ส่วนร่วมของปชช.อยู่ไหนเมื่อจะประกาศอะไรเป็นวัตถุอันตราย

Fri, 02/20/2009 - 03:30 -- ประชาธรรม

วันนี้ (20 ก.พ.2552)สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเสวนา "จากพืชสมุนไพรอันตราย...สู่ความท้าทายการมีส่วนร่วมของสังคม" โดยมีนายยงยุทธ ทองสุข รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นายวิชา ธิติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร นายวิฑูรย์ เลี่ยงจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) น.ส.วลัยพร มุขสุวรรณ นักวิชาการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการของเสียอันตราย น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง นักวิชาการ กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมพูดคุย 

นายยงยุทธ ทองสุข รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีประกาศอย่างชัดเจนว่าจะมีการทบทวนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 6 โดยกระทรวงเกษตรได้มีหนังสือลงวันที่ 16 ก.พ. ถึงประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งคือปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาทบทวนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีวัตถุอันตรายฉบับที่ 6 พ.ศ.2552 บัญชี ข แนบท้าย ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีวัตถุอันตราย พ.ศ.2538 เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เฉพาะที่มีการใช้เพื่อการป้องกัน กำจัด ทำลาย ควบคุม แมลง วัชพืช โรค ศัตรูพืช หรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืชได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก คื่นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตรนั้น

โดยมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ทบทวนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปดำเนินการทบทวนประกาศดังกล่าวให้ชัดเจนพร้อมรายละเอียดวิธีบังคับใช้โดยให้ไปปรึกษาหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย

นอกจากนี้ยังมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯทำการประชาสัมพันธ์สื่อสารให้เกษตรกร และประชาชนมีความเข้าใจเจตนารมณ์ของการออกประกาศและขณะนี้ประกาศดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติจนกว่าจะมีประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกมาประกาศกำหนดคุณสมบัติของพืชตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

กรมโรงงานฯ-กรมวิชาการเกษตรซัดสังคมตื่นตูม ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องให้ใหญ่ 

รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทิ้งท้ายว่า "พอมีคนวิพากษ์วิจารณ์สาธารณะมันก็เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเรื่องนี้ได้มีการสอบถามอย่างกรมวิชาการเกษตร หรือกรมโรงงานเพื่อหาข้อยุติมันก็จะได้รับการชี้แจง ถ้าแถลงกันแล้วยังเห็นว่ามีข้อบกพร่อง แน่นอนส่วนราชการก็ต้องเอาไปทบทวนแก้ไข แต่เมื่ออะไรเมื่อออกไปสู่สาธารณะบางคนก็รู้จริง บางคนไม่รู้จริง บางคนก็ผสมโรง เรื่องเล็กจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่"

นายวิชา ธิติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า "ถ้าถามเรื่องการมีส่วนร่วมกฎหมายกลางก็ยังไม่ออกมา แต่ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรมีหลักคิดเบื้องตันโดยใช้หลักพื้นฐานในการประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยง ศึกษารวบรวมข้อมูล ในส่วนข้อมูลที่ได้จากบุคคลภายนอก กรณีนี้ขึ้นมาจากข้อเท็จจริง โดยกรมวิชาการเกษตรได้มีการศึกษาการใช้พืชที่มีสารสำคัญในการกำจัดศัตรูพืชมากมาย หลายชนิดมันเป็นสมุนไพร ซึ่งคนมักจะคิดว่ากิน ทาได้อย่างเดียว ที่สำคัญองค์กร มูลนิธิอยากจะให้กรมวิชาการเกษตร ส่งเสริมเรื่องการใช้สารธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่า ถ้าจะเรียกว่าเป็นการฟังความเห็นจากประชาชนมันก็เป็นส่วนหนึ่ง"

ประกาศฉบับเก่าในปี 2538 เขาก็กำหนดว่าสารสกัดจากธรรมชาติก็ให้ไปอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของวัตถุอันตรายเพื่อที่จะควบคุม กำกับ ดูแล ปัจจุบันถ้าเราไม่ทำอะไร สารสะเดา ขมิ้นชัน เมล็ดกากชา ถ้าเกษตรกรจะผลิตขายเพื่อการกำจัดศัตรูพืช ต้องไปผ่านขั้นตอนที่กฎหมายปี 2538 ต้องศึกษาด้านพิษวิทยา ต้องไปทดสอบว่ามันยับยั้งอะไร และทบสอบคุณสมบัติของตัวมันเองว่ามีความเสถียรหรือไม่ ขั้นตอนเหล่านี้มันเข้มงวดจนเกษตรกรไม่สามารถทำได้

"เรื่องการทบทวนเราจะทบทวนทุกเรื่องว่าจะยังคงให้มีประกาศนี้หรือไม่ ถ้าไม่ต้องการก็ยกเลิก หรือถ้าต้องการและอยากให้มีการกำกับดูแล วันนี้มันไม่ชัดเจนในการสื่อสารสู่สาธารณะไม่ครบถ้วนกระบวนความ เรายินดีที่จะอธิบายแต่อยู่บนสัจจะ ความจริงไม่ทำลาย หรือเบียดเบียนด้วยข้อมูลที่อันเป็นเท็จ คณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นคณะที่ควรจะได้รับการสรรเสริญเพราะมีความรอบคอบเขียนไว้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามเราได้รับฟังเสียงสะท้อนอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาเรื่องภาษา ความเข้าใจ เวลาที่จะสื่อไม่ถูกเวลา ไม่ทันสมัย" นายวิชา  กล่าว

ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องการมีส่วนร่วมมีทัศนคติของคนที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย พูดตรงกันคือ การบอกว่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ นั่นหมายความว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ควรจะนำไปสู่การถกเถียง หรือการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ซึ่งตนคิดว่าสังคมไทยต้องปรับทัศนคติเรื่องนี้ เพราะเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย และคนอย่างกว้างขวางควรเป็นเรื่องใหญ่เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องพริกเม็ดเล็กไปจนถึงเอฟทีเอ

ในเรื่องสมุนไพรไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย แต่เกี่ยวข้องกับคนทุกกลุ่ม บทบาทของสมุนไพรถ้ามองจากคณะกรรมการที่ท่านเกี่ยวข้องอยู่อาจจะมองว่าเป็นวัตถุอันตรายที่จะประกาศหรือไม่ประกาศอย่างไร แต่ในความเป็นจริง คนที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับคำประกาศนี้มันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบทบาทของสมุนไพรในหลายเรื่องมาก ทั้งแง่ อาหาร ยารักษาโรค อยู่ในวิถีชีวิตมาช้านาน และเครือข่ายต่างๆ ได้ขับเคลื่อนมานาน และอยู่มาวันหนึ่งมีการประกาศว่าพืชที่อยู่ในบัญชีเหล่านี้เป็นวัตถุอันตราย คนที่อยู่ในเครือข่ายเหล่านั้นย่อมไม่อาจยอมรับได้

คาดรัฐไม่สนใจกระแสสังคม เดินหน้าฟ้องศาลปกครองคุ้มครองสมุนไพร

ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ให้ข้อมูลว่า จากการพิจารณามติการประชุมครั้งล่าสุดของคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งที่ 4-1/2552 เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา มีความชัดเจนว่าจะไม่ถอนบัญชีรายชื่อพืชสมุนไพรทั้ง 13 ชนิด อย่างที่สื่อมวลชนรายงานว่าจะมีการยกเลิกประกาศดังกล่าว แต่มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายกำหนดให้ดำเนินการทบทวนประกาศดังกล่าวแทน พร้อมทั้งระบุรายละเอียดวิธีการ รวมถึงมอบหมายให้กระทรวงเกษตรทำการประชาสัมพันธ์และสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในเจตนารมณ์ของประกาศข้างต้น เพราะฉะนั้นผลกระทบที่คิดว่ามันเกิดขึ้นกับภาพลักษณ์ของพืชสมุนไพรจะคงอยู่ ตราบเท่าที่ประกาศนี้ยังอยู่ด้วย

"ประเด็นแรก ผมคิดว่านี่คือการซื้อเวลา และมีเจตนาจะหน่วงเหนี่ยวคำประกาศดังกล่าวออกไป โดยไม่นำพากับการคัดค้านของหลายฝ่าย ขัดแย้งต่อความเข้าใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ซึ่งหากมีความตระหนักถึงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจริงๆ คิดว่าช่วงอาทิตย์ที่มีการแถลงเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. ด้วยข้อมูลความเห็นเป็นจำนวนมาก มีประกาศแถลงการณ์ขององค์กรต่างกว่า 100 องค์กร ทำไมจึงไม่ประกาศยกเลิก แต่ขอทบทวนไปจนกว่าจะมีการประชุมใหม่ และจนกว่าผลของการรับฟังความคิดเห็นไปสู่การเสนอให้ยกเลิกจริง เรื่องนี้ยังค้างอยู่"

ประเด็นที่สอง คิดว่าการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความไม่โปร่งใส หรือเกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่นหรือไม่ ซึ่งคนแรกที่พูดเรื่องนี้อย่างเป็นทางการคืออดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ซึ่งท่านบอกว่าการดำเนินการประกาศรายชื่อของ13สมุนไพรให้เป็นวัตถุอันตรายนั้น เป็นประเด็นซ่อนเร้นซึ่งเอื้ออำนวยให้ข้าราชการในระดับปฏิบัติเข้าไปกลั่นแกล้งหรือหาผลประโยชน์ได้ ซึ่งที่ผ่านกรมวิชาการเกษตรมีเรื่องให้สอบสวนหลายคดีความ อาทิ เซ็นทรัลแล็บ พืชสวนโลก ทุจริตกล้ายาง การอนุญาตให้ปลูกและทดลองจีเอ็มโอ

"กรณีของเมืองไทยไม่สามารถหาหลักฐานได้ แต่เหตุการณ์เดียวกันในประเทศอินโดนีเซียกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯพบว่าบริษัทมอนซานโต้จ่ายเงินให้ข้าราชการระดับสูงของอินโดนีเซีย และสั่งให้ปรับเป็นจำนวนกว่า 1 ล้านบาทเพื่อยุติการไม่ดำเนินคดีกับมอนซานโต้ ผมเห็นว่าก็มีความเป็นไปได้ที่การออกประกาศอาจเกี่ยวข้องการทุจริต"

ประการที่สาม กระบวนการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้กระทรวงเกษตรไปรับฟังความคิดเห็น สื่อสารให้สังคมเข้าใจเรื่องนี้นั้น ผมไม่อาจไว้วางใจ เพราะผมบอกได้ว่าอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผอ.วิชา เป็นผู้สร้างความสับสนในการสื่อสารหลายกรณี ยกตัวอย่าง การพูดว่าแต่เดิมอยู่ในประกาศวัตถุอันตรายชนิดที่2  แล้วเลื่อนให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 แล้วตั้งคำถามต่อสังคมไทยว่า ไม่ชอบหรืออย่างไรที่จะบังคับผู้ประกอบการเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะได้ส่งเสริมสมุนไพร นี่มันสร้างความสับสนมาก และเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง เนื่องจากประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายฉบับที่ 2 เมื่อปี 2547 บัญชี ข ลำดับที่ 1 คือการควบคุมสารสกัดจากพืช แต่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 6นั้นเป็นคนละเรื่อง ด้วยข้อความที่ระบุว่า "ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางเคมี" ซึ่งความหมายในความต้องการควบคุม ในการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เจ้าหน้าที่ได้เขียนอธิบายอย่างชัดเจนว่าความหมายของ กรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางเคมีจริงๆ แล้วก็คือการแปรรูปขั้นต้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นการประกาศจึงมุ่งไปสู่การควบคุม การใช้ประโยชน์โดยทั่วไป แต่ไม่ได้ควบคุมเรื่องสารสกัด

"เมื่อประเมินแล้วพบว่ามันทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านทั่วไปที่มีการใช้ประโยชน์เรื่องนี้อย่างกว้าง ฉะนั้นการไม่สื่อสารเรื่องนี้อย่างชัดเจนจึงทำให้ผมไม่อาจไว้วางใจกระทรวงเกษตร และกรมวิชาการเกษตรที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจสารเคมีมันใกล้ชิดยิ่งกว่าภาคประชาชน หรือเอ็นจีโอที่ทำเรื่องนี้"

ส่วนประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นอกเหนือจากการเข้าไปตรวจสอบกระบวนการ มันยังมีกลไกอื่นที่เราต้องดำเนินการด้วย เช่นการจับตาการตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในพ.ร.บ.อันตรายว่าเป็นไปโดยโปร่งใส เยี่ยงประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรือไม่ สุดท้ายคิดว่าเราต้องอาศัยกระบวนการอื่น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม คิดว่าเครือข่ายที่ยกเรื่องนี้มาดำเนินการเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ก็เตรียมที่จะฟ้องศาลปกครองอย่างน้อยที่สุดเมื่อไม่มีการประกาศยกเลิก ก็ใช้ช่องกลไกตามระบบประชาธิปไตยที่มี ฟ้องเพื่อให้มีการยุติคำประกาศดังกล่าว หรือขอคุ้มครองชั่วคราว โดยที่จะไปพิจารณารายละเอียดของคำฟ้องก่อนหน้านี้ของนักวิชาการอิสระซึ่งยื่นฟ้องไปแล้ว

เผยเล่ห์กลเขี่ย "กำมะถัน-ซัลเฟอร์" พ้นบัญชีวัตถุอันตราย

น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง นักวิชาการ กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า คำประกาศฉบับที่ 6 ดังกล่าว นอกจากพืชสมุนไพรทั้ง 13 ชนิดแล้วยังมีสิ่งที่น่าสนใจคือการถอนสารซัลเฟอร์หรือกำมะถันออกจากบัญชีวัตถุอันตรายประเภทที่ 3  ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้มีการทักท้วงเรื่องนี้ให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

น.ส.เพ็ญโฉม เผยว่า ในรายงานการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้ง 3-3/2551เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2551 พูดถึงข้อถกเถียงของคณะกรรมการในที่ประชุม โดยเลขาของคณะกรรมการก็คือกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้เสนอให้พิจารณาร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย โดยขอให้มีการยกเลิกซัลเฟอร์จากบัญชีวัตถุอันตราย ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ครั้งที่ 2 –2/2551 เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2551 ได้มีความเห็นชอบให้กรมโรงงานกำหนดขอบเขตการควบคุมซัลเฟอร์ เฉพาะที่อาจนำไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ สารป้องกันกำจัดเชื้อราที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบ และมอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมทำหนังสือหารือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับผลย้อนหลัง รวมทั้งมอบหมายให้กรมโรงงานจัดเตรียมข้อมูลรายละเอียดเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาข้อมูลและกลั่นกรอง ความเป็นอันตรายชนิดต่างๆ เพื่อถอดถอนซัลเฟอร์ออกจากการควบคุม

สารซัลเฟอร์  สารตัวนี้อาจลุกติดไฟเมื่อมีการเสียดสีหรือเกิดความร้อน และสามารถ เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขณะเกิดลุกไหม้ หากการหายใจรับสารซัลเฟอร์เข้าไป จะก่อให้เกิดการระคายเคือง ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ หากสัมผัสทางผิวหนัง ทำให้แสบไหม้ ผิวหนังอย่างรุนแรง หากกลืนกินเข้าไปทำให้ทำลายระบบ ทางเดินอาหาร ถูกตาจะระคายเคือง ตาแดง ปวดตา สารนี้ ไวไฟ ผลึกของซัลเฟอร์จุดติดไฟได้รวดเร็ว หากสัมผัสกับสารออกซิไดส์และโลหะบางชนิดจะเกิดระเบิดได้ และยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ครั้งนั้นที่ประชุมมีการถกเถียงกันพอสมควร แต่ว่าที่เป็นข่าวออกไปแล้วคือท่านอธิบดีกรมควบคุมมลพิษได้ท้วงติง โดยให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่าการยกร่างประกาศ หรือการควบคุมวัตถุอันตรายณ ปัจจุบันต้องอิงพ.ร.บ.วัตถุอันตรายฉบับที่ 3 ปี 2551 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด และได้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการยกเลิกการควบคุมซัลเฟอร์โดยกรมโรงงาน โดยอธิบดีกรมควบคุมมลพิษได้ให้ความเห็นว่าตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อครั้งที่ 2-2 /2551 คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้กรมโรงงานกำหนดการควบคุมให้มีความชัดเจน ตามเจตนารมณ์ที่จะมีการลักลอบนำไปใช้ทางการเกษตรโดยอ้างว่านำมาใช้ในทางอุตสาหกรรม อีกทั้ง หากยกเลิกไปแล้วจะสามารถควบคุมไม่ให้มีการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดเชื้อราได้หรือไม่

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษได้ตั้งข้อสังเกตกับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งที่ 2-2/2551 ในข้อ 2 สำหรับวาระเพื่อพิจารณาข้อ 4.1 แนวทางการควบคุมซัลเฟอร์ในความรับผิดชอบของการนิคม โดยพูดว่าการมอบหมายให้กรมโรงงานทำหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับผลย้อนหลัง ซึ่งไม่รู้ว่าในที่นี่คืออะไร แต่ประเด็นที่พูดกันในสาธารณะคือเรื่องคดีความของซัลเฟอร์ นั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายหรือไม่ และสมควรแก่เหตุหรือไม่ เนื่องจาก การดำเนินการดังกล่าวอาจไปแทรกแซงคดีความได้ ซึ่งจะส่งผลให้ภาคเอกชนสามารถนำเป็นข้อมูลในการต่อสู้ทางคดีความในศาล

"ข้อท้วงติงนี้สำคัญมาก และก่อนหน้านี้มีหลายคนพูดว่าประกาศฉบับนี้จะมีผลย้อนหลังไปสู่เรื่องคดีความ นั่นหมายความว่ามันจะเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทผู้นำเข้าหรือไม่ ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะอยากให้เห็นว่า การประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ผ่านมา แม้จะมีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปเป็นกรรมการ และเท่ากับเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องจริง แต่เราไม่ทราบเลยว่าผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆที่เข้าไปนั่งในนั้น มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เป็นใคร เพราะการทักท้วงจากผู้ทรงคุณวุฒิค่อนข้างสนับสนุนเรื่องการยกเลิกซัลเฟอร์ด้วย"

นักวิชาการ กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม เสนอว่า เรื่องสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือทำได้เต็มที่จริง หากไม่มีข้อมูลประกอบการมีส่วนร่วม เพราะข้อมูลในลักษณะเหล่านี้ประชาชนจะไม่ทราบ หรือเข้าถึงโดยง่าย คิดว่าความท้าทายของการมีส่วนร่วมที่เป็นโจทย์หลักในวันนี้คือการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ทางสำนักงานข้อมูลข่าวสารทางราชการได้พยายามที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายมาตรา 9 (8) ซึ่งหลายคนเสนอว่าจากนี้รายงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของสาธารณะหรือมีผลกระทบต่อสาธารณะ ควรต้องมีการเปิดเผย

เสนอหน่วยงานรัฐเปิดใจ เปิดข้อมูล ยอมรับการมีส่วนร่วมปชช.

นางถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า เรื่องการมีส่วนสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงให้ข้อมูลประชาชน แต่เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่ทำหน้าที่ตัดสินใจ กับประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วม ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 57 วรรค 2 บอกว่า การออกกฎต้องมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งจะทำอย่างไรในขณะที่ยังไม่มีระเบียบ กฎหมายที่กำหนดว่าจะมีส่วนร่วมแค่ไหน แต่ตนอยากเสนอให้หน่วยงานที่จะออกกฎ หรือตัดสินใจทางนโยบาย สร้างการมีส่วนร่วมโดยให้ข้อมูลประชาชนเป็นลำดับพื้นฐานของการมีส่วนร่วม อย่างถูกต้อง พอเพียง ทันการ เข้าใจได้ง่าย และไม่มีค่าใช้จ่าย

"หน่วยงานรัฐต้องเปิดใจอ้าแขนรับการตรวจสอบของภาคประชาชน และอย่าคิดว่าทำให้กระบวนการช้า อย่า go fast to go slow แล้วตามไปแก้ปัญหาทีหลัง หากเครือข่ายต่างมีความเข้าใจเพียงพอที่จะยอมการตัดสินของรัฐที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ไม่ใช่ความลำเอียง เพราะข้าราชการก็ทำงานเพื่อประเทศชาติ"

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในช่วงท้ายว่า ประเด็นใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทุกปี คือ เรื่องสารพิษ และมีข้อเสนออย่างชัดเจน อย่างในปี 2548 ได้มีข้อเสนอจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเข้าสู่ครม. เมื่อวันที่ 31 พ.ค. เสนอให้มีการบัญญัติหลักเกณฑ์และขั้นตอนกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ในพ.ร.บ.เกี่ยวกับการป้องกันสารกำจัดศัตรูพืชให้ชัดเจน และให้พัฒนาระบบข้อมูลสารกำจัดศัตรูพืชที่มีผลกระทบทางสุขภาพ โดยใช้การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และเปิดเผยให้ผู้สนใจเข้าถึงได้ ซึ่งครม.ก็เห็นชอบ แต่ไม่มีการปฏิบัติจริง

กระทั่งมีคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 25 เม.ย.2551ได้พิจารณาเรื่องนโยบายสารเคมี กำจัดศัตรูพืชที่กระทบต่อสุขภาพ เน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมาก ซึ่งได้ทำเรื่องเสนอครม. 3 เรื่องได้ หนึ่ง เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณากำหนดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตราย สอง เสนอแนะให้รมว.เกษตรฯ ที่รับผิดชอบมาตรา 20 ของพ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2535 ได้พิจารณากำหนดข้อความเพิ่มเติมของการขึ้นทะเบียน โดยเสนอว่าควรเปิดเผยขั้นตอนการขึ้นทะเบียน และให้ผู้มีส่วนร่วมได้เสียได้รับรู้ และเสนอความคิดเห็นประกอบการพิจารณาการขึ้นทะเบียน

"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าอยู่ในความมืด มันก็น่ากลัว".

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร