ชาวเชียงคานร้องมาร์คสอบผู้ว่าฯเลย เชื่อไฟเขียวนายทุนผลาญป่า

Wed, 04/29/2009 - 16:00 -- ประชาธรรม

นายลำพู แสงทอง แกนนำชาวตำบลเขาแก้ว อ.เชียงคาน จ.เลย เปิดเผยว่า ได้มีกลุ่มนายทุนทั้งใน จ.เลยและต่างจังหวัด รวมถึงนายทุนต่างชาติ ได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินทั้งที่อยู่ในการครอบครองของชาวบ้าน และพื้นที่สาธารณะตามไหล่เขา บริเวณป่าภูเขาแก้ว ซึ่งฟากหนึ่งอยู่ในท้องที่ ต.เขาแก้ว อ.เชียงคาน จ.เลย และอีกส่วนหนึ่งอยู่ในท้องที่ ต.บุฮม อ.เชียงคาน โดยกลุ่มนายทุนได้เข้าทำการตัดต้นไม้ทำลายป่า พร้อมกับนำเครื่องจักรเข้าไปขุดแร่เหล็กโดยที่ยังไม่ได้รับประทานบัตร หรือขุดแร่เถื่อน และได้ขนแร่ออกจากแหล่งขุด โดยใช้รถบรรทุกผ่านถนนในหมู่บ้านทั้งกลางวันและกลางคืน สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก ทำให้ต้องออกมาชุมนุมประท้วงหน้าที่ว่าการ อ.เชียงคาน เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2552 ที่ผ่านมา และยื่นเรื่องต่อนายอำเภอเชียงคานให้ดำเนินการแก้ปัญหา จนเหมืองแร่เถื่อนถูกสั่งปิดไปในระยะเวลาหนึ่ง

นายลำพู กล่าวต่อว่า ต่อมากลุ่มนายทุนดังกล่าวได้เปลี่ยนจากการขุดแร่มาตัดโค่นต้นไม้ทำลายป่า� นำต้นไม้ใหญ่ไปแปรรูป ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กใช้น้ำมันราดจุดไฟเผาทิ้ง บางส่วนก็ได้ขยายหน้าดินบุกรุกทั้งในส่วนที่ดินของชาวบ้านที่ทำกินอยู่ และบุกรุกพื้นที่สาธารณะประโยชน์ที่ชาวบ้านใช้ร่วมกันมานาน เป็นแหล่งอาหารธรรมชาติของชุมชน เป็นที่ทั้งสำนักสงฆ์ถ้ำเม่น และเป็นป่าต้นน้ำลำน้ำเสี้ยว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ชาว ต.เขาแก้ว และ ต.บุฮม อ.เชียงคานใช้เป็นแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค ทำการเกษตร และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จนปัจจุบันแหล่งน้ำดังกล่าวแห้งเหือด ไม่เพียงพอต่อการเกษตรกรรม

“จากปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว ชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับอำเภอและระดับจังหวัดหลายครั้ง แต่ไม่ได้ความสนใจจะเข้าแก้ปัญหาใดๆ แต่กลับสนับสนุนกลุ่มนายทุนดำเนินโครงการซ่อนเร้นปิดบังอำเภอพรางด้วยการปลูกชา ซึ่งเริ่มทำการประชาสัมพันธ์โครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงน่าเชื่อได้ว่ากลุ่มนายทุนมีเจตนาที่สำคัญคือต้องการแร่ที่อยู่ใต้ดินซึ่งมีปริมาณมากตามที่ได้มีการสำรวจไว้ และมีความเป็นไปได้สูงว่าข้าราชการบางคนละเลยการปฎิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิด ซ้ำยังให้ความร่วมมือกับนายทุนในการตัดต้นไม้ทำลายป่า และน่าเชื่อว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับนายุทนด้วย” นายลำพู กล่าว

นายลำพู กล่าวในตอนท้ายว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นทางกลุ่มชาวบ้านได้เข้าชื่อกันเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางมาตรวจสอบโดยด่วน และให้เป็นความลับ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ข้าราชการในพื้นที่ได้รับทราบ เพราะชาวบ้านไม่เชื่อถือ โดยเฉพาเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้ตรวจสอบโครงการปลูกชาในพื้นที่ดังกล่าวที่สนับสนุนโดยผู้ว่าราชการจังหวัดว่าอยู่ในพื้นที่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ และให้โยกย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่โดยเร็ว เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ากระทำผิด พร้อมทั้งให้ลงโทษข้าราชการที่พิสูจน์ว่ามีความผิดจริง และดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร