คุยกับจิรพร วิทยศักดิ์พันธ์ (2)ภาคประชาชนอยู่ตรงไหนในกระบวนการคัดเลือก กสทช.

Mon, 04/25/2011 - 13:51 -- ประชาธรรม

เดือนธันวาคม 2553  คณะรัฐมนตรีก็มีมติผ่านกฎหมายองค์กรจัสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์  และกิจการโทรคมนาคม   โดยในกฎหมายฉบับดังกล่าวระบุให้มีการคัดเลือกคณะกรรมการ กสทช. หรือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จำนวน 11 คน  และกฎหมายฉบับดังกล่าวได้มีผลทำให้มีการยกเลิกกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ปี 2543  และยุบรวม องค์กร กทช. และกสช. เป็นองค์กรเดียวกัน

ในโอกาสนี้  ประชาธรรมได้ติดตามความเห็นของ ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธ์ จากคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อกระบวนการคัดเลือก กสทช.  ตลอดจนถึงการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ดังกล่าว    ทั้งนี้ ดร.จิรพร ถือเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปฎิรูปสื่อ  และเปิดพื้นที่ภาคประชาชนในการผลักดันกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ในช่วงปี 2542-2543  จนกระทั่งมีผลทำให้คลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ที่เคยรวมศูนย์ผูกขาดอยู่ที่ภาครัฐกระจายมาสู่ภาคประชาชน 20 %   

 

Q : .มองกระบวนสรรหาคณะกรรมการตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ(2553)  กับกฎหมายฉบับเดิม(โครงสร้างพระราชบัญญัติฉบับเดิม 2543)ว่ามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ดร.จิรพร : ต้องมองย้อนไปกฎหมายฉบับเดิมของโครงสร้างพระราชบัญญัติฉบับเดิม 2543 นั้น คือ กทช. ทั้ง 7 คนจะมีกระบวนการสรรหาของตัวเองกับองค์กรที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่ระบุชัดเจนว่าต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับโทรคมนาคม ส่วน กสช. ก็จะมีกระบวนสรรหาองค์กรที่เกี่ยวข้อง อีก 7 คน ซึ่งทั้งสองจะมาทำงานด้วยกันเกี่ยวกับย่านความถี่ เรื่องการบริหารงานคลื่นความถี่ และเรื่องการออกใบอนุญาต มันเป็นการทำงานร่วมกัน และมีเป้าหมายหลักชัดเจน

ซึ่งการจัดสรรคลื่นความถี่โดยใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก กทช.มักจะควบคุม กับการใช้คลื่นความถี่และการออกใบอนุญาตทั้งหมด แต่การใช้พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2553 เลือกเบ็ดเสร็จ 11 คน แต่ของเดิมโอกาสของภาคประชาชนที่จะเข้าร่วมมีมากกว่าของใหม่

 

Q : อ.มองข้อบกพร่องของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ  (2553)อยู่ตรงจุดไหนบ้าง และทำไมอ.คิดว่าโครงสร้างกฎหมายเดิมดีกว่า (ให้โอกาสภาคประชาชนมากกว่า)

ดร.จิรพร : พอกระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการเสร็จสิ้น คณะกรรมาการที่เหลือ 11 คน จะมีจำนวนกรรมการโทรคมนาคมมากกว่า นี่คือการให้น้ำหนักที่ผิดมาตั้งแต่ต้น จากนั้น 11 คนนั้นจะมีการแยกโดยการเอารองประธานคนที่ 1 เลือกมาเป็นประธาน กสท. แล้วให้รองประธานอีกคนหนึ่ง มาเป็นประธานของ กทค. ซึ่งเป็นการตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกรวบอำนาจ โดยจะเห็นว่าจะมีแนวโน้มเป็นฝ่ายโทรคมนาคม ดังนั้นมันจะเป็นเพียงการทำหน้าที่ตามกฎหมายประกอบกิจการ ภายใต้การกำหนดคลื่นความถี่ การบริหารคลื่นความถี่ ทุกอย่างโดย กสทช.

ในส่วนกรรมการโทรคมนาคม ถูกกำหนดในมาตรา 6(2) ว่าผู้ที่มีผลงานมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการโทรคมนาคมจำนวนสองคน และส่วนมาตรา 6(1) ว่าผู้ที่มีผลงานมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียงจำนวนหนึ่งคน และกิจการโทรทัศน์หนึ่งคน ทั้งนี้ไม่มีหลักการว่าทำไมต้องหนึ่งกับสองเท่านั้น

อีกทั้ง สิ่งที่ไม่ชัดเจนคือ ประธาน กสทช. เป็นกรรมการบริหารกองทุนซึ่งองค์กรบริหารกองทุนเป็นองค์กรอิสระ แต่คนที่มีอำนาจควบคุมเป็นประธาน กสทช.  กรณีองค์กรอิสระต้องไม่อยู่ภายใต้การจำกัดหรือการครอบงำความคิดของรัฐและทุน จึงจะสามารถกระจายทรัพยากรให้กับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างเท่าเทียม

กรณีการคัดเลือกกันเอง ดูจากโครงสร้างเดิมมีองค์กรอิสระสององค์กรและมีการจัดการสรรหาแบบมีส่วนร่วม ในส่วนของภาคประชาชนสามารถตรวจสอบได้ตลอด และศาลก็สามารถสั่งให้ชะลอได้ตลอด แต่ถ้าเป็นอันใหม่ มีเพียงหนึ่งองค์กรเท่านั้น และมีสองระบบ คือมีการคัดเลือกกันเอง การสรรหาก็ไม่มีส่วนร่วม ซึ่งทั้งสองอันนี้ หากมีการฟ้องร้องจากผู้ที่เสียสิทธิ์นั้น เขาระบุชัดเจนว่า ไม่มีส่วนที่จะทำให้การสรรหาต้องชะลอ เดินหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งกว่าจะดำเนินการ ก็คงหมดวาระไปแล้วก็ได้

 

Q : ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้อ.มองว่ากฎหมายฉบับใหม่ไม่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหา

กระบวนการที่รวบรัดในการทำงาน เป็นไปไม่ได้ที่ภาคประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมในครั้งนี้ ซึ่งทางคณะการสื่อสารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน มีการประกาศระเบียบ 21 ม.ค.54 ว่าให้องค์กรมาขึ้นทะเบียน ทราบข่าวสารเพียง 7 วันเท่านั้น  ในส่วนการสรรหาก็มีกระบวนการที่รวบรัดใช้ระยะเวลาเพียง 30 วันเท่านั้น

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการปฏิรูปสื่อเพื่อให้ได้มาซึ่งกฎหมายที่ประกันความอิสระและเสรีภาพของสื่อก็ยังคงไม่เกิดขึ้น หรืออ.มีความเห็นว่าอย่างไร

เห็นว่ารัฐไทยยังเป็นรัฐอำนาจนิยมอยู่ จากรัฐธรรมนูญ 2540 จนถึง 2554 ยังไม่มีการจัดสรรให้ภาคประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นสิ่งที่วาดฝันไว้ว่า องค์กรอิสระต้องมีการจัดสรรให้เท่าเทียมกัน ปรากฎว่าภาครัฐยังควบคุม ซึ่งระบุว่าใครได้ก็ให้ได้ต่อไป ใครที่สัมปทานได้ก็คงได้ต่อ จนกว่าจะหมดหรือครบกำหนด แต่หากหมดระยะเวลาแล้ว รัฐจะทำอย่างไรต่อไป ไม่มีการระบุที่ชัดเจนว่าจะให้คืนคลื่น ขณะเดียวกันเปรียบเทียบกับกฎหมายเดิม มีระบุไว้ชัดเจนให้คืนคลื่นความถี่

องค์กรที่ไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ยังมีวิธีคิดแบบอำนาจนิยมแสวงหาผลประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งในเอกสารนั้นระบุว่ากรรมการจะได้ค่าตอบแทนคนละ 5 หมื่นบาท รวมทั้งคณบดีที่ไม่ได้มาประชุมและเปิดการประชุมด้วย ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงคนที่เข้าไปในนั้น หากไม่มีความเข้มแข็งมันจะถูกหล่อหลอมเข้าไปในอำนาจที่ว่านี้

 

Q : เครือข่ายวิทยุชุมชนเสนอให้ตั้งกสทช.เงาเพื่อมีมีแผนแม่บทของภาคประชาชน อ.เห็นว่าอย่างไรและภาคประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการตั้งกสทช.ได้อย่างไร

ดร.จิรพร : เห็นด้วยว่าภาคประชาชนจะต้องตั้งกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อเป็น กสทช.เงาที่จะเป็นคู่ขนานตรวจสอบ กสทช. ส่วนจะทกันอย่างไรคงต้องไปคุยกันอีกที

ระยะเวลาที่ผ่านมา เปิดให้ภาครัฐและเอกชนตั้งตัว จะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ ระบุว่าจะต้องมีการจดเป็นมูลนิธิ เป็นสมาคม เป็นบุคคล ไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งเขาจดทะเบียนแล้วเรียบร้อย ตามกฎหมายเขามองว่าจะต้องเป็นนิติบุคคล เพื่อตามไปจับตัวได้ง่าย ทีนี้เขาไม่เห็นว่าภาคประชาชนมีคุณค่า มันทำให้คนที่ได้จดแล้วเป็นมูลนิธิ อย่างแกรมมี่ก็ไปจดเป็นมูลนิธิดำรงธรรม เขาจึงใช้ช่องทางนี้เป็นสื่อโฆษณาไปในตัว ดีกว่าเสียค่าโฆษณา

ส่วนของภาครัฐ โดยเฉพาะภาคทหาร ป้าศรีชาวบ้านที่อุตรดิตถ์ เล่าให้ฟังว่า มีวิทยุ กอ.รมน. ชวนเขาให้เข้าเป็นสมัคร รับประกันตำรวจไม่จับและจะได้รับใบอนุญาต แต่เรียกเก็บเงินเดือนละ หนึ่งหมื่นบาท ตอนหลังเรียกเก็บเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการวิธีคิดแบบเก่า ว่าตนเองเป็นเจ้าของคลื่น และมีคนสัมปทาน มาในส่วนภาคเอกชนก็จะเป็นลักษณะเช่นเดียวกัน เราต้องมองว่าตัวเองมีรัฐธรรมนูญรองรับอยู่แล้ว

อีกทั้งต้องพูดให้ชัดเจนว่า กสทช.เงา อาจจะเป็นคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการทำงานของ กสทช.ภาคประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ให้ใคร แต่เป็นการตรวจสอบความถูกต้อง และจัดทำแผนแม่บท แผนบริหารคลื่นความถี่ แล้วกสทช.เองทำหรือไม่ อย่างไร

 

Q : สุดท้ายอ.อยากจะฝากบอกอะไรกับขบวนการภาคประชาชนที่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการตั้งกสทช.ในครั้งนี้

ดร.จิรพร : จุดที่เป็นวิกฤตตอนนี้ เราจะต้องร่วมกันทบทวน อย่าง สสย.ที่เป็นจุดบอด และมีการทำงานเฉพาะจุด ซึ่งสื่อของภาคประชาชนเป็นสิ่งที่เบลอ และไม่ชัดเจน มันมีมิตินอกเหนือจากเด็กและเยาวชน ทั้งที่ดิน ทรัพยากร มิติเรื่องสตรีเพศ ฯลฯ อย่างไรก็ตามภาคประชาชนหายไปจากตรงนั้น

การตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการทำงานของ กทช.ภาคประชาชน และสังกัดใน คปส. ซึ่งจะต้องทำคู่ขนานกันไป ใครพร้อมก็เข้าเป็นสมาชิกและขยายไปสู่พื้นที่ต่างๆ สามารถดำเนินการเชิงพื้นที่ เชิงประเด็นได้อยู่แล้วa

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร