ความยากจน ที่ซับซ้อนกับการเปลี่ยนแปลงมุมมองในการทำความเข้าใจชนบท

Mon, 08/23/2010 - 14:55 -- ประชาธรรม

คนเสื้อแดงเป็นใคร เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ และอยากตอบ มีการทำสกู๊ปข่าว บทสัมภาษณ์ คลิปวีดีโอ หรือแม้แต่การทำงานศึกษาวิจัยมากมายเพื่อตอบคำถามนี้ โดยคาดหวังว่ามันไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรามีความเข้าใจต่อเหตุการณ์บ้านการเมืองที่ผ่านมา แต่ยังจะช่วยให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้นด้วย

 

ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดการอภิปรายเรื่อง "โฉมหน้าใหม่ของสังคมชนบทภาคเหนือ ในมุมมองนักมานุษยวิทยา" วันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ร่วมอภิปราย 4ท่าน ได้แก่ ศ.ดร.ฟิลิป เฮิร์ซ จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกสามท่านได้แก่ ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ รศ.ดร.จามะรี เชียงทอง และ ผศ.ดร.วัฒนา สุกัณศีล ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ

 

การอภิปรายในเวทีไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์ทางการเมืองหรือการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา แต่เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงสังคมเศรษฐกิจของอาณาบริเวณที่ถูกเรียกว่า "ชนบท"และการเปลี่ยนแปลงแนวการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบท อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนพยายามเรียบเรียงเนื้อหาจากการอภิปรายโดยสร้างการเชื่อมโยงว่าการอธิบาย "โฉมหน้าใหม่" ของสังคมชนบทในเวทีนั้นมีความเกี่ยวข้องหรือตอบโต้กับกับชุดคำอธิบายต่าง ๆ เกี่ยวกับคนเสื้อแดงและการชุมนุมเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในช่วงเวลาที่ผ่านมาอย่างไร

 

การเปลี่ยนแปลงการศึกษาการเปลี่ยนแปลงชนบท

 

การศึกษาชนบทการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทนั้นเกิดขึ้นมานานแล้วและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในสังคมไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ทำให้เกิดคำอธิบายชุดหนึ่งขึ้นมาว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในสังคมชนบทส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกทางการเมืองของคนชนบท จนกระทั่งนำมาสู่การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดง

 

แม้ว่าการศึกษาการเปลี่ยนแปลงชนบทจะมีความสำคัญ แต่อาจารย์ฟิลิปชี้ว่าการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจชนบท (change in the study of rural change) เองก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เมื่อบริบททางสังคม สภาพ และประเด็นปัญหาเปลี่ยนแปลงไป วิธีการศึกษาเองก็ต้องเปลี่ยน แต่การเปลี่ยนแปลงมุมมองหรือวิธีการศึกษานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพชนบทเท่านั้น หากยังเกิดจากการเปลี่ยนของกระแสแนวความคิดหรือทฤษฎีที่ใช้ทำความเข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงด้วย

 

"ไม่เพียงแต่เห็นว่าชนบทมีอะไรใหม่เท่านั้น แต่หากจะมองชนบท มุมมองของเราเปลี่ยนไปอย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างมุมมองของเรากับสภาพชนบทจริงเป็นอย่างไร"การทบทวนการเปลี่ยนแปลงมุมมองในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงชนบทนี้ อาจารย์ฟิลิปและอาจารย์อานันท์ ได้ร่วมกันเขียนไว้ในบทความชื่อ "Transforming Agrarian Transformation in a Globalizing Thailand" ในหนังสือ Tracks and Traces: Thailand and the Work of Andrew Turton (2010)

 

งานศึกษาจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าในอาณาบริเวณที่เรียกว่า "ชนบท"นั้นมีการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการผลิตไปอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ในช่วงเวลาสามสิบปีก่อนหน้านี้ อาจารย์ฟิลิปกล่าวว่าทุกวันนี้รายได้จากภาคการเกษตรมีสัดส่วนไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คนไทยที่เรียกตัวเองว่าเกษตรกรมีประมาณสี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ในสี่สิบเปอร์เซ็นต์นี้ก็อาจดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยรายได้นอกภาคการเกษตรถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดในครัวเรือน

 

คนชนบทมีแหล่งรายได้ที่หลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะรายได้จากการอพยพแรงงานไปรับจ้างในเมืองซึ่งในอดีตการทำงานในเมืองคือการไปหาเงินมาลงทุนทำการเกษตร แต่ทุกวันนี้รายได้จากในเมืองอาจไม่ได้ถูกส่งกลับมาลงทุนในภาคการเกษตรอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อชนบทน้อยลง ซึ่งเป็นภาวะที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม

 

"แม้ว่าหากมองภูมิทัศน์เราจะเห็นว่ามีการทำเกษตรอยู่ แต่ก็จะพบว่ามีแรงงานส่วนน้อยที่ใช้ทำนา หรือแรงงานที่ทำการเกษตรไม่ใช่แรงงานท้องถิ่น ดังนั้น โครงสร้างของหมู่บ้านไม่ได้อยู่ที่การผลิตของเจ้าของที่นาอีกต่อไป"อาจารย์ฟิลิป กล่าว

 

อาจารย์อานันท์ชี้ว่าในอดีตภายใต้อิทธิพลของทฤษฎีมาร์กซิสม์ การศึกษาความเปลี่ยนแปลงชนบทมักจะให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตซึ่งเน้นไปที่การควบคุมที่ดินและแรงงาน แต่โครงสร้างการผลิตในปัจจุบันขึ้นอยู่กับทุนและตลาดมากขึ้น ดังนั้น เราจึงไม่อาจพิจารณาความสัมพันธ์ทางการผลิตเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและชาวบ้านซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมปัจจัยการผลิตดังเช่นในอดีตอีกต่อไป แต่เราจะต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของชาวบ้านกับสิ่งอื่น ๆ ที่มากกว่ารัฐ

 

ระบบการเกษตรในชนบทผูกโยงอยู่กับทุน อีกส่วนผูกโยงอยู่กับการบริโภค ซึ่งหมายถึงการบริโภคความหมายของคนชนบท เช่น ชาวบ้านเลือกปลูกยางพาราเพราะอยากเป็น "เสี่ย"ซึ่งเป็นอัตลักษณ์หรือความหมายที่เขาอยากสร้างให้แก่ตนเอง "สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจคนชนบท ขณะที่คนชนบทเองก็เปลี่ยนความเข้าใจตนเอง" อาจารย์อานันท์กล่าว

 

การต่อสู้เพื่อสร้างความหมาย

 

จากการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา มีคำอธิบายชุดหนึ่งที่ว่ามวลชนหลักของคนเสื้อแดงไม่ใช่คนรากหญ้า หรือชาวนาชาวไร่ที่ยากจนข้นแค้นที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม แต่เป็น "คนยอดหญ้า" "เกษตรกร part time" "ผู้ประกอบการการเกษตร" ซึ่งมีฐานเศรษฐกิจโยงใยกับนักธุรกิจการเมืองท้องถิ่น หรือเคยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ 

 

ชุดคำอธิบายดังกล่าวทำให้เกิดโจทย์ที่สำคัญในสังคมไทยว่าความพอใจหรือไม่พอใจทางการเมือง หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นวางอยู่บนฐานวัตถุนิยมหรือความสัมพันธ์ทางการผลิตมากน้อยแค่ไหน หรือว่ามันจะเป็นความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางการผลิต

 

ในทัศนะของอาจารย์อานันท์ เราไม่ควรใช้แนวคิดแบบอรรถประโยชน์นิยมเพียงอย่างเดียวมาอธิบายการกระทำของชาวบ้าน กล่าวคือเราไม่อาจอธิบายว่าชาวบ้านเคลื่อนไหวทางการเมืองเพียงเพื่อแลกกับผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะหน้า ท่ามกลางพลังและอำนาจหลายอย่างที่เข้าไปกระทำกับชนบทเพื่อดูดซับส่วนเกินและครอบงำคนชนบท คนชนบทเองก็พยามดิ้นรนต่อสู้และต่อรองกับอำนาจเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา

 

อาจารย์อานันท์เสนอว่าการทำความเข้าใจคนชนบทจะต้องมองผ่านปฏิบัติการต่อรองของพวกเขา การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชนบทในปัจจุบันสนใจการทำความเข้าใจคนชนบทมากกว่าแต่ก่อน การพิจารณาปฏิบัติการของคนชนบทจะทำให้มองเห็นว่าพวกเขากำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อช่วงชิงความหมายในเรื่องต่าง ๆ ที่มากไปกว่าผลประโยชน์ในทางวัตถุ ในปัจจุบันคนชนบทหลายแห่งกำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อต่อรองในสามประเด็นหลัก ได้แก่

 

หนึ่ง การต่อสู้เพื่อช่วงชิงความหมายของ "สิทธิ" เพื่อที่จะบอกว่าอะไรคือ "สิทธิ" ของเขา หรือเขาจะทำอะไรได้บ้าง

 

สอง การต่อสู้เพื่อสร้างความรู้ ตัวอย่างเช่นมีการพูดถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำวิจัยไทบ้านเพื่อสร้างความรู้ของตนเองขึ้นมาต่อรองกับความรู้ที่สถาปนาโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจ

 

และสาม การต่อรองเรื่องอัตลักษณ์ มีการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อแสดงตัวตน หรืออธิบายตัวเองที่แตกต่างไปจากภาพลักษณ์หรือคำอธิบายที่ผู้อื่นสร้างให้

 

ในบรรดาการต่อสู้ช่วงชิงความหมายต่าง ๆ อาจารย์ฟิลิปชี้ว่าการช่วงชิงความหมาย "ความยากจน"ได้กลายมาเป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง และทำให้เกิด "สงครามสร้างความชอบธรรม"  กล่าวคือ การบอกว่าผู้ที่มาชุมนุมเป็นคนรากหญ้าจะทำให้ผู้ชุมนุมดูมีความชอบธรรมในการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง แต่การบอกว่าผู้ชุมุนมเป็นคนยอดหญ้าหรือเป็นคนที่ไม่ "จน" จริงก็จะอาจทำให้พวกเขาดูไม่มีความชอบธรรมในการออกมาเคลื่อนไหว

 

ดั้งนั้น อาจารย์ฟิลิปจึงเสนอว่าเราควรพิจารณา "ความยากจน"ในฐานะวาทกรรมในการถกเถียงและใช้สร้างความชอบธรรมของแต่ละฝ่ายมากกว่าจะค้นหาว่าอะไรคือ "ความยากจน" ที่แท้จริง หรือใครเป็นคนยากจนที่แท้จริง ประเด็นที่มีการถกเถียงและใช้ทำลายความชอบธรรมของการอ้างความยากจนคือประเด็นที่ว่าใครมีสิทธิจะอ้างความจน หรืออ้างความจนได้อย่างไร ในอดีตความยากจนมักชี้วัดที่การมีข้าวพอกิน แต่ในปัจจุบัน "ความยากจน"มีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่สามารถอธิบายว่าเป็นการขาดแคลนในทางวัตถุอย่างเดียว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความยากจนทางวัตถุหมดไป ประเด็นอยู่ที่ว่าสิ่งที่คนใช้อ้างถึง "ความยากจน"นั้นมีความซับซ้อนกว่าเดิม ความยากจนยังอยู่ที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และอะไรอีกหลายอย่าง 

 

"ความยากจน" ถูกใช้แทนคำว่า "ด้อยโอกาส" ที่จะมีอาหารพอกิน ที่จะมีเงินในจำนวนที่พอใจ ที่จะสร้างความหมาย มีศักดิ์ศรีในสังคม และอาจใช้แทนความมั่นคงในชีวิต ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามีมากหรือมีน้อย แต่อาจหมายถึงว่าตนเองและลูกจะไม่ถูกกระทำ"  อาจารย์ฟิลิปกล่าว

 

นอกเหนือจาก "ความยากจน" ดังกล่าวแล้ว อาจารย์ฟิลิปเห็นว่าสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวนั้นเกี่ยวข้องกับทั้งสามประเด็นที่อาจารย์อานันท์เสนอ นั่นคือการช่วงชิงความหมายของ "สิทธิ" ได้แก่ สิทธิที่จะได้เลือกตั้ง สส.ของตนเอง สิทธิที่จะบอกว่าเราไม่ได้เลือกผิด ไม่ได้เลือกเพราะถูกจ้าง และสิทธิที่จะบอกว่าเราจะเลือกเอง ซึ่งโยงไปกับการบอกว่าเรามีความรู้ หรือต่อสู้กับการที่คนอื่นบอกว่าเรามีสิทธิเลือกน้อยกว่าคนอื่นเพียงเพราะเราไม่มีความรู้ รวมถึงการต่อสู้เพื่อสร้างความหมายของตัวตนว่าเป็นแม้เราจะเป็นคนชนบทหรือคนต่างจังหวัดก็มีความหมายมีศักดิ์ศรี

 

ระบบอุปถัมภ์ที่ว้าเหว่

 

มีคำอธิบายชุดหนึ่งว่า มวลชนเสื้อแดงเป็นกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของนักธุรกิจ-การเมืองท้องถิ่น และคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มผู้นำหรือผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีผลประโยชน์ผูกพันกับนักการเมืองที่อุปถัมภ์ค้ำจุนกันมานาน

 

จากการศึกษาความสัมพันธ์ทางการผลิตชุมชนชนบทหลายแห่ง อาจารย์จามะรีพบว่าระบบการเกษตรในปัจจุบันเองก็อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ เกษตรกรรายใหญ่เป็นที่พึ่งของเกษตรกรรายย่อยในเรื่องเงินทุนและปัจจัยการผลิตต่าง ๆ และขณะที่เกษตรกรรายใหญ่เองก็ต้องอาศัยแรงงานของเกษตรกรราย่อย การอุปถัมภ์ในระบบการผลิตดังกล่าวนี้เกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในระบบการเมืองอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเกษตรกรรายย่อยอาจไปเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อสนับสนุนนักธุรกิจการเมืองที่พวกเขาเกาะเกี่ยวหรือสัมพันธ์อยู่

 

อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจมองว่าระบบอุปถัมภ์เป็นสิ่งเลวร้ายไปเสียทั้งหมด อาจารย์อานันท์เสนอว่าเราสามารถที่จะพิจารณาระบบอุปถัมภ์ในฐานะ "พื้นที่ของการต่อรอง"ซึ่งมันอาจทำให้บางคนต่อรองได้มากกว่าคนอื่น อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่ระบบความสัมพันธ์ที่ตายตัว "ไม่ใช่ระบบที่ใครจะภักดีต่อใครแบบชั่วฟ้าดินสลาย" แต่ว่ามันจะมีการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้อุปถัมภ์และผู้ได้รับการอุปถัมภ์อยู่ตลอดเวลา

 

เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจการเมืองท้องถิ่นกับชาวบ้าน มักมีคนเห็นว่าชาวบ้านโง่ ถูกหลอกหรือถูกควบคุมให้ทำตามการบงการของกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นผู้อุปถัมน์ แต่อาจารย์จามะรีอธิบายว่า การกล่าวถึงระบบอุปถัมภ์ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อยู่ใต้การอุปถัมภ์นั้นโง่กว่าผู้อุปถัมภ์ แต่หมายถึงรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมแบบหนึ่ง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วระบบอุปถัมภ์นั้นพบเห็นอยู่ทั่วไปในสังคมไทยแม้แต่สังคมระดับบน เช่นในระบบราชการก็มีการวิ่งเต้นหรือการล็อบบี้ที่ใช้คำว่าระบบพรรคพวก เส้นสาย ซึ่งก็จัดเป็นระบบอุปถัมภ์ด้วยเช่นกัน โดยที่เราก็ไม่อาจมองว่าคนที่วิ่งเต้นเข้าหาผู้อุปถัมภ์นั้นโง่ แต่เขาอาจฉลาดมากเสียด้วยซ้ำ

  

อาจารย์ฟิลิปกล่าวว่าทัศนะที่มองว่าชาวบ้านโง่นั้น แม้ว่าจะไม่มีการพูดคำนี้ตรง ๆ แต่มีคำอธิบายลักษณะต่าง ๆ ที่แสดงนัยยะเช่นนั้นมาโดยตลอด เมื่อก่อนชาวบ้านก็คงรู้สึกไม่พอใจกับคำอธิบายนั้นแต่พวกเขาไม่มีช่องทางที่จะแสดงออก แต่เมื่อมาถึงสมัยรัฐบาลทักษิณและหลังจากนั้นคนที่ถูกมองว่าโง่รู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมมากขึ้นในการกำหนดทิศทางของตัวเอง หรือในการสร้างคำอธิบายต่อตนเอง เมื่อเริ่มมีโอกาสต่อต้านภาพลักษณ์แบบนั้นก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจต่อคำอธิบายแบบนั้นมากกว่าเมื่อก่อนที่ไม่มีโอกาสแสดงออก

 

หลายคนเชื่อว่าระบบอุปถัมภ์และการขูดรีดคนชนบทอยู่ควบคู่กันและอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน อาจารย์อานันท์เห็นว่าสังคมไทยในปัจจุบันการกดขี่ขูดรีดไม่ได้มากขึ้นกว่าเดิม แต่กลไกโครงสร้างต่าง ๆ ทำให้คนว้าเหว่ ขาดที่พึ่งมากขึ้น "เก็บหาของป่าก็ไม่ได้ ญาติพี่น้องก็ไม่รู้อยู่ไหน คนที่อุปถัมภ์ก็เก็บค่าต๋งอย่างเดียว"ซึ่งเป็นปัญหาของการขาดกลไกเชิงสถาบันที่เหมาะสมจนทำให้ประชาชนเผชิญความเสี่ยงและมีความไม่มั่นคงในการดำรงชีวิตมากขึ้น ประชาชนจึงถกเถียงกันเรื่องความหมายใหม่ จะหวังพึ่งรัฐบาลแบบเดิมหรือโครงสร้างแบบเดิมก็ไม่ได้ จึงมีการสถาปนาระบบ Governance ใหม่ ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดสงครามช่วงชิงความหมายในทุกระดับ

 

คนชนบทเปลี่ยนไปแล้ว เราเปลี่ยนหรือยัง?

 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมเศรษฐกิจที่ซับซ้อนดังในปัจจุบัน เราไม่อาจใช้กรอบการวิเคราะห์แบบในอดีตมาศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ทางสังคมการเมืองได้อย่างครอบคลุมรอบด้าน อาจารย์อานันท์ชี้ว่าการวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำกับควบคุมชีวิตคนมากเกินไป แต่ไม่เห็นถึงการต่อสู้ดิ้นรนของคนโดยเฉพาะคนในชนบท

 

"เวลาเราพูดถึงชนบท เราใช้คำว่า "โฉมหน้า" "สังคม" เป็นภาพรวม ๆ นักวิชาการก็นิยามชนบทเป็นภาพรวม แต่เราสนใจตัวคนในชนบทน้อยกว่า พอเราไม่เห็นคนชนบทก็มีปัญหา" อาจารย์อานันท์กล่าว

 

ส่วนอาจารย์ฟิลิปอธิบายว่าในอดีตเราใช้ความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์มากเกินไป เราพูดเรื่องโครงสร้างอำนาจ การแตกตัวทางชนชั้น ความไม่เท่าเทียมในชนบท ฯลฯ ทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้หรือปฏิวัติเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดิน แต่การอธิบายแบบนั้นง่ายเกินไป  การมองความเปลี่ยนแปลงชนบทยังจะต้องเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงมุมมองของเราในเรื่องความไม่เท่าเทียม และความขัดแย้งอีกด้วย

 

"แน่นอนทุกวันนี้เรายังต้องใช้แนวคิดแบบวัตถุนิยมเป็นส่วนประกอบในการวิเคราะห์ แต่บางทีชาวบ้านอาจถูกกระทำจากข้าราชการ ชนชั้นกลางที่ละเมิดเขา ละเมิดศักดิ์ศรีของเขาด้วย"

 

การอภิปรายในเวทีวิชาการครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้เราพบคำตอบว่าคนเสื้อแดงเป็นใคร แต่กลับชวนให้เราเปลี่ยนคำถาม แทนที่เราจะมุ่งค้นหาว่าคนเสื้อแดงที่แท้จริงนั้นเป็นใคร เราอาจจำเป็นต้องทบทวนถึงทัศนะและมุมมองที่เรามีต่อคนเสื้อแดง รวมไปถึง "คนชนบท" อื่น ๆ

 

สภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนแปลง  วิธีการศึกษา และกรอบแนวคิด เป็นสามปัจจัยที่สัมพันธ์กันและมีผลต่อการเปลี่ยน (หรือการไม่ยอมเปลี่ยน)ความเข้าใจของเราต่อ "คนชนบท" 

 

ดังนั้น การทำความเข้าใจความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จึงไม่ได้อยู่ที่การตอบโจทย์ให้ได้ว่าคนเสื้อแดงเป็นใคร แต่อยู่ที่การตอบตัวเองให้ได้ว่าเราจะมีมุมมองและใช้กรอบคิดอย่างไรในการทำความเข้าใจพวกเขา และกรอบคิดแบบนั้นทำให้เรามีความรอบด้านและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทและคนชนบทมากน้อยเพียงใด

 

 

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร