ภาคประชาชนอาเซียนแสดงพลังจัดเวทีคู่ขนานอาเซียนซัมมิต

Wed, 02/18/2009 - 16:26 -- ประชาธรรม

วันนี้ (18 ก.พ.) ที่ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคประชาชนอาเซียนเปิดแถลงข่าวจัดงาน "มหกรรมประชาชนอาเซียน: Asian People Forum – ภาคประชาชนเดินหน้าสู่อาเซียน" ในระหว่าง20-22 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นเวทีคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดอาเซียน

ทั้งนี้เวที APF จะมีประเด็นร่วมกัน 4 ประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน กลไกสิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมทั้งจะนำเสนอกฎบัตรภาคประชาชน ต่อรัฐบาลอาเซียน เพื่อนำมาสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ในภูมิภาค

นางสุนทรีย์ หัตถี เซ่งกิ่ง คณะกรรมการจัดงานมหกรรมประชาชนอาเซียน และเลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่า เวทีของภาคประชาชนระหว่างวันที่ 20- 22 ก.พ.นี้ได้แสดงให้เห็นว่าเวลาที่รัฐมองการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการที่ภาคประชาชนมองการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นมีความต่างอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ รัฐมักเรียกร้องการมีส่วนร่วมของประชาชนในแบบของการยิ้มแย้มแจ่มใส โอภาปราศรัย ต้อนรับขับสู้ ซึ่งตนคิดว่านั่นเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะคนไทยก็มีนิสัยอย่างนั้นอยู่แล้ว มันจึงไม่ใช่ประเด็นหลักที่รัฐจะต้องมาเรียกร้อง แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีคุณภาพ คือการตรวจสอบ โดยเริ่มจากตรวจสอบว่ารัฐสมาชิกประชาคมอาเซียนกำลังทำอะไรกันอยู่ และสิ่งเหล่านั้นจะเป็นผลประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ รวมไปถึงการมีข้อเสนอว่ารัฐสมาชิกอาเซียนควรจะทำอะไรบ้าง

ตัวแทนคณะกรรมการจัดงานมหกรรมประชาชนอาเซียน ชี้แจงว่า งานมหกรรมภาคประชาชนอาเซียนในเมืองไทยครั้งนี้จะมีความพิเศษที่เราจะมีภาคประชาชน เข้าร่วมกว่า 1 พันคน ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการประชุมกลุ่มย่อยในหัวข้อต่างกว่า 34 กลุ่ม จากองค์กรภาคประชาสังคมประมาณ 60-70 องค์กร โดยในส่วนของ workshop จะมี 3 กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรก คือ เรื่องสันติภาพและความมั่นคงของมนุษย์ ความมั่นคงของประชาชนในภูมิภาค ซึ่งจะมีกลุ่มย่อยต่างๆ เช่น สัญชาติ การจัดตั้งและกลไกสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากว่าจะเกิดขึ้นในอาเซียนได้จริงหรือไม่ กลุ่มที่ 2 คือเรื่องสังคมวัฒนธรรมซึ่งเป็นเสาสำคัญของอาเซียนมีการพูดถึงเรื่องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงประเด็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่วนกลุ่มที่ 3 จะพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤตินักการเมืองว่าจะกระทบต่อประชาชนในอาเซียนอย่างไร รวมถึงพูดคุยเรื่องวิกฤติทางอาหาร ข้อตกลงทางการค้า

ตัวแทนคณะกรรมการจัดงาน กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมทั้ง 3 วันนอกจากการพูดคุยถึงว่าประเด็นท้าทายและประเด็นปัญหาแล้ว จะมีการพูดถึงทางออก ทางเลือก ทางรอดของอาเซียนจะเป็นอย่างไร ตลอดจนข้อเสนอข้อเรียกร้องจากผู้เข้าร่วมทั้งหมด ซึ่งจะได้ถูกนำเสนอกับอาเซียนซัมมิตในวันที่ 28 ก.พ. ผ่านทางตัวแทน 11 คนที่จะเข้าพบผู้นำของอาเซียน โดยก่อนหน้านั้นในวันสุดท้ายของการประชุม ได้เชิญดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ซึ่งเป็นเลขาธิการอาเซียน และคุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ในฐานะของประธานจัดงานอาเซียนร่วมรับทราบประเด็นของภาคประชาชนอาเซียนด้วย

"นี่คือภาพรวมๆของการจัดงานอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 20-22 และคิดว่านี่คือการริเริ่มของภาคประชาชนครั้งสำคัญ และถึงเวลาของพี่น้องประชาชนทั้ง 10 ประเทศจะต้องฟังเสียงของภาคประชาชน เพราะการประชุมที่ประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมมากขนาดนี้ คือสัญญาณบางอย่างที่บอกว่าอาเซียนที่บอกว่ายึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประชาสังคมอาเซียนมันจะอยู่ในมุมของภาครัฐไม่ได้อีกต่อไป"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการแถลงข่าวครั้งนี้นอกจากชี้แจงกำหนดการแล้วยังได้มีการนำเสนอประเด็นหลักของพูดคุยในเวทีคู่ขนาน

นายปกป้อง ลาวัณย์ ฟอรั่ม เอชีย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไทยบอกว่ารัฐบาลจะนำอาเซียนไปสู่ความเป็นภูมิภาคที่มีความห่วงใยซึ่งกันและกัน แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็มีนโยบายชัดเจนที่จะผลักดันผู้ลี้ภัยซึ่งเป็นประชาชนโรฮิงยาออกนอกประเทศ มันก็ขัดแย้งกันเองว่าเราจะสร้างประชาคมแห่งความห่วงใยได้อย่างไร ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอาเซียน และนักวิชาการ พบว่า ในรอบ 1 ปี จะมีการประชุมอาเซียนประมาณ 600 ครั้ง แต่หากดูจากแผนการที่อาเซียนมีการลงนามจะเห็นได้ว่าไม่มีการปฏิบัติตามข้อตกลงไม่ถึงร้อยละ 50 ไม่ว่าข้อตกลงนั้นจะดีหรือไม่ก็ตาม นี่เป็นประเด็นที่ตั้งคำถามกับศักยภาพของอาเซียน

ยกตัวอย่างในมุมของสิทธิมนุษยชน อาเซียนมีเอกสารที่เรียกว่าแผนปฏิบัติการเวียงจันทร์ และแผนปฏิบัติการฮานอยซึ่งมีการลงนามในปี 1999 มีการพูดถึงเรื่องการผลักดันให้มีปฏิบัติตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ 2 สนธิสัญญา คือ สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และสนธิสัญญาว่าด้วยการขจัดการปฏิบัติต่อผู้หญิง ซึ่งถ้าดูกรณีที่เกิดขึ้นในไทย รวมถึงชาติอาเซียน ก็ยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเด็กและสตรีเกิดขึ้น

ส่วนแผนปฏิบัติการเวียงจันทร์ซึ่งมีการลงนามในปี 1999 ระบุว่าอาเซียนจะมีการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนที่จะปกป้องสิทธิเด็กและสิทธิสตรี แต่ว่ากลไกเหล่านี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นมา เช่นเดียวกันกับเรื่องแรงงานข้ามชาติ อาเซียนมีเอกสารที่ออกมาในปี 2004 คือ ปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติ มีการวางแผนจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาที่จะดูว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญานี้ได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีการจัดตั้งขึ้นจริง

"40 ปีของอาเซียนหลายคนมีการตั้งคำถาม ว่ากฎบัตรอาเซียนจะมีประโยชน์กับประชาชนอย่างไร ดังนั้นการที่จะมองว่ากฎบัตรอาเซียนคือกฎบัตรของประชาชน แต่ในส่วนหนึ่งก็มีการมองว่ากฎบัตรไม่สอดคล้อง หรือสะท้อนความต้องการของประชาชนเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่แทรกแซงกิจการภายใน หรือการตกลงใดๆ ต้องเป็นการตกลงโดยฉันทามติ ก็ถูกตั้งคำถามว่าอาเซียนจะพัฒนาได้อย่างไร อย่างไรก็ตามการที่ภาคประชาชนมารวมตัวกันในเดือนนี้กว่า 1,000 คนสะท้อนให้เห็นว่า ขณะหนึ่งที่เราตั้งคำถามกับอาเซียน ก็มีความคาดหวังกับอาเซียนเช่นเดียวกัน ซึ่งคำถามอยู่ที่ว่ารัฐบาลไทย โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีนี้และปีหน้าเป็นประธานอาเซียน จะผลักดันให้อาเซียนเป็นอาเซียนสำหรับประชาชนได้จริงแค่ไหน" ตัวแทนจากฟอรั่ม เอชีย กล่าว

นายมนตรี จันทรวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า การพัฒนาโครงข่ายพลังงานของอาเซียน หรือ Asian Power Grid มีการพูดถึงก่อนหน้านี้ 4-5 ปี ซึ่งประกอบเครือข่ายโรงไฟฟ้า ท่อแก๊สธรรมชาติ เชื่อมโยงทุกประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แต่ในปัจจุบันเรื่องที่ค่อนข้างชัดเจนคือแผนที่จะสร้างเขื่อนบนแม่น้ำ 2 สายหลัก ได้แก่ แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

นายมนตรี กล่าวอีกว่า หากไม่นับเขื่อนในประเทศจีน จำนวนเขื่อนในแม่น้ำโขงที่จะมีการวางแผนก่อสร้าง จะมีประมาณ 30 เขื่อน และประมาณ 4 เขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ซึ่งประสบการณ์ของการสร้างเขื่อนบนสายน้ำย่อยได้แสดงให้เห็นถึงการทำลายวีถีชีวิตของชุมชน ระบบนิเวศวิทยา โดยหลายกรณีได้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และที่สำคัญมากกว่านั้นในบางกรณีของการสร้างเขื่อนได้สร้างปัญหาข้ามพรมแดนซึ่งนำไปสู่ความบาดหมางของประชาชนระหว่างชาติในอาเซียน ซึ่งตรงนี้มันไม่มีทางที่จะทำให้อาเซียนมีความเป็นเอกภาพได้

"สิ่งเหล่านี้หากมีการพัฒนาต่อเนื่องไป ภายใต้กรอบของการสร้างโครงข่ายระบบไฟฟ้าของอาเซียนจะส่งเสริมให้เกิดการทำลายระบบนิเวศวิทยาและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ยกตัวอย่าง เขื่อนฮัดจี ที่กั้นแม่น้ำสาละวินในประเทศพม่า เขื่อนนี้เป็นเขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งมีความก้าวหน้ามากที่สุดในขณะนี้ โดยกฟผ.กำลังจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับรัฐบาลพม่าและชิโนไฮโดรคอโปเรชั่นจำกัดที่จะก่อสร้างเขื่อนในปีนี้ ท่ามกลางข่าวที่ทุกคนทราบดีว่าประเทศไทยมีปริมาณไฟฟ้าสำรองเหลือเป็นจำนวนมาก และกฟผ.เองก็ต้องปรับแผนพัฒนากำลังไฟฟ้า หรือพีดีพีออกไป แต่ทำไมกฟผ. ยังคงเดินหน้าสร้างเขื่อนฮัดจี ทั้งที่จะสร้างปัญหาหลายประการ อาทิ เขื่อนนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่การสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังกระเหรี่ยงเคเอ็นยู และยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่รอบเขื่อนประมาณ 11 หมู่บ้าน เพราะฉะนั้นการสร้างเขื่อนในสถานการณ์สู้รบจะยิ่งทำให้กองทัพของรัฐบาลพม่าเข้ามากุมพื้นที และส่งเสริมให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ามากขึ้น และประเทศไทยต้องแบกรับภาระเรื่องนี้"

นายมนตรี ทิ้งท้ายว่า เขื่อนนี้ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญของไทยอย่างน้อยที่สุด 2 มาตรา คือ มาตรา 190 และมาตรา 67 ซึ่งในขณะนี้กฟผ.ยังไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งในส่วนนี้ก็จะมีแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการสร้างเขื่อนฮัดจี ในฐานะที่รัฐบาลไทยเป็นประธานอาเซียนจึงควรที่จะเป็นตัวอย่างในการพัฒนาโครงการที่ตั้งอยู่บนฐานของความโปร่งใส มีส่วนร่วมของประชาชน และหลักของการเคารพสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวถึงประเด็นของการเปิดเสรีทางการค้าที่กระทบต่อด้านแรงงานในภูมิภาคอาเซียนว่า ในคำร่างกฎบัตรอาเซียนที่บอกว่าภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วม มันเหมือนคำพูดท่องจำของรัฐบาล ซึ่งพัฒนาการเปิดการค้าเสรีได้ทำให้ตัวแรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ และแรงงานในระบบ เป็นเหยื่อของนักลงทุนที่พยายามแสวงหาต้นทุนที่ต่ำที่สุด จะเห็นว่าข้อตกลงหรือการพูดคุยของเวทีอาเซียนก็ไม่เคยคำนึงหรือกล่าวถึงคุณภาพชีวิตของคนยากจน

"เมื่อรัฐบาลบอกว่าเวทีอาเซียนประชาชนต้องมีส่วนร่วม ทำไมรัฐบาลไม่นำเรื่องนี้เข้าสู่การพูดคุยหรือกำหนดเป็นข้อตกลงว่าเมื่อมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในบ้านเรา ชีวิตของคนงานต้องได้รับการรับประกัน รัฐบาลพูดแต่เฉพาะเรื่องภาษี การอำนวยความสะดวก และการบริการให้กับนักลงทุนมาโดยตลอด เราจึงพยายามบอกว่าคนงานที่เป็นคนยากจน ทำงานหาเช้ากินค่ำ ที่ผ่านมาเครือข่ายแรงงานทั้งหมดพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาว่าด้วย 8798 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวของแรงงานรัฐบาลเองก็ยังเพิกเฉยไม่ให้ความสำคัญ เราเรียกร้องเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีการคาดการณ์ว่าคนงานเกือบ 1-2 ล้าน คนที่จะตกงานหรือถูกเลิกจ้างในปีนี้แล้วชีวิตคนงานเหล่านั้นจะอยู่อย่างไร คงต้องฝากรัฐบาลไทยว่าการเจรจาพูดคุยระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนขอให้บรรจุเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน มีเรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรม ความปลอดภัยของคนงาน และพูดถึงสิทธิการรวมตัวของพี่น้อง นี่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดเพราะคนงานเป็นจักรกลสำคัญ เป็นผู้ผลิต ผู้สร้างสรรค์โลกแต่ชีวิตของเขาเหล่านั้นไม่เคยถูกหยิบยกไปพูดคุยในเวทีอาเซียน"

ด้านนายเสรี นาคสัมพันธ์ กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ กล่าวว่า ในส่วนของเยาวชนอาเซียนได้มีการจัดเวที Asian youth camp เพื่อพูดคุยเรื่องทางเศรษฐกิจ สิทธิ ประชาธิปไตย สิ่งแวดล้อม รวมถึงการแตกสลายของระบบคุณค่าวัฒนธรรม ในชุมชนดั้งเดิม ปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเยาวชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่ต้องทำความเข้าใจและร่วมกันวิเคราะห์ว่าสาเหตุมาจากไหน แม้เยาวชนจะไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาแต่ก็เป็นพลังที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงขอเสนอให้เปิดพื้นที่กับเยาวชนทุกกลุ่มไม่ใช่เพียงกลุ่มเยาวชนที่รัฐจัดตั้งขึ้นมา เพื่อให้เกิดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุย และวิเคราะห์ถึงปัญหาอย่างแท้จริงว่ามีที่มาอย่างไร เพื่อหาทางร่วมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

อนึ่ง มหกรรมภาคประชาชนอาเซียน เป็นความร่วมมือของภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชนระดับในประเทศและภูมิภาค โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายไทยซึ่งประกอบด้วย ภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการ และคณะทำงานระดับภูมิภาคซึ่งประกอบด้วยองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรแรงงานระดับภูมิภาค และผู้แทนคณะทำงานฝ่ายไทย นับเป็นโอกาสดีที่ภาคประชาชนจะได้มีโอกาสร่วมกันคิด  พิจารณาถึงสถานการณ์ปัญหาของประชาชนและหาทางออกในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคนี้ ร่วมกัน

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร