วิกฤตเศรษฐกิจโลกกับแผนพัฒนาภาคใต้ : คนไทยไม่คิดอะไรเลยหรือ ?

Tue, 08/11/2009 - 16:13 -- ประชาธรรม

 

ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มต้นจากถนนวอลล์สตรีตในสหรัฐอเมริกากำลังลุกลามไปอย่างรวดเร็วราวกับลาวาภูเขาไฟไปสู่ทุกถนนของโลก ในภาคใต้ของประเทศไทยโดยหน่วยงานของรัฐและการนิคมอุตสาหกรรมก็กำลังดำเนินการให้มีแผนพัฒนาภาคใต้ด้วยโครงการต่างๆ มากมาย ทั้งโดยเปิดเผยและแอบแฝง

 

ตัวอย่างของโครงการเหล่านี้ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ใน จ.นครศรีธรรมราช โครงการอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ จ.ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โครงการขุดเจาะน้ำมันของบริษัทเชฟรอน ที่ จ.นครศรีธรรมราช ตลอดจนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีพื้นที่เป้าหมายอยู่ในระหว่างการสำรวจถึง 14 พื้นที่

 

นอกจากนี้ยังมีนิคมอุตสาหกรรมที่ จ.ตรัง และท่าเทียบเรือน้ำลึกใน จ.สงขลาและอีกหลายจังหวัด เป็นต้น

 

ถ้ากล่าวโดยสั้นๆ จะได้ว่า ภาคใต้กำลังจะถูกทำให้เป็นมาบตาพุดแห่งที่สองนั่นเอง

 

สิ่งที่รัฐบาลและสังคมไทยควรตั้งคำถามก็คือ ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งของโลกและของประเทศไทยในขณะนี้นั้น มันเป็นทิศทางที่ถูกต้องดีแล้วจริงหรือ เรามีทางเลือกอื่นในการพัฒนาอีกหรือไม่

 

ข่าวทีวีหลายช่องรายงานว่า คนอเมริกันเองได้ตั้งคำถามอย่างโกรธแค้นกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเอไอจี (AIG - American International Group) ว่า ในขณะที่บริษัทขาดทุนจนรัฐบาลต้องนำเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศมาช่วยเหลือบริษัทนับล้านล้านบาท แต่บริษัทนี้ก็จ่ายโบนัสให้กับผู้บริหารนับหมื่นล้านบาท

 

เหตุผลที่เขานำมาอ้างก็คือ มันเป็นสัญญาที่ได้ทำไว้แล้ว การไม่รักษาสัญญาอาจจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบกฎหมายของประเทศได้

 

พูดถึงตรงนี้ก็ต้องวกมาที่กองทุน กบข. ของบ้านเรา ในขณะที่กิจการกำลังมีปัญหา กบข.ก็จ่ายโบนัสให้กับพนักงานถึง 2 เดือนกว่า

 

แม้คุณจะอ้างว่าต้องทำตามสัญญา แต่สัญญาในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมอย่างแน่นอน

 

มันเป็นเหตุผลเดียวกับที่หมาป่าใช้อ้างเพื่อที่จะกินลูกแกะในนิทานอีสปนั่นเอง

 

ผมเองเคยตั้งคำถามถึงความผิดปกติของระบบเศรษฐกิจโลกมานานแล้วว่า ถ้าโลกมีการซื้อขายนักฟุตบอลดังๆ ระดับโลกในราคาคนละนับหมื่นนับพันล้านบาท ในขณะที่เงินเดือนคนทำงานและคนใช้สมองทั่วไปยังชักหน้าไม่ถึงหลัง ระบบเศรษฐกิจโลกเส็งเคร็งเช่นนี้ก็ไม่น่าจะดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

ประเด็นหลักของบทความนี้ คือทำไมผู้มีอำนาจในขณะนี้ ซึ่งได้แก่นักการเมือง ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนทั่วไป จึงไม่ตั้งคำถามกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย

 

บทเรียนจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ศาลปกครอง จ.ระยองได้สั่งให้รัฐบาลประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษเมื่อเร็วๆ นี้ ได้สอนอะไรเราบ้าง

 

จากรายงานการศึกษาที่สนับสนุนโดยหน่วยงานของรัฐบาลพบว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปี ภายใต้แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก ได้เปลี่ยน จ.ระยอง จากที่เคยมีรายได้หลักจากการเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวอย่างสมดุล (เศรษฐกิจ 3 ขา) มาเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว โดยมีรายได้จากภาคอุตสาหกรรมถึง 80% สาขาอื่นๆ แทบจะไม่มีความหมาย

 

ถึงแม้ว่า จ.ระยอง จะมีรายได้ต่อหัวมากกว่าค่าเฉลี่ยของคน จ.นครปฐม (เศรษฐกิจ 3 ขา) ถึง 6 เท่า แต่คนระยองกลับมีครัวเรือนที่มีหนี้สิน มีสัดส่วนคนจน และมีอัตราการว่างงาน มากกว่า จ.นครปฐมเสียอีก

 

นี่ยังไม่ได้นับถึงปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น ยาเสพติด อัตราผู้ป่วยเอดส์ โรคทางเดินหายใจ มะเร็ง ตลอดจนกุ้ง หอย ปู ปลาในทะเล ผักผลไม้ที่ถูกทำลายไป

 

ผมเชื่อว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่กับมาบตาพุด ไม่ใช่เป็นแค่ตัวอย่างหรือเรื่องบังเอิญเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเชิงระบบของเศรษฐกิจทั้งโลกเลยทีเดียว

 

นักเศรษฐศาสตร์จากประเทศรัสเซีย (วาสิลี โคลตาซอฟ) วิเคราะห์ว่า ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ที่ไม่มีทรัพย์สินค้ำประกัน อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักวิเคราะห์กัน

 

แต่เกิดจากประเทศอุตสาหกรรมในโลกที่หนึ่ง (ปัจจุบันหมายถึงสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว) ได้ย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศโลกที่สาม (เกาหลี ไต้หวัน ไทย จีน ฯลฯ) โดยมีเป้าประสงค์หลักอยู่ 3 ประการ คือ (1) หาแหล่งแรงงานราคาถูก (2) กฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่เข้มงวด และ (3) ไม่มีสหภาพแรงงานหรือมีก็ไม่เข้มแข็งพอ

 

เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมถูกย้ายออกไปสู่ประเทศด้อยพัฒนา จึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 2 อย่าง คือ (1) นักลงทุนจำนวนหนึ่งสามารถสูบกำไรกลับประเทศของตนเอง จนสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลให้กับเจ้าของกิจการ และ (2) รายได้ที่แท้จริง (เมื่อคิดเงินเฟ้อด้วย) ของชนชั้นกลางในสหรัฐอเมริกา ก็ลดลงจนต้องกู้หนี้ยืมสิน

 

เมื่อ 20 ปีก่อนนี้ รายจ่ายหมวดที่อยู่อาศัยของคนอเมริกันอยู่ที่ 25% ของรายได้ แต่ทุกวันนี้ได้เพิ่มขึ้นมาถึง 50-60%

 

ไม่นานมานี้ ข่าวทีวีได้ฉายให้เห็นภาพสองด้านที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนี้

 

ภาพแรก ข่าวทางโทรทัศน์หลายช่องในบ้านเราได้ถ่ายให้เห็นภาพคนอเมริกันที่ถูกยึดบ้านที่กำลังผ่อนซื้อ จนต้องไปกางเต็นท์นอนในที่สาธารณะ มิหนำซ้ำต้องไปแย่งที่ของคนไร้บ้านที่นอนอยู่ก่อนด้วย

 

ภาพที่สอง มาจากนิตยสารฟอร์บส (Forbs) ที่ได้ประกาศอันดับของเศรษฐีโลก พบว่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐี 3 อันดับแรก รวมกัน (112,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) แล้วประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ประชาชาติของคนไทยทั้งประเทศ

 

เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนกว่านี้ ผมขอยกข้อมูลขององค์กรหนึ่งของสหประชาชาติที่มีชื่อย่อว่า WIDER (World Institute for Development Economic Research อ้างโดย Susan George - นักวิจารณ์ระบบทุนนิยมที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลก) ว่า ทรัพย์สินในครัวเรือนของคนทั้งโลกรวมกันแล้วประมาณ 125 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 3 เท่าของรายได้ในแต่ละปีของคนทั้งโลก) พบว่าคนรวยที่สุดเพียง 2% มีทรัพย์สินรวมกันเท่ากับครึ่งหนึ่งของโลก ในขณะที่คนครึ่งหนึ่งของโลกที่เป็นคนจนมีทรัพย์สินรวมกันเพียง 1% เท่านั้น

 

ความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ดังกล่าว ได้สร้างปัญหาให้กับสังคมโลกอย่างมากมาย

 

เราคงนึกไม่ออกว่าเงินจำนวนดังกล่าวมีค่าสักเท่าใดกันแน่ เอาอย่างนี้ สมมุติว่าใครคนหนึ่งมีเงินจำนวน 4 หมื่นล้านบาทก็แล้วกัน จากเงินจำนวนนี้ ถ้าเราสามารถได้ดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี เราสามารถคิดได้ว่า เราจะได้รับดอกเบี้ยวันละ 4.38 ล้านบาท

 

''รายได้จากดอกเบี้ยจำนวนกว่า 4 ล้านบาทต่อวันนี้ สามารถนำไปทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ หรืออย่างมีผลสะเทือนต่อสังคมได้''

 

กลับมาที่ปัญหาการพัฒนาของประเทศไทยอีกครั้ง

 

ดร.สาวิตต์ โพธิวิหค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และเคยเป็นผู้วางแผนพัฒนาภาคตะวันออก ได้กล่าวในวงสัมมนาเรื่อง ''แผนพัฒนาภาคใต้ ทำอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอยมาบตาพุด'' (จัดโดยสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ เมื่อ 13 มีนาคม 2552) ว่า ''ภาคใต้มีพื้นที่จำกัด ประชากรก็เพิ่มขึ้นทุกวัน อุตสาหกรรมจะทำให้ลูกหลานของคนใต้สามารถมีงานทำได้''

 

จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นก็เป็นประเด็นสำคัญในการวางแผนพัฒนา แต่จากการเจาะลึกไปถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องได้พบสิ่งที่น่าสนใจมาก คือในช่วง 2536 - 2550 จำนวนประชากรของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเพียง 8% แต่รายได้ประชาชาติในช่วงเดียวกันได้เพิ่มขึ้นถึง 168% ขณะเดียวกันมูลค่าการใช้พลังงานได้เพิ่มขึ้นถึง 327%

 

ตัวเลขเหล่านี้อธิบายว่า จำนวนประชากรของเราไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่ท่านที่ปรึกษากังวล แต่มูลค่าการใช้พลังงานกลับเพิ่มมากกว่ารายได้ที่ได้รับถึง 2 เท่า

 

ในปี 2536 ประเทศไทยใช้พลังงานคิดเป็นมูลค่า 11% ของรายได้ประชาชาติ แต่ในอีก 15 ปีต่อมา (2550) มูลค่าพลังงานที่ใช้คิดเป็น 19.3% หรือเกือบ 1 ใน 5 ของรายได้ ถ้าข้อมูลเป็นอย่างนี้ เราอาจคาดการณ์ได้ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า มูลค่าพลังงานที่ใช้อาจจะเป็น 2 ใน 5 หรือ 40% ของรายได้ ถึงวันนั้นโปรดอย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วในกรณีที่อยู่อาศัยของคนอเมริกัน

 

ข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าประเทศเราเน้นไปที่การใช้พลังงานในการหารายได้ แทนที่จะเน้นไปที่การพัฒนาฝีมือ หรือความสามารถทางสมองของคนในชาติ

 

เมื่อพูดถึงพลังงานซึ่งเราใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจนั้น เราก็น่าจะต้องตั้งคำถามอีกเช่นกัน คือแทนที่เราจะเน้นไปที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือก๊าซธรรมชาติ (ตามแผนที่ได้กำหนดไว้) ซึ่งเป็นตัวก่อมลพิษและไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประชาชนแล้ว ทำไมเราไม่เลือกใช้พลังงานหมุนเวียนที่สามารถก่อให้เกิดรายได้และสร้างงานให้กับคนในชาตินับแสนตำแหน่งได้ด้วย

 

นี่คือบางคำถามที่เกิดขึ้นกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เดินตามก้นของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่วันนี้แม้แต่คนอเมริกันเองก็ยังโกรธเคืองและตั้งคำถามให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตอบว่า เศรษฐกิจอเมริกาจะฟื้นเร็วหรือต้องนอนยาวไปอีกนานเท่าไหร่.

 

 

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์โฟกัสภาคใต้ ฉบับวันที่ 25-31 ก.ค. 2552

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร