บทความ ; ป้าฉิม..ยายไฮแห่งลุ่มน้ำกระบุรี

Mon, 06/14/2010 - 10:54 -- ประชาธรรม

เสียงเครื่องเรือขนาดยี่สิบตัวกงคำรามดังสนั่นสวนจาก (พืชตระกูลปาล์ม ชุกชุมแถบภาคใต้) ก่อนที่จะเคลื่อนตัวแหวกลัดเลาะไปตามคลองสายเล็กๆอันคดเคี้ยวซึ่งข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นจากเบียดแน่นขนัดเขียวครึ้มตลอดระยะเส้นทาง  วันนี้เป็นอีกวันที่ป้าฉิม หรือนางฉิม  เขียววงศ์ แม่เฒ่า วัย 70 ปีแห่ง ชุมชนบางหมีล่าง ตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี ระนอง ได้อาสาพาผู้คนจากภายนอกลงไปชมข้อเท็จจริงความอุดมสมบูรณ์ของสวนจากรวมไปถึงระบบนิเวศในบริเวณดังกล่าว ซึ่งแกและชาวบ้านต่างช่วยกันรักษามาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า

"คนที่นี่เราอยู่กันมานานนะ ไม่ใช่เพิ่งมาอยู่" เสียงของหญิงชราผู้เป็นแม่ของลูกสิบคน กล่าวอย่างหนักแน่น

ก่อนที่จะเริ่มต้นย้อนเรื่องราวความเป็นของชุมชนแห่งนี้ว่า ชาวบ้านได้เข้ามาอาศัยทำกินตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2478   บางครอบครัวเข้ามาอยู่ตั้งแต่ พ.ศ.2498 อยู่มากกว่า 50 ปี เมื่อก่อนบริเวณนี้จะมีทางรถไฟถนนญี่ปุ่นไประนอง ขณะนั้นมีบ้านเรือนอาศัยอยู่ 8หลังคาเรือน จากนั้นได้มีครอบครัวอื่นย้ายเข้ามาปลูกสร้างทำกินจนเป็นชุมชนใหญ่ ชาวบ้านจะทำนา   ทำไร่ข้าว เย็บตับจาก ทำน้ำตาลจาก หาปู   หาปลา เลี้ยงครอบครัวกันไปตามวิถี ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2476 นายอำเภอกระบุรี (คุณหลวงระนัง นิติกร) พาช้างมาเลี้ยงหลายเชือก จึงกำหนดให้พื้นที่ ม.2,3,5 เป็นเขตทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ (โดยไม่มีหนังสือแจ้งชัดเจน) ไม่มีจำนวนที่ชัดเจน ซึ่งขณะนั้นชาวบ้านได้เข้ามาอาศัยปลูกบ้านเรือนอยู่ทั้งสองฝั่งถนนจนคุณหลวงระนัง  เลิกเลี้ยงช้าง หลังจากนั้นชาวบ้านได้เลี้ยงควาย มีอยู่ 3 ฝูง ของนายน้อย นางชั่ง นางหมาหีด ต่อมานายน้อยเสียชีวิต ลูกๆได้พาควายไปเลี้ยงที่อื่น และต่อมาเมื่อมีคำสั่งไม่ให้ทำไร่เลื่อนลอย ทำให้นางหมาหีดและนายชั่ง ย้ายไปเลี้ยงที่อื่นบ้างขายบ้าง จนพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าเสื่อมโทรม ในเขตพื้นที่ ม.2,3,5 ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และได้มีการปลูกสร้างตั้งหน่วยราชการหลายแห่งทั้งโรงเรียน โรงพัก อนามัย เต็มไปหมด ซึ่งสถานที่เหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตซึ่งอ้างว่าเป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองตามกฎหมาย  ทว่าเมื่อปี 2552 อุทยานแห่งชาติลำน้ำกระบุรีก็ประกาศให้พื้นดังกล่าวเป็นพื้นที่อุทยาน และในตอนนี้คนตำบลลำเลียงอยู่ในที่ของทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ ป่าชายเลน และอุทยานฯ  มันซับซ้อนเต็มไปหมด สร้างความสับสนให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก ชาวบ้านผู้ซึ่งอ่อนด้อยนักเมื่อพูดถึงข้อกฎหมาย
 
อุทยานประกาศเมื่อ ปี 42 แต่ชาวบ้านมารู้ก็ปาเข้าไปปี 2544 แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมปิดบังชาวบ้าน น่าจะให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาก็จะได้มาพิสูจน์กันว่าตรงไหนบุกรุกตรงไหนทำกินมานาน เมื่อรู้ว่าเป็นแบบนี้ฉ้าน (ฉัน, ภาษาถิ่นภาคใต้) เลยชวนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศดังกล่าวมานั่งคุยกันว่าเราจะเอาไงกันดี ก็มีหลายเสียงนะตอนนั้นบางคนบอกว่า เค้าคงไม่ทำอะไร บางคนบอกต้องสู้ บางคนบอกทางผู้ใหญ่ ทางกำนัน จะเดินเรื่องให้ จนเมื่อมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาปักเขตนั่นแหละถึงรู้ว่า เราแย่แล้ว ตั้งนั้นเป็นต้นมา ฉ้านก็เดินเรื่องสู้มาตลอด เริ่มด้วยการทำผังข้อมูลชุมชน รวบรวมคนเดือดร้อน เก็บข้อมูลชุมชนทั้งหมดที่จะช่วยยืนยันว่าเราอยู่ที่นี่จริงและอยู่มานาน รวมถึงเดินทางไประชุมที่ต่างๆพบเจ้านายคนใหญ่คนโต คนที่คิดว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้" แม้เรื่องราวจะผ่านมาหลายปีแต่สิ่งที่แกบอกนั้นมาเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

"ในเขตพื้นที่ หมู่ 3,5 ตำบลลำเลียง หมู่ที่ 6,7 ตำบลน้ำจืด อำเภอกระบุรี ระนอง คนที่เดือดร้อนจากเรื่องนี้รวมทั้งคนที่มีเอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์นั้น รวมกันกว่า 134 ครัวเรือนคิดเป็นไร่กว่า 814 ไร่  ถ้าวันหนึ่งอุทยานเข้ามาบอกว่าคนที่นี่ทำจากไม่ได้แล้วนั้น คนเหล่านี้ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะวิถีชีวิตอยู่กับจากทำจากมานมนานส่งลูกส่งหลานเรียน ส่งเสริมรายได้ทางเศรษฐกิจมากมาย จากนี้ไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะทำไงกันดี"

ป้าฉิมให้ข้อมูลของผู้เดือดร้อนและวิถีชีวิตของผู้คนแถบนี้ที่ไม่สามารถแยกจากกันได้  ถึงตอนนี้เรือลำเดิมหยุดข้างสวนจาก ก่อนที่ป้าฉิมจะพาแวะไปยังขนำซึ่งชาวบ้านกำลังสาละวนกับการเคี่ยวน้ำตาลจาก แกบอกต่อว่า 
"จากต้นเดียวใช้ประโยชน์ด้วยความรัก" ในมุมมองที่ว่าทุกส่วนของจากใช้ประโยชน์ได้หมดทั้งต้น ใบ และลูก ซึ่งนำมาแปรรูปเป็นน้ำตาลหอมกรุ่น ใบก็ไปทำหลังคาและใบยาสูบ คนที่นี่อยู่กันอย่างพอเพียงเราทำเศรษฐกิจแบบพออยู่พอกิน แม้จะไม่ร่ำรวยมากมายแต่ก็ไม่อดยาก ปู ปลา กุ้ง เขย ก็หาได้จากในคลอง ลูกหลานก็ได้รู้หนังสือเพราะต้นจาก คนที่นี่มีสวนจากกันไม่กี่ไร่หรอก ไม่ต้องสร้างรั้ว คนแถวนี้จะรู้กันเองว่าที่ของใครขนาดไหน พอถึงช่วงกลางปีชาวบ้านก็จะมารวมกันทำบุญกลางหมู่บ้านและร่วมกันเทน้ำหมักชีวภาพ เพื่อการดูแลรักษาและสืบชะตาแม่น้ำให้อยู่ร่วมกับคนที่นี่ชั่วลูกชั่วหลาน"

"คนที่นี่ส่วนใหญ่คิดว่าฉ้านเป็นคนบ้า บางคนก็บอกว่าไม่รู้จะสู้ไปทำไม วันหนึ่งนายก็จะลงมาทำให้ บางคนก็บอกว่าคนไม่รู้หนังสืออย่างฉ้านจะไปได้สักกี่น้ำ คำพูดเหล่านี้ฉ้านได้ยินมาตลอดตั้งแต่ฉ้านลุกขึ้นสู้ บางครั้งก็ท้อแต่ก็ไม่เคยถอย ทุกวันนี้ฉ้านสอนลูกสอนหลานว่าที่ต่อสู้ทุกวันนี้ก็เพื่อคนรุ่นก่อนที่บุกเบิกให้เราได้อยู่ได้อาศัยทำกิน เราต้องสำนึกและหวงแหนแผ่นดินที่เราเกิด ข้อกฎมงกฏหมายนะฉ้านไม่ค่อยรู้เท่าไหร่หรอก รู้แต่ว่าที่นี่จะเป็นที่ตายของฉ้าน" นางกล่าวด้วยสำเนียงใต้ที่จริงจังแต่แฝงด้วยความรัดทด เมื่อรู้ว่าข้อเท็จจริงว่ากำลังต่อสู้กับอะไร

"ฉ้านเคยดูข่าว เค้าบอกว่าวันหนึ่งถ้าอุทยานยึดที่ได้หมดแล้ว เค้าจะออกสัมปทานให้นายทุนที่มีเงินเยอะๆมาเช่า ให้คนที่มีเงินเยอะๆมาทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย มันกลัวนะถ้าวันหนึ่งเรารู้ว่าจะไม่สามารถทำอะไรในแผ่นเกิดเราได้ นอกจากเป็นลูกจ้างราคาถูกหากินไปวันๆ" แม้แดดจะอ่อนแรงลงมากแล้ว แต่ความร้อนยังไม่คลายตัว อีกฝั่งหนึ่งชาวบ้านที่เพิ่งวางลอบปูดำ ยกมือทักทายอย่างเป็นมิตร

เรือเคลื่อนตัวอีกครั้งพาเราลัดเลาะตามลำคลอง ก่อนจะทะลุยังแม่น้ำกระบุรีซึ่งอีกฝากจะเห็นฝั่งเกาะสอง พม่าชัดเจน เมื่อมองจากมุมนี้เราจะเห็นภาพวิถีชีวิตที่ร้อยรัดผู้คนเอาไว้อย่างแนบแน่น เพียงแต่ไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าภาพดังกล่าวจะหลงเหลือให้ลูกหลานลำเลียงเห็นอีกหรือไม่เท่านั้นเอง.


ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร