้านทั่วไปที่เป็นผู้ซื้อ อย่างโรงเรียนชาวนาสุพรรณบุรีที่มีชาวนาเป็นสมาชิกนับพันครอบครัว ก็ยกขบวนกันมาเลย เพราะเขาเดือดร้อนจากมาตรการนี้

ทางกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งดูแลเรื่องนี้ตามกฎหมาย แต่การชงเรื่องจริงๆ มาจากกรมวิชาการเกษตรจะต้องไขปัญหานี้โดยด่วน ไม่เช่นนั้นหลายฝ่ายคงต้องตั้งข้อสงสัยในเรื่องของบทบาทของบริษัทข้ามชาติ บริษัทสารเคมีการเกษตร เพราะคนที่อยู่ในแวดวงการเกษตรเวลาจับตานโยบายว่ามาจากคนกลุ่มไหนในกระทรวง ทุกคนก็รู้ประวัติกันดี อยากให้ทุกท่านลองไปค้นหาชื่อบุคคลที่ผลักดันเรื่องนี้ และดูว่าในอดีตได้ทำอะไรบ้าง ก็จะเห็นทันทีคนกลุ่มนี้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลในเรื่องอะไรบ้าง

แล้วในระดับโลก บรรษัทสารเคมีทางการเกษตรมีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหน 

ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเราคิดว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย บริษัทเหล่านี้เป็นผู้บริจาคเงินมหาศาลให้กับผู้แข่งขันเพื่อดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างในสมัยของจอร์จ บุช บริษัทมอนซานโต้ให้การสนับสนุนบุช เป็นเงินสูงสุดในบรรดาบริษัทเคมีด้านการเกษตร และพบว่ายังสนับสนุนให้พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามเช่นกัน ในอัตราส่วนร้อยละ 75 กับ ร้อยละ 25 คล้ายๆ กับเมืองไทยที่มีการแทงหวยทางการเมือง

ในอเมริกา มีองค์กรที่เริ่มตรวจสอบติดตามว่าบริษัทเหล่านี้ได้ใช้จ่ายเงินไปเท่าไร เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้ง และการล็อบบี้นโยบายต่างๆ ซึ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของมัน ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ไทยทำเอฟทีเอกับสหรัฐ มอนซานโต้ก็อยู่ในทีมเจ้าหน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐด้วย และดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ เหมือน อย.ในบ้านเรา กระทั่งการเจรจา WTO ที่ฮ่องกง หัวหน้าคณะเจรจาด้านการเกษตรของสหรัฐ ก็เป็นคนจากกลุ่มบริษัทเหล่านี้ที่มีการแต่งตั้งกันก่อนหน้าการเจรจาไม่กี่เดือน

เมื่อเข้าไปแทรกซึมกลไกตัดสินใจทางนโยบาย แล้วมีเรื่องอะไรที่บริษัทเหล่านี้ต้องการ

ที่ ชัดเจนที่สุดคือ นโยบายจีเอ็มโอ ในสหรัฐ คนอาจคิดว่าสหรัฐเป็นประชาธิปไตย แต่กรณีนี้มันไม่ใช่แล้ว กรณีสินค้าที่มาจากผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ คนในสหรัฐมากกว่าร้อยละ 90 เรียกร้องให้รัฐบาลติดฉลากสินค้าจีเอ็มโอ แต่ในทางปฏิบัติการผลักดันเรื่องนี้กลับล้มเหลว เพราะอิทธิจากบริษัทเหล่านี้นั่นเอง นอกจากนี้คนอเมริกันมากกว่าครึ่งปฏิเสธอาหารจีเอ็มโอ แต่จนถึงขณะนี้อเมริกาก็ยังเปิดเสรีให้มีการค้าขายอาหารจีเอ็มโอได้อย่างกว้างขวาง คือคนที่ไม่ต้องการจีเอ็มโอไม่มีสิทธิรู้ว่าที่รู้ ซึ่งต่างจากยุโรปมากที่กระบวนการประชาธิปไตยเป็นไปได้มากกว่า มีพื้นที่มากกว่า แต่ก็ต้องต่อสู้กับบรรษัทเหล่านี้อย่างแข็งขันเหมือนกัน แต่สื่อมวลชนในยุโรปก็มีส่วนช่วยเยอะในการเปิดเผยข้อมูลให้เป็นที่รับทราบ

แล้วเรื่องการลดการพึ่งตนเองของเกษตรกร  ไม่ให้ใช้สมุนไพร ให้ใช้แต่สารเคมีเป็นอย่างไร

ในอเมริกาก็เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างบางรัฐมีการเคลื่อนไหวเมื่อรัฐบาลกลางไม่ตื่นตัว ไม่มีนโยบายระดับชาติออกมา บางพื้นที่หรือบางท้องที่มีการประกาศให้พื้นที่ของตนเองเป็นเขตปลอดเคมีการเกษตร หรือปลอดจีเอ็ม โอ แต่ปรากฏว่าบริษัทเหล่านี้ทุ่มเงินมหาศาล เพื่อรณรงค์เรื่องนี้แข่งกันในระดับจังหวัด หรือระดับอำเภอในอเมริกา เพื่อไม่ให้เกิดนโยบายที่ขัดขวางผลประโยชน์ของบริษัทตนเอง นี่เป็นเรื่องที่ทราบโดยทั่วไปในแวดวงของคนที่ต่อสู้กับบริษัทเหล่านี้เพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

แล้วเครือข่ายในเมืองไทยจะติดตาม ดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

เราจะให้เวลาประมาณ 7 วัน ดูว่ากระทรวงเกษตรและ กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการอย่างไร ตามที่มีการเปิดเผยให้รับทราบ ถ้าพยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็น บิดเบือนเรื่องราว เราจะดำเนินการต่อไปแน่ เช่น บอกว่าการเลื่อนให้รายชื่อพืชสมุนไพรมาอยู่ในบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 เป็นการช่วยเหลือด้วยซ้ำไป เพราะมีการคุ้มครองไม่เข้มงวด ถ้าให้เป็นชนิดที่ 2 จะควบคุมเข้มงวดกว่านี้ นี่เป็นการบิดเบือนเนื้อหา เพราะแต่เดิมคำประกาศให้ขิงข่า ตะไคร้หอม อยู่ในบัญชีที่ 2 เป็นการควบคุมสารสกัดทางเคมี ไม่ใช่การควบคุมตัวพืช แต่ครั้งนี้เป็นการควบคุมตัวพืชสมุนไพร 13 ชนิดนี้โดยตรง และที่น่าสนใจคือควบคุมการใช้ระดับท้องถิ่น ก็คือชาวบ้านเขาไม่ได้ทำกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอะไรเลย บด สับ ถ้าคุณทำตรงนี้ขาย คุณต้องไปจดแจ้ง ซึ่งเขาก็ไม่ยอมรับว่ามีพฤติกรรมสร้างภาระให้กับชาวบ้าน ที่ทำเกษตรอินทรีย์ เราจะไปร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรี และยื่นร้องต่อคณะกรรมาธิการธรรมภิบาลของวุฒิสภา ให้ตรวจสอบเรื่องนี้ว่ามีเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของกลุ่มไหนอย่างไร และประชาชนจะได้เห็นว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ได้มีบทบาททางนโยบายของไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มบริษัทเคมีการเกษตร.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร