ภาคปชช.ค้านเปิดเสรีลงทุนการเกษตร ป่าไม้ และประมง

Thu, 10/08/2009 - 22:41 -- ประชาธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ ( 8 ตุลาคม 2552 ) เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ องค์กรเครือข่ายภาคประชาชนออกมาแถลงคัดค้านการเปิดเสรีการลงทุน ซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อถอนข้อสงวนการลงทุนในภาคเกษตรที่สำคัญ 3 สาขาคือ (1) การทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช (2) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ (3) การทำป่าไม้จากป่าปลูก โดยอนุญาตให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนและถือหุ้นใหญ่ในกิจการทั้ง 3 ประเภทได้ ทั้งนี้โดยมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป

 

ในหนังสือที่ทำถึงนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และกรรมาธิการชุดต่างๆนั้นระบุว่า การเปิดเสรีใน 3 สาขาซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับการสงวนให้เป็นกิจการของคนไทยภายใต้  พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จะกระทบกับเกษตรกร ประมงพื้นบ้าน ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยของคนไทยอย่างกว้างขวาง อีกทั้งเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติทั้งในระดับอาเซียนและบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่นอกอาเซียนที่ลงทุนในอาเซียนอยู่แล้วเข้ามาครอบครองที่ดิน ครอบครองพันธุ์พืชและทรัพยากรธรรมชาติ  เข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน และแย่งชิงอาชีพของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งยังขัดแย้งกับนโยบายการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และนโยบายสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ของรัฐบาลเอง

 

ศ.ระพี สาคริก ราษฎรอาวุโส ในฐานะประธานมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) กล่าวว่า"รัฐบาลและรัฐสภาควรทบทวนเรื่องนี้ อย่าหวังผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือเงินตรา หรือเอาใจกลุ่มทุน จนสร้างผลกระทบต่อคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของผืนแผ่นดิน เรื่องนี้มีผลกระทบมากไปกว่ากรณีการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในกรณีกล้วยไม้ หรือการทำความตกลงเอฟทีเอของรัฐบาลที่ผ่านมาเสียอีก เพราะเป็นการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาแย่งชิงอาชีพและทรัพยากรของประเทศ กระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก" 

 

นายภาคภูมิ  วิธานติรวัฒน์ จากมูลนิธิอันดามัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดเสรีครั้งนี้มิได้คำนึงเลยว่า การเปิดเสรีให้ต่างชาตินั้นจะสร้างผลกระทบต่อการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง และป่าชายเลน ตลอดจนมีผลกระทบต่อชุมชนประมงขนาดเล็กทั้งประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรเป็นปัญหาร้ายแรงอยู่แล้ว มีการกว้านซื้อที่ดินในเขตป่าชายเลน และน้ำกร่อย เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มทุนกับชุมชนอยู่เนืองๆ แต่รัฐบาลกลับมาซ้ำเติมโดยเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนจากต่างชาติทั้งในอาเซียนและนอกอาเซียนเข้ามาแย่งชิงทรัพยากร และแย่งชิงอาชีพจากชุมชนท้องถิ่นต่างๆ จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีก

 

นางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ นักวิจัยมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติซึ่งติดตามการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ในอินโดจีนเปิดเผยว่า "การเปิดเสรีการลงทุนการเกษตรของไทยครั้งนี้ อาจเป็นการผลักดันที่มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยอยู่เบื้องหลัง เพราะการเปิดเสรีการลงทุนในการเกษตรในประเทศไทยให้กับนักลงทุนต่างชาติ จะเป็นข้ออ้างให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยและประเทศอาเซียนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่าเข้าไปลงทุนในประเทศที่อ่อนด้อยกว่าอย่างลาวและกัมพูชาได้ง่ายขึ้น กลุ่มที่บีโอไอเปิดให้แสดงความคิดเห็นล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ไม่ใช่ชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ"

 

"กลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย อีกทั้งจะเป็นการเพิ่มอุณหภูมิและขยายวงกว้างของปัญหาการแย่งชิงที่ดินจากประชาชนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ยากจนและเป็นชนพื้นเมือง ในประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมกัน"

 

นายวิฑูรย์  เลี่ยนจำรูญ ตัวแทนจากกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ กล่าวว่า การเปิดเสรีครั้งนี้ถูกวางแผนอย่างแยบยล ประชาชนทั้งประเทศแทบไม่ได้รับรู้เลย ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ปรึกษาหารือกับเกษตรกรรายย่อย ประมงพื้นบ้าน ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง แต่ไปอ้างต่อคณะกรรมการ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ(กน ศ.) ว่า ได้จัดให้มีการสัมมนาให้ความรู้ รวมถึงจัดประชาพิจารณ์แล้ว ทำให้มติของกนศ. เห็นชอบที่จะให้มีการเปิดเสรีใน 3 สาขาดังกล่าว

 

นายวิฑูรย์  เลี่ยนจำรูญกล่าวต่ออีกว่า"การเปิดเสรีครั้งนี้ของรัฐบาลขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 190 อย่างแจ้งชัด ที่ระบุว่าการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ดังนั้นนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่กำกับดูแลคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมของกนศ. รวมทั้งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งเข้าร่วมประชุมกนศ.เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 และเห็นชอบให้มีการเปิดเสรีจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น"

 

"หลังจากได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องแล้ว มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายองค์กรด้านการเกษตรและทรัพยากร และกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ จะรอฟังคำตอบและคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ว่าได้ดำเนินการอย่างไรหรือไม่ เพื่อยับยั้งกรณีดังกล่าว หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เครือข่ายองค์กรที่ได้แถลงข่าวจะประสานงานกับเครือข่ายเกษตรกรและทรัพยากรทั่วประเทศเพื่อเตรียมการเคลื่อนไหว ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่หัวหิน-ชะอำ ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคมนี้" นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กล่าวทิ้งท้าย

 

อนึ่งองค์กรที่ร่วมลงนามในหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และกรรมาธิการชุดต่างๆนั้น ประกอบไปด้วย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย), มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย), มูลนิธิชีวิตไท (ราฟ่า), เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาค ประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์), มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, มูลนิธิอันดามัน, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ,  สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง, มูลนิธิข้าวขวัญ, สมาพันธ์เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวโพดจังหวัดน่านและเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดน่าน

  

จดหมายถึงนายกรัฐมนตรีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

 

ที่ พิเศษ   /2552                                  

                                                       8 ตุลาคม 2552

 

เรื่อง  ขอให้ยับยั้งการเปิดเสรีในภาคการเกษตร ป่าไม้และประมงภายใต้ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ACIA)

เรียน  นายกรัฐมนตรี  (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

   

          เนื่องด้วยหน่วยงานภาครัฐของไทย กำลังเจรจาเพื่อเปิดเสรีการลงทุนภายใต้ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ACIA) โดยจะถอนข้อสงวนที่ไทยเคยกำหนดไว้ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (AIA) เดิมใน 3 สาขาที่สำคัญ ได้แก่ (1) การทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช (2) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ (3) การทำป่าไม้จากป่าปลูก  และมีเป้าหมายให้การเปิดเสรีมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. 2553

 

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย), มูลนิธิชีววิถี, มูลนิธิชีวิตไท, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์), มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, มูลนิธิอันดามัน, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ,  สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง, มูลนิธิข้าวขวัญ, สมาพันธ์เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวโพดจังหวัดน่านและเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดน่าน ได้ร่วมกันประเมินผลกระทบของการเปิดเสรีดังกล่าว  โดยมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งในประเด็น ดังต่อไปนี้

 

1.  การเปิดเสรีดังกล่าวมีขอบเขตที่กว้างขวาง  ครอบคลุมถึงการเปิดเสรี การอำนวยความสะดวก การส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุน  ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ  โดยเฉพาะในภาคเกษตร ประมง และป่าไม้  ซึ่งเป็นสาขาที่สำคัญยิ่ง  เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประชาชนในท้องถิ่นจำนวนมาก  มีผลต่อความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม  ผลกระทบสืบเนื่องตามมามีเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญ เช่น

1.1  นักลงทุนต่างชาติผ่านตัวแทนคนไทย  กำลังเร่งกระบวนการกว้านซื้อที่ดินและเช่าพื้นที่ทำเกษตร พื้นที่ในเขตป่าชายเลนและระบบนิเวศน์น้ำกร่อย และพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ เพื่อประกอบธุรกิจในสาขาที่เปิดเสรี

1.2   การเข้ามาแย่งชิงและอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือพันธุกรรมพื้นบ้าน และพันธุกรรมที่อยู่ตามธรรมชาติภายใต้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของบรรษัทข้ามชาติ เพื่อนำไปทำกำไรและสร้างผลประโยชน์ให้กับกลุ่มและพวกพ้องของตน  จะส่งผลให้เกิดการผูกขาด กีดกันประชาชนคนไทยในการใช้ประโยชน์

1.3   ขยายวงความขัดแย้งหรือสร้างความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างนักลงทุนและประชาชนในท้องถิ่นซึ่งได้รับผลกระทบในทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม จากข้อตกลงดังกล่าว เช่น การแย่งชิงน้ำในฤดูแล้งระหว่างกลุ่มธุรกิจกับชาวบ้านในพื้นที่   ความขัดแย้งเรื่องที่ดินระหว่างชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่าและเจ้าหน้าที่รัฐ

1.4  การเปิดเสรีดังกล่าวไม่เพียงมีผลกับนักลงทุนในอาเซียนเท่านั้น  แต่ยังอาจครอบคลุมถึงนักลงทุนนอกอาเซียนที่มีฐานการผลิตในอาเซียนด้วย  ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องให้บรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จากประเทศพัฒนาแล้วมาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศไทย  ในทางกลับกัน การเปิดเสรีดังกล่าวเป็นการส่งเสริมให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่  ซึ่งมีผลทำลายทรัพยากรและสร้างปัญหาความขัดแย้งทางสังคมในประเทศเพื่อนบ้านได้ง่ายและสะดวกขึ้น 

1.5 นำมาสู่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเล พื้นที่ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน จากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่  ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีป่าปลูก ตามพระราชบัญญัติสวนป่าอนุญาตให้มีการทำสวนป่าในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ได้และร่วมลงทุนกับ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และกรมป่าไม้ในการปลูกป่า   การเปิดเสรีในสาขาดังกล่าวจะมีผลกระทบในการทำลายป่าธรรมชาติในพื้นที่ป่าตามกฎหมาย ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลน และป่าถาวร เป็นต้น เพื่อนำไปปลูกป่าใหม่

นอกจากนี้ ยังรวมถึงผลกระทบจากการแสวงหาผลประโยชน์จากโครงสร้างขั้นพื้นฐานต่างๆ ซึ่งใช้เงินงบประมาณแผ่นดินในการอุดหนุน เช่น  โครงการส่งเสริมการเกษตร   การชลประทาน   การพัฒนาที่ดิน  และการอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตร 

 

          2.  ในส่วนของกฎหมาย การดำเนินการของหน่วยงานรัฐเช่นนี้ จะเข้าข่ายละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  มาตรา 190  เนื่องจากการเปิดเสรีในสาขาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง  แต่กลับไม่มีการดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของมาตรา 190 อย่างถูกต้องเพียงพอ กล่าวคือ    

2.1  หน่วยงานที่รับผิดชอบมิได้ขอกรอบการเจรจาจัดทำตารางข้อสงวนในส่วนของการเปิดเสรีต่อรัฐสภา ก่อนที่คณะเจรจาทำการยื่นตารางข้อสงวนต่อสมาชิกอาเซียน

2.2  ไม่มีการจัดให้มีการมีส่วนร่วมหรือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ  พบว่ามีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพียงหนึ่งครั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  และมีแต่ตัวแทนจากภาคธุรกิจไทยที่มีการลงทุนในประเทศอาเซียนเป็นวิทยากรหลัก  ซึ่งมีพันธกิจและผลประโยชน์จากการเปิดเสรีการลงทุนอยู่แล้วอย่างชัดเจน  ขณะเดียวกันไม่มีผู้แทนภาคส่วนเกษตรกรรายย่อย  ประมงพื้นบ้าน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ รวมทั้งไม่เปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นอย่างเพียงพอของประชาชน

2.3  ไม่มีการศึกษาวิจัยบ่งชี้ข้อดีข้อเสียของการเปิดเสรีในสาขาดังกล่าวก่อนการเสนอเปิดเสรี

 

3.  เนื่องจากข้อตกลงนี้กำหนดให้ไม่มีการถอยหลัง หรือกล่าวอีกอย่างคือ เมื่อตกลงใจที่จะเปิดเสรีสาขาใดไปแล้ว  ไม่สามารถย้อนกลับข้อตกลงได้  ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรอบคอบและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบอันไม่อาจหวนคืนกลับได้  มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน และองค์กรที่ร่วมลงนามในจดหมายฉบับนี้  จึงใคร่ขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้

3.1   ชะลอหรือยับยั้งการดำเนินการเปิดเสรีภาคการเกษตร ประมง และป่าไม้ ดังกล่าว

3.2   ให้มีการตรวจสอบข้อมูลและประเมินผลกระทบจากการเปิดเสรีของไทยในสาขาข้างต้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม  รวมถึงตรวจสอบว่าจะมีการเปิดเสรีในสาขาอื่นๆภายใต้กรอบอาเซียนที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอีกหรือไม่

3.3  เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้เปิดเผยข้อมูลหรือตารางข้อสงวนให้กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบมาก่อนอย่างเพียงพอ  รวมทั้งยังบกพร่องในการรับฟังความคิดเห็น   จึงขอให้มีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างกว้างขวางและมีส่วนร่วม  ก่อนที่จะตกลงดำเนินการผูกพันใดๆ 

 

ทั้งนี้ ใคร่ขอให้มีการดำเนินการโดยทันที ก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพที่หัวหินในกลางเดือนตุลาคม 2552  เพื่อป้องกันการก่อพลังต่อต้านการดำเนินการของรัฐบาลที่อาจนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองและความมั่นคงของประเทศ ในช่วงระหว่างที่มีการประชุมผู้นำอาเซียน

 

                                                ขอแสดงความนับถือ

 

                                                 ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก
                                                ประธานมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

องค์กรที่ร่วมลงนาม

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย), มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย), มูลนิธิชีวิตไท (ราฟ่า), เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์), มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, มูลนิธิอันดามัน, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง, มูลนิธิข้าวขวัญ, สมาพันธ์เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวโพดจังหวัดน่านและเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดน่าน

 

 

ภาพประกอบจาก http://mblog.manager.co.th/

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร