ชุมชนมูเจะคีจัดงานบวชป่าต้านโลกร้อน

Sun, 03/22/2009 - 10:54 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านแจ่มน้อย หมู่ 5 ต.บ้านจันทร์ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ และชาวบ้าน ต.บ้านจันทร์ ต.แจ่มหลวง และ ต.แม่แดด อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ร่วมจัดกิจกรรม “บวชป่าต้นน้ำชุมชนปกาเกอะญอบ้านแจ่มน้อยต้านภาวะโลกร้อน” ขึ้น ณ ป่าชุมชนบ้านแจ่มน้อย ต.บ้านจันทร์ โดยมีประชาชนทั้ง 3 ตำบลข้างต้น นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมกว่า 200 คน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการทรัพยากรร่วมกันอย่างยั่งยืนในพื้นที่ป่าสนมูเจะคีระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อต้านภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้แก่เยาวชนในท้องถิ่นในการอนุรักษ์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศไทย

นายฤทธิ์ ลาเต่ ประธานกรรมการป่าชุมชนบ้านแจ่มน้อย กล่าวว่า พื้นที่ 3 ตำบลของ อ.แม่แจ่ม คือ ต.บ้านจันทร์ ต.แจ่มหลวง และ ต.แม่แดด เป็นพื้นที่ที่คนทั่วไปรู้จักในนามพื้นที่ป่าสนมูเจะคี ซึ่งมีความหมายว่าพื้นที่ต้นน้ำแม่แจ่ม เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของ จ.เชียงใหม่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าสนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

นายฤทธิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาพื้นที่ป่าสนโดยเฉพาะบริเวณบ้านแจ่มน้อยถูกบุกรุกเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ดังนั้นชุมชนทั้ง 3 ตำบลต่างวิตกว่าหากปล่อยให้สถานการณ์การบุกรุกดำเนินต่อโดยไม่มีการจัดการแล้ว ในอนาคตพื้นที่ป่าสนมูเจะคีซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำแม่แจ่มอาจได้รับผลกระทบ ชุมชนในพื้นที่ก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะเดียวกันชุมชนที่ใช้น้ำจากลำน้ำแม่แจ่มก็จะได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นกิจกรรมบวชป่าครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักแก่ชุมชนในการหันหน้ามาอนุรักษ์ทรัพยากรต่างๆร่วมกัน ที่สำคัญปัจจุบันกระแสโลกร้อนเป็นเรื่องที่หลายภาคส่วนให้ความสำคัญและแก้ปัญหา ดังนั้นการบวชป่าครั้งนี้จึงนับเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วย

นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ตัวแทนชุมชน ต.บ้านจันทร์ ในฐานะประธานมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ กล่าวว่า การบวชป่าครั้งนี้นับเป็นความต้องการและการริเริ่มจากชุมชน ที่ต้องการให้ป่าต้นน้ำคงสภาพความเป็นป่าต้นน้ำอย่างนี้ตลอดไป ซึ่งหากไม่มีการบวชป่าในครั้งนี้แล้วหวังจะพึ่งให้อำนาจรัฐหรือกฎหมายเข้ามาจัดการ ชุมชนไม่มีความมั่นใจในประสิทธิภาพ เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ากฎหมายหรือระเบียบต่างๆ ที่ออกมาจากรัฐไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการดูแลรักษาทรัพยากร ดังนั้นชุมชนจำเป็นต้องใช้จารีตประเพณีเข้ามาจัดการ

นายสุวิชาน กล่าวต่อว่า การบวชป่าที่เกิดขึ้นนี้นอกจากสร้างความตระหนักแก่ชุมชนในพื้นที่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรแล้วยังเป็นการสร้างความตื่นตัวแก่ชุมชนภายนอก รวมทั้งเยาวชนเองก็จะได้เรียนรู้วัฒนธรรม ความเชื่อต่างๆ ในการจัดการทรัพยากรด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างมิติใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรโดยใช้กลไกการมีส่วนร่วม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ชุมชนในพื้นที่ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายนิคม พุทธา ผู้อำนวยการโครงการลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งเป็นบุคคลดีเด่น มูลนิธิโกมล คีมทอง สาขาการดูแลทรัพยากร ปี 2550 กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นการปฏิบัติการตามจารีตในสิทธิประเพณีซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ดังนั้นหากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เช่นนี้แล้ว กฎหมายลูกฉบับใดขัดรัฐธรรมนูญก็เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ที่ต้องไปแก้กฎหมายฉบับนั้นๆ

“ปัจจุบันการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในสถานการณ์ใหม่ต้องสร้างการเรียนรู้ร่วมกันคือ ต้องบริหารจัดการร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะเรื่องป่าอย่างเดียว แต่รวมไปถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ด้วย” นายนิคม กล่าว

นายนิคม กล่าวอีกว่า กิจกรรมการบวชป่าครั้งนี้ยังสอดคล้องกับกระแสโลก 3 เรื่องด้วยกันคือ หนึ่งเรื่องสิทธิชุมชนท้องถิ่นกับฐานทรัพยากร กล่าวคือเรามักเห็นว่าการพัฒนาด้านต่างๆ ทั่วโลก มักเป็นการคุกคามคนท้องถิ่น ดังนั้นจึงมีปฏิญญาต่างๆ ออกมามากมายเพื่อกำหนดสิทธิชุมชนท้องถิ่น ทั้งสิทธิการดูแล การจัดการ การฟื้นฟู การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ส่วนเรื่องที่สองคือเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวคือทั่วโลกมีป่าเขตร้อนเพียง 7% ซึ่งป่าเขตร้อนมีบทบาทสำคัญในการเป็นต้นทุนเพราะมีความหลายหลายทางชีวภาพสูง ดังนั้นการบวชป่าครั้งนี้จึงสอดคล้องกับกระแสโลกเพราะเป็นการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

ส่วนเรื่องที่สาม นายนิคม กล่าวว่า เรื่องภาวะโลกร้อน การบวชป่าครั้งนี้เป็นการลดภาวะโลกร้อน ในการดำเนินการไม่ต้องรอกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรี แต่สามารถลงมือทำได้เลย อย่างไรก็ตามในกระบวนการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้นทุกภาคส่วนโดยเฉพาะหน่วยงานรัฐนั้นจะจัดการด้วยวิธีคิดหรือกระบวนการเดิมๆ ไม่ได้แล้ว เพราะที่ผ่านมาล้วนล้มเหลว สร้างปัญหาแก่ชุมชนมาก ดังนั้นต้องคิดหากระบวนการใหม่อย่างที่พี่น้องชุมชนมูเจะคีทำกันอยู่นี้.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร