"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน ? (1)

Thu, 06/02/2011 - 14:09 -- ประชาธรรม

แน่นอนว่าแร่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่หลายครั้งหลายครา การได้มาซึ่งแร่ชนิดต่างๆ กลับต้องแลกมาด้วยการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงพืชพรรณสัตว์ป่าและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ในประเทศไทยมีกรณีความขัดแย้งในการทำเหมืองแร่เกือบทุกพื้นที่ที่มีการสัมปทาน ทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่ได้เกิด เป็นบทเรียนในการคำนวนผลได้-เสียเป็นอย่างดี

ประชาธรรมจึงขอนำเสนอซีรีย์ "แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ทุนบ้าน ? เป็นบทความจากนิตยาสาร "เส้นทางสีเขียว (Green line) ฉบับที่ 29 เดือนมกราคม-เมษายน 54  ของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลการทำเหมืองแร่ในประเทศไทย เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างการทำเหมืองแร่กับทรัพยากร ธรรมชาติ วิถีชีวิตที่ต้องเสียไป

 

สถิติโดยเฉลี่ย ในชีวิตมนุษย์หนึ่งคนใช้ทรัพยากรแร่ 2 ล้านกว่ากิโลกรัม หรือประมาณ 2,000 ตัน ตลอดช่วงชีวิต

บนพื้นที่การทำเหมืองแร่ ระมาณ 40 ชนิด ในพื้นที่เพียง 0.001% ของประเทศไทย มีเหมืองแร่ทั้งขนาดเล็กและใหญ่รวมกันกว่า 700 แห่ง โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยมูลค่าการผลิตแร่ของประเทศในปี 2552 เป็นเงิน 33907 ล้านบาท

ไม่มีใครปฏิเสธว่า "แร่" เป็นทรัพยากรพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่คุณค่าในความเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ความเป็นธรรมในการแบ่งปันผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลกระทบทางนิเวศวัฒนธรรมและสุขภาพจากการทำเหมือง รวมถึงสมดุลแห่งการพัฒนา ยังคงเป็นข้อขัดแย้งที่ถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่อง

หากเปรียบแหล่งแร่เป็นลายแทงขุมทรัพย์ กรณีศึกษา 3 กรณี จากเหมืองเกลือหิน เหมืองหินและโรงโม่ และเหมืองทอง ตัวอย่างเหล่านี้สามารถให้ภาพหลายมิติในวงจรชีวิตที่สัมพันธ์กับการทำเหมือง ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจ และทิศทางการพัฒนาของประเทศ

 

 

เกลืออีสานและโปแตช

อรุณ อินเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท เกลือ พิมาย จำกัด อ.พิมาย จ.นครราชสีมา อธิบายความสำคัญของเกลือว่า "นอกจากมนุษย์จะนำมาบริโภคแล้ว เรายังใช้เกลือทุกวันตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เพราะเกลือเป็นรากของอุตสาหกรรม ถ้าไม่มีเกลืออุตสาหกรรมทุกชนิดไม่เกิด"

มีข้อมูลระบุว่า คนไทยบริโภคเกลือประมาณ 27 กก./คน/ปี (เป็นอาหาร ประมาณ 7.5 กก./คน/ปี และอีก 19.5 กก./คน/ปี เป็นการบริโภคผ่านอุตสาหกรรม) บทบาทของเกลือในชีวิตประจำวันนอกจากจะเป็นแร่ธาตุที่ใช้บริโภคในครัวเรือน เช่น น้ำปลา เกลือแกง แท้จริงแล้วข้าวของเครื่องใช้รายรอบตัวเราจำนวนไม่น้อยก็เกี่ยวข้องกับเกลือโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสบู่ ผงซักฟอก ผงชูรส น้ำหอม กาว แก้ว กระจก กระดาษ เซรามิก ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ดีดีที เกลือยังใช้ในการทำน้ำให้บริสุทธิ์ ฝนเทียม เครื่องทำความเย็น ใช้แทนคลอรีนในสระว่ายน้ำ เป็นส่วนประกอบในการฟอกหนัง ฟอกสีกระดาษและสิ่งทอ ทำอะลูมิเนียม พีวีซี หนังเทียม ทำน้ำยาล้างหม้อน้ำรถยนต์ น้ำมันหล่อลื่น ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กกล้าและรถยนต์ ใช้ในอุตสาหกรรมหมักดอง ถลุงแร่ดีบุกและแทนทาลัม การแต่งแร่ สกัดทองคำ การขุดเจาะและกลั่นน้ำมัน รวมทั้งทำวัตถุระเบิด

ย้อนกลับไปดูบนแผ่นดินอีสานที่เคยมีการสำรวจแหล่งน้ำบาดาล โดย กรมทรัพยากรธรณี ในปี 2512-2513 และพบแร่เกลือหิน และแร่โปแตช (ชนิดคาร์นัลไลท์) ครอบคลุมพื้นที่ตลอดทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 แอ่งใหญ่ คือ แอ่งเหนือ หรือ แอ่งสกลนคร อยู่ทางตอนเหนือของที่ราบสูงโคราช ครอบคลุมพื้นที่ของจังหวัดอุดรธานี หนองคาย สกลนคร และนครพนม เนื้อที่ประมาณ 17,000 ตร.กม. ส่วน แอ่งใต้ หรือ แอ่งโคราช อยู่ทางตอนใต้ของที่ราบสูงโคราช ครอบคลุมพื้นที่ของจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เนื้อที่ประมาณ 33,000 ตร.กม. และหากคิดความหนาเฉลี่ยของแหล่งแร่ทั้งหมดเพียง 200 เมตร จะมีปริมาณแร่ไม่น้อยกว่า 21.6 ล้านล้านตัน และหากคิดราคาแร่ 500 บาท/ตัน จะมีมูลค่าถึง 10,800 ล้านล้านบาท

แร่เกลือหิน (salt rock) แบ่งตามส่วนประกอบทางเคมีออกเป็น 2 ประเภท

ประเภทที่ 1 ส่วนที่เป็นเกลือสินเธาว์ เรียกว่าแร่ เฮไลต์ (Halite) มีประโยชน์ที่สำคัญ นอกจากใช้ในการปรุงอาหารและถนอมอาหารแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากในการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหรรมหลายชนิดเช่นการทำโซดาไฟ และโซดาแอช

ประเภทที่ 2 ส่วนที่มีส่วนประกอบของธาตุโปแตสเซียม อยู่ด้วย เรียกว่า เกลือโปแตช มีหลายชนิด เช่น แร่ซิลไวท์ (Sylvite) แร่คาร์นัลไลท์ (Carnallite) แร่เคนไนท์ (Kainite) และแร่แลงบิไนท์ (Langbenite) เป็นต้น เกลือโปแตชมีประโยชน์ในการใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมี เนื่องจากมีธาตุโปแตสเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญ

 

 

ประจวบกับปลายปี 2513 ภาคกลางเกิดน้ำท่วมใหญ่ โกดังเก็บเกลือทะเลของชาวนาเกลือทะเลที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด ทำให้เกิดวิกฤติเกลือทะเลแพง จากตันละ 100 บาท พุ่งขึ้นเป็นตันละ 900-1,000 บาท ในปี 2514 ผู้ผลิตเกลือจึงย้ายฐานการผลิตสู่ดินแดนอีสาน มีการเจาะน้ำเกลือใต้ดิน บริเวณลุ่มน้ำเสียว อ.บรบือ จ.มหาสารคาม สูบขึ้นมาเพื่อต้มและตากเกลือ จนเป็นแหล่งผลิตเกลือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ต่อมาไม่นานก็เกิดวิกฤติน้ำเค็ม-ดินเค็มในลำน้ำเสียวทั้งสาย ทำให้สภาพแวดล้อมตลอดลำน้ำที่ไหลบรรจบกับแม่น้ำมูนกว่า 240 กม. เสื่อมโทรมอย่างหนัก น้ำเค็มกว่าน้ำทะเลถึง 2 เท่า สัตว์น้ำสูญพันธุ์ วัวควายล้มตาย นาข้าวทั้งลุ่มน้ำเสียหาย ประชาชนลุ่มน้ำเสียวจึงลุกฮือขึ้นต่อต้าน เป็นผลให้รัฐบาลมีคำสั่งปิดกิจการผลิตเกลือสินเธาว์ในเขตลุ่มน้ำเสียวทั้งหมดในปี 2523 กลุ่มนายทุนจึงเคลื่อนย้ายไปผลิตในพื้นที่อื่นๆ ทั่วอีสาน โดยเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิตเป็น "เกลือตาก" หรือ เกลือบาดาล โดยการอัดน้ำลงในพื้นดินที่มีแร่เกลือหิน เพื่อละลายเกลือหิน จากนั้นก็สูบขึ้นมาตากบนลานดินหรือลานซีเมนต์ เรียกว่า "นาตาก"

เมื่อนาเกลือมาอยู่บนที่ราบสูงอีสาน ผลกระทบร้ายแรงที่เกิดตามมาคือ ที่ดินทำกินเปลี่ยนมือจากชาวบ้านเป็นของนายทุน ป่าไม้ถูกตัดลงเป็นเชื้อเพลิงในการต้มเกลือ ที่สำคัญคือปัญหาการแพร่กระจายของน้ำเค็มจากนาเกลือไปสู่แหล่งน้ำใต้ดินและบนผิวดิน ไร่นา แหล่งกสิกรรม แหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าน รวมถึงปัญหาหลุมยุบจากการสูบน้ำเกลือใต้ดินที่ขยายแผ่พื้นที่ไปอย่างกว้างขวาง ส่วนการลักลอบสูบน้ำเกลือใต้ดินและปล่อยของเสียจากกระบวนการผลิตยังคงมีการลักลอบทำโดยผู้ประกอบการรายเล็กเป็นจำนวนมาก แต่จวบจนปัจจุบัน การพัฒนาอุตสาหกรรมยิ่งทำให้ความต้องการใช้เกลือมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมเกลือโดยการวางแผนโครงการทำเหมืองแร่โปแตช ในจังหวัดชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่น มหาสารคาม ตลอดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ยังคงตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยโปแตชและเกลือในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้เกลือที่ได้จากเหมืองละลายเกลือ และเกลือที่เป็นผลพลอยได้จากเหมืองแร่โปแตช ด้วยกำลังผลิตเกลืออย่างน้อย 7-10 ล้านตัน/ปี โดยปัญหาที่ถูกสั่งสมมายังไม่ได้รับการฟื้นฟูแก้ไข และค่าภาคหลวง 44 บาท/ตัน ก็ไม่อาจเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

ในปี พ.ศ. 2515 เหมืองพิมายเคยทำการผลิตเกลือแบบการทำนาตาก โดยมีการควบคุมไม่ให้ความเค็มกระจายออกสู่ภายนอกได้  แต่บริเวณสภาพพื้นที่ที่ทำการผลิตก็ถูกเกลือแทรกซึมอยู่ในดิน ไม่สามารถปลูกพืชได้  จนกระทั่งมาถึงปี พ.ศ. 2530 กระแสด้านการใส่ใจในสิ่งแวดล้อมของสังคมเริ่มเข้มข้นมากขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมภาพพจน์การผลิตเกลือเพื่ออุตสาหกรรม  ผู้บริหารเหมืองพิมายเริ่มมองหาเทคโนโลยีใหม่ ๆจากต่างประเทศ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นผลให้เกิดความยั่งยืนของธุรกิจ ซึ่งการผลิตและการค้าเกลือยังมีลู่ทางเติบโตอีกมหาศาลในอนาคต

อรุณ อินเจริญศักดิ์ อธิบายถึงกระบวนการผลิตเกลือในพื้นที่ใหม่ของบริษัท หลังจากได้เทคโนโลยีสะอาดมาจากยุโรปว่า

ในปี 2532 เหมืองพิมายเริ่มผลิตเกลือโดยใช้การทำเหมืองแบบเหมืองละลายแร่ที่เป็นระบบปิดทั้งหมด เริ่มจากการเจาะฝังท่อลงไปใต้ดิน จนถึงชั้นแร่เกลือหินที่ความลึกประมาณ 200 เมตร  สอดใส่ท่อ 2 ขนาดซ้อนกันลงไป  ในการละลายจะเว้นชั้นเกลือหินด้านบนไว้  25  เมตร และเว้นด้านข้างไว้  40 เมตร เพื่อเป็นคานและเสาไว้รับน้ำหนัก  และใช้การอัดฉีดน้ำลงไปละลายเกลือจนเกิดเป็นโพรงเกลือตามที่ออกแบบไว้  น้ำเกลืออิ่มตัวจะถูกแรงดันขึ้นมาจากบ่อผลิต  จากนั้นจะนำน้ำเกลือดิบไปผ่านการทำให้บริสุทธิ์ก่อนป้อนเข้าไปต้มในระบบหม้อเคี่ยวเกลือ จนกระทั่งตกผลึกกลายเป็นเกลือบริสุทธิ์ออกมา   ส่วนบ่อผลิตน้ำเกลือนั้นโพรงเกลือจะค่อย ๆขยายตัว  จะมีการตรวจวัดรูปร่างของบ่อเกลืออยู่เป็นระยะเพื่อตรวจสอบและควบคุมขนาดของโพรงเกลือ  ในการควบคุมการละลายในโพรงเกลือ  จะมีการใช้น้ำมันดีเซลใส่ไว้ให้ลอยอยู่เหนือน้ำเกลือเพื่อควบคุมการละลายของเกลือหินให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ   ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการทรุดตัวของดินด้านบน    โพรงเกลือแต่ละโพรงจะมีรูปร่างคล้ายลูกข่างที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เมตร โดยโพรงแต่ละโพรงจะผลิตเกลือได้ประมาณ 3 แสนตัน  เมื่อโพรงเกลือขยายจนได้ขนาดตามที่ออกแบบไว้จะหยุดการผลิต  โพรงจะเต็มด้วยน้ำเกลืออิ่มตัวตลอดเวลา  และจะรักษาระดับความดันและปิดโพรงไว้  ตลอดช่วงการใช้งานจะมีการตรวจวัด รูปร่างและขนาดโพรงเกลือประมาณ  3  ครั้ง

ที่ผ่านมาเหมืองละลายแร่ของบริษัทเกลือพิมายได้สร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไปที่ทำการละลายและสูบน้ำเกลือในชั้นเกลือตอนบน ทำให้เกิดปัญหาแผ่นดินทรุด เนื่องจากไม่มีการควบคุมขนาดและรูปร่างของโพรงเกลือ รวมถึงการแพร่กระจายของเกลือที่สร้างความเดือดร้อนต่อวิถีชีวิตชุมชนชาวอีสานมาเนิ่นนาน

ผลพวงของการลงทุนทางเทคโนโลยีชั้นสูงราคาแพง ไม่เพียงทำให้การผลิตเกลือของเหมืองพิมายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังทำให้เหมืองพิมายกลายเป็นผู้ผลิตเกลือรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยการเจาะบ่อละลายแร่เกลือหินจากโพรงประมาณปีละ 5 โพรง มีกำลังผลิตเกลือปีละ 1.5 ล้านตัน จากสัดส่วนผลผลิตเกลือทั้งหมดภายในประเทศ 2 ล้านตัน (เกลือสินธ์เทา 3-4 แสนตัน เกลือทะเล 1-2 แสนตัน)  โดยเกลือร้อยละ 80 ความบริสุทธิ์ 99.9% จะถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม ส่วนที่เหลือจะเติมสารไอโอดีนบรรจุถุงจำหน่ายเป็นเกลือตราปรุงทิพย์สำหรับบริโภคในครัวเรือน

"สมัยก่อนความเจริญเติบโตยังน้อย ท่านยังไม่ใช้เสื้อผ้าแพง ไม่ได้ใช้รถยนต์เยอะ ไม่ได้ใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย มีคอมพิวเตอร์ปริมาณยังน้อย เกลือที่เคยผลิตแบบเมื่อก่อนมันยังสามารถรองรับความต้องการได้โดยวิธีที่ชาวบ้านทำนาเกลือทะเลบ้าง นาเกลืออีสานบ้าง แต่ตอนนี้อุตสาหกรรมขยายตัวตามความต้องการใช้สินค้าที่มากขึ้น ปี 2517-2518 ความต้องการใช้เกลือประมาณ 6-7 หมื่นตัน แต่เทียบกับตอนนี้ความต้องการเกลือในอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดก็เกือบล้านตัน ดังนั้นไม่สามารถเทียบกันได้ ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมีผลผลิตเกลือขนาดที่สามารถรองรับปริมาณความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ " อรุณ พูด

ในด้านสิ่งแวดล้อม เต็มพื้นที่หลายพันไร่ของเหมืองพิมายมีการปลูกต้นไม้จนกลายเป็นหย่อมป่า และให้พนักงานเช่าที่นาทำนาอินทรีย์ ใช้วิธีไถกลบไม่มีการเผา ผลผลิตจากนาข้าวที่ได้รับคือดัชนีชี้วัดว่าเหมืองละลายแร่ไม่ได้ก่อให้เกิดน้ำเค็ม-ดินเค็มเช่นในอดีต

แต่หากมองย้อนกลับไปบนแปลงนาตากผืนเดิม ไม่ไกลจากพื้นที่เหมืองพิมายยุคใหม่ที่ดำเนินการผลิตเกลือในวันนี้ กว่า 20 ปีมาแล้วที่พวกเขาพยายามจะฟื้นฟูเยียวยาผืนดินและแหล่งน้ำให้กลับมาเหมือนเดิม จากการลงทุนขนานใหญ่ในพื้นที่ 50 ไร่ ด้วยการใช้อินทรียสาร ยกร่องน้ำ ล้างดินเค็ม แต่สภาพปัญหาดินเค็ม และดินเสื่อมโทรมจนพืชพรรณล้มตายในอดีต ปัจจุบันสามารถปลูกพืชทนเค็มได้ แต่การฟื้นฟูจะต้องใช้เวลาและเงินลงทุนจำนวนมาก

"ถ้าคุณทำนาเกลือ คุณได้เท่าไร เสร็จแล้วจะมาฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณเคยได้มาเท่าไหร่คุณจะไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีทางคุ้ม ...คนเราทำแล้วต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ อย่าปฏิเสธความรับผิดชอบ ใครทำคนนั้นต้องแก้ บ้านเราก็จะเจริญ เราคิดว่าเราทำกรรมไว้เราก็ควรทำความดีชดใช้กรรมนั้น" อรุณ พูด

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีหลายปรากฎการณ์ที่ชี้ให้เห็นอนาคตของการทำเกลือในภาคอีสาน โดยเฉพาะกฎหมายแร่ใต้ดิน หรือ พ.ร.บ.แร่ ที่พยายามจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม ในปี 2545 ให้การทำเหมืองใต้ดินที่อยู่ลึกเกิน 100 เมตร ไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของที่ดินบนดิน และถือว่าเลยแดนกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินบนดินไปแล้ว โดยแร่ที่ลึกไปกว่านั้นเป็นของรัฐที่จะให้ใครทำประโยชน์ก็ได้ โดยให้ประชาชนในเขตเหมืองเป็นเพียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองเท่านั้น

กฎหมายเหมืองใต้ดินดังกล่าวจึงเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อเหมืองโปแตซที่ชั้นแร่อยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 300 เมตร โดยมองข้ามไปว่า การส่งเสริมให้มีการทำเหมืองเกลือโปแตซ เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยเคมี และอุตสาหกรรมเคมีต่อเนื่องที่ใช้เกลือเป็นวัตถุดิบ จะทำให้มีเกลือซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองโปแตชในปริมาณมหาศาล ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตที่พอดีกับความต้องการใช้ภายในประเทศถึง 5 เท่า (ประมาณ 10 ล้านตัน) และจะทำลายวงจรการผลิตเกลือของผู้ประกอบการรายย่อยทั้งหมดที่มีในประเทศอย่างสิ้นเชิง ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ข้อจำกัดด้านภาษี และพื้นที่

แต่การค้าเกลือจากเหมืองโปแตชจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับนายทุนรายใหญ่ซึ่งจะผลิตเกลือป้อนอุตสาหกรรมเคมีต่อเนื่องที่กำลังตั้งเป้าจะขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ในประเทศ และสร้างเส้นทางเชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมในระบบเศรษฐกิจข้ามชาติเท่านั้น

 

ถนนสู่ความเจริญ กับภูเขาที่หายไป

อีกกรณีของการทำเหมืองที่เป็นข่าวดังเมื่อ 5-6 ปีก่อน จากภาพสะเทือนใจที่ทำให้สังคมเปลี่ยนชื่อเรียก วัดถ้ำยอดทอง ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ว่า "วัดหมวกกันน็อค" เพราะตั้งอยู่ที่บริเวณเขาสามง่าม ซึ่งห่างไปเพียง 50 เมตร ก็มีโรงโม่หินที่ระเบิดหินอยู่เป็นประจำทำให้ก้อนหินปลิวกระเด็นมาโดนพระบาดเจ็บ หลังคาวัดเสียหาย จนถึงขั้นพระในวัดต้องสวมหมวกกันน็อคป้องกันอันตรายมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี

ณ ขณะนั้น ผลกระทบที่เกิดจากเหมืองหิน โรงโม่หิน เป็นประเด็นร้อนที่ได้รับการตีแผ่ผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลระบุว่า ในปี 2548 มีโรงโม่บดและย่อยหิน เหมืองหินที่ดำเนินกิจการทั่วประเทศประมาณ 329 แห่ง แต่ปัญหาที่เกิดจากการละเมิดข้อกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับตามกฎหมายสัมปทานบัตร ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนมีการร้องเรียนผ่านคณะกรรมการสิทธิมุษยชนแห่งชาติ ในพื้นที่ต่างๆ ถึง 20 กรณี เช่น การอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่โดโลไมต์ หินอุตสาหกรรมก่อสร้าง และโรงโม่หิน 6 ราย บริเวณเทือกเขาแรด จังหวัดกาญจนบุรี และกว่า 70 ราย บริเวณตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ที่ทำให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต้องประกาศให้ตำบลหน้าพระลานเป็นเขตควบคุมมลพิษ

คำถามเวลานั้น คือ การอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่โดโลไมต์ หินอุตสาหกรรมก่อสร้าง และโรงโม่หิน ที่ต้องห่างจากชุมชน ถนน และวัด 500 เมตร หรือการดูแลควบคุมกิจการโรงโม่บดหรือย่อยหิน รวมทั้งเหมืองหิน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มีการควบคุมให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นเหล่านั้นไม่มีกลไกในระดับท้องถิ่นให้ชาวบ้านเข้าไปร้องเรียนได้

ล่าสุดกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเหมืองหินเขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ที่คัดค้านการต่ออายุประทานบัตรระเบิดหินบนภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ซึ่งดำเนินการมาเป็นเวลา 30 ปี โดยก่อนนั้นกรมทางหลวงจะนำหินมาทำถนนสายหาดใหญ่-พัทลุง และระบุประเภทว่าเป็นเหมืองหินที่ใช้ในการก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดสงขลา แต่ภายหลังถูกตรวจสอบว่าหินได้ถูกส่งออกไปยังประเทศอินเดียเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับ กรณีเหมืองหิน 2 แห่ง ที่บ้านต้นแซะ ต.คลองเปียะ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งภาพรวมแล้วล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันสุขสงบของชาวบ้านในพื้นที่มานับ 10 ปี และแม้ผู้เดือดร้อนจะมีการประท้วงและร้องเรียนผ่านหน่วยงานรับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ หลายๆ ครั้ง แต่ดูเหมือนปัญหาจะไม่ยุติลงโดยง่าย

ภาพของกิจกรรมเหมืองหิน-โรงโม่ จึงติดอยู่กับการเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองและเศษหินที่สามารถกระจายลงสู่แม่น้ำและชุมชน สร้างเสียงดังและแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดที่ทำให้บ้านเรือนและชุมชนเสียหาย ถนนเสียหายจากการขนส่งหินโม่ พื้นที่ป่าไม้และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าสูญเสียไป เกิดทัศนอุจาดต่อทิวทัศน์เทือกเขา และลดคุณค่า หรือส่งผลเสียหายถึงแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงของทิศทางน้ำ คุณภาพน้ำบนผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดิน หรือแม้กระทั่งทำให้เสียโอกาสในการศึกษา สำรวจ แหล่งท่องเที่ยวและโบราณคดีในบริเวณประทานบัตร

ส่วนการอนุมัติให้มีการทำเหมืองในพื้นที่ป่าธรรมชาติและป่าอนุรักษ์ประเภทต่างๆ ตามกฎหมายกำหนดที่ยังคงเกิดขึ้นเสมอๆ ก็ยิ่งทำให้ประเด็นปัญหาเพิ่มความรุนแรงขึ้น ดังเช่นกรณีของการอนุญาตทำเหมืองแร่ในป่าชายเลนในจังหวัดพังงาและจังหวัดระนอง ส่วนพื้นที่ป่าที่มีการอนุญาตทำเหมือง เช่น ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม และพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น 1 เอ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าพระพุทธบาทและป่าพุแค อ.พระพุทธบาท และ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี และพื้นที่อนุรักษ์อีกหลายพื้นที่

ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ย่อมทำให้ผู้ประกอบการเหมืองเข้าใจถึงแรงกดดันทางสังคมที่มีต่อกิจการของตนเองมากยิ่งขึ้น แต่ทางเลือกระหว่างผลกำไร กับสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ปัญหาที่ผ่านมาได้ชี้ชัดว่าทั้งสองอย่างมักไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ

แต่กับ ประสิทธิ์ ทวนดำ ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่โดโลไมต์และหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างมา 18 ปี เขาเชื่อว่าการทำเหมืองที่ดีและการให้เหมืองอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถ

"เมื่อเราทำลายธรรมชาติแล้ว ก็ต้องคืนกำไรให้ธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุดคือชุมชน ถ้าเรารักษาชุมชนไม่ได้ โรงโม่หินก็ไม่สามารถอยู่ได้" ประสิทธิ์ บอกถึงบโยบายของ บริษัท ตรัง ยู ซี จำกัด

เหมืองของประสิทธิ์ ตั้งอยู่ในบริเวณภูเขาลูกเล็กๆ 4 ลูก ที่เชื่อมกับเทือกเขานางประหลาด ใน อ.ย่านตาขาว และ อ.นาโยง จ.ตรัง เป็นที่ดินในเขตป่าเสื่อมโทรมตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 9 พ.ค. 2532 จัดอยู่ในลุ่มน้ำขั้นที่ 3 และ 4 เขาย้อนเล่าถึงอดีตในฐานะที่เป็นคนในพื้นที่มาแต่กำเนิด

20 กว่าปีก่อนยางพาราขายได้ กก.ละไม่ถึง 10 บาท แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตขาดแคลนปูนในประเทศ เพราะเป็นยุคต้นที่มีผู้ผลิตไม่มาก และปูนเป็นสินค้าที่ผูกขาดการขายและการใช้งานโดยภาครัฐ เพื่อการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ยิ่งหลังสงครามหาบูรพา ความต้องการใช้ปูนเพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองยิ่งมากขึ้นจนผลิตไม่ทันและขาดแคลน ปูนจึงมีราคาสูงชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณภูเขาหินปูน ถือฆ้อนเดินขึ้นเขา ทำอาชีพตีหิน ขายหินย่อยส่งโรงโม่หินกันเป็นจำนวนมาก

ด้วยลู่ทางการค้าที่สดใส ประสิทธิ์ตัดสินใจขอประทานบัตรทำเหมืองหิน-โรงโม่

"ตอนนั้นที่โรงโม่เกิดได้ เพราะแถวนี้ไม่มีโรงโม่หิน ตอนนั้นในจังหวัดตรังมีแค่ 2 โรง ผู้ว่าฯ ก็เห็นว่าถ้ามีโรงโม่แถวนี้จะได้พัฒนาพื้นที่-ทำถนนได้มากขึ้น ไม่ต้องเสียค่าขนส่งหินมาจากที่อื่น ตอนก่อตั้งโรงงานเริ่มแรกมีพื้นที่ 3 ไร่กว่า การขออนุญาตทำกิจการโรงโม่ตอนนั้นใช้ มาตรา 9 กฎหมายที่ดิน ของกรมพัฒนาที่ดิน อนุญาติให้ขุดแร่ได้ เมื่อก่อนอุปกรณ์ที่ใช้ก็ไม่มีอะไร ใช้ฆ้อน ใช้สิ่ว เครื่องมือมันไม่เหมือนสมัยนี้" ประสิทธิ์ เล่า

มาถึงปัจจุบันธุรกิจเหมืองหินของประสิทธิ์มีพื้นที่ประทานบัตร 2 แปลง รวม 200 กว่าไร่ กำลังการผลิตเดือนละ 15,000-20,000 ตัน เสียค่าภาคหลวง หินอุตสาหกรรมก่อสร้าง 4.20 บาท/ตัน และแร่โดโลไมต์ 14 บาท/ตัน ทั้งหินและแร่โดโลไมต์ส่งขายในประเทศเท่านั้น และกำลังขอประทานบัตรเพิ่มอีก 300 ไร่ มีพื้นที่รอบโรงงานที่ซื้อมาจากที่นาเก่าของชาวบ้านอีกประมาณ 1,100 ไร่ ซึ่งปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อกรองฝุ่น และเป็นพื้นที่กันชนจากแรงสั่นสะเทือนและหินปลิวจากแรงระเบิด

"ตั้งแต่เปิดเหมืองมาไม่เคยมีการร้องเรียนจากชาวบ้านแม้แต่ครั้งเดียว" สุดหทัย ทวนดำ ลูกสาวของประสิทธิ์ซึ่งมีตำแหน่งรองผู้จัดการยืนยัน

สุดหทัย อธิบายข้อดีของเหมืองตรัง ยู ซี ที่ตั้งอยู่บนนาข้าวและทุ่งโล่ง ห่างจากชุมชน และเป็นเหมืองขนาดเล็กที่มีกำลังผลิตน้อย และเป็นการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอยู่ในประเทศเท่านั้น กิจกรรม เช่น การระเบิดหิน เครื่องจักรต่างๆ หรือการย่อยหิน จึงไม่ส่งผลกระทบกับชุมชนเช่นเหมืองอื่นๆ ที่ทั่วไปมักนิยมใช้วิธีการทำเหมืองแบบหน้าเขา หรือไหล่เขา เนื่องจากต้นทุนการขนส่งต่ำ แต่เหมืองของเธอมีการทำเหมืองที่ปัจจุบันอยู่บนพื้นราบและกำลังเจาะลงลึกไปในพื้นดินแล้ว ส่วนบนเขาก็มีการทำเหมืองแบบบ่อเหมือง โดยเหลือปีกเขาและมีการขุดร่องน้ำไว้ป้องกันเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิด ไม่มีการเปิดหน้าเหมืองที่ติดต่อกับทางสาธารณะ มีการปรับปรุงเครื่องจักรไม่ให้เสียงดังไปไกลถึงชุมชน เวลาทำงานของเหมืองก็จะเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเท่านั้น ส่วนเหมืองเก่าก็มีการปลูกต้นไม้ฟื้นฟูที่ดินควบคู่ไปกับการทำเหมืองมาตั้งแต่ต้น

ปัญหาใหญ่เรื่องฝุ่น ทางเหมืองมีมาตรการป้องกันฝุ่นไว้ในทุกกระบวนการ เช่น รถขนแร่ต้องคลุมผ้าใบก่อนออกจากโครงการ รถน้ำวิ่งพรมน้ำบนถนนในโครงการวันละ 3-4 ครั้ง ติดตั้งม่านพรางแสงทั่วทั้งโรงโม่ พร้อมทั้งติดสเปรย์น้ำทุกจุดที่ทำให้เกิดฝุ่น มีการฟื้นฟูเหมืองหินเก่าโดยพัฒนาเป็นแหล่งน้ำเพื่อใช้ลดปริมาณฝุ่น เว้นการทำเหมืองบริเวณลำห้วยสาธารณะ และมีการติดตามผลกระทบที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นเพื่อหาทางแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

สุดหทัย บอกถึงสิ่งสำคัญที่สุดตามนโยบายที่พ่อของเธอกำหนดไว้ต่อกิจการเหมือง คือ เหมืองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ การบูรณะหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน เช่น ปรับปรุงซ่อมแซมถนน ร่วมพัฒนาพื้นที่สาธารณะประโยชน์ การหาแหล่งน้ำให้ชุมชนไว้ใช้ในหน้าแล้ง หรือกิจกรรมอื่นๆ จึงเป็นเสมือนการพัฒนาบ้านของตนเองด้วย ส่วนคนงานรวมเกือบ 100 คนในเหมืองคือลูกหลานของชาวบ้านในบริเวณนั้นเกือบทั้งหมด ดังนั้นการจัดการผลกระทบในด้านต่างๆ ภายในเหมือง หากขาดความจริงจังและจริงใจก็จะถูกตรวจสอบโดยคนงานในเหมืองซึ่งเป็นคนในชุมชนนั่นเอง

"สภาพโรงงานเทียบได้เหมือนไข่แดง เมื่อก่อนที่ดินตรงนี้เป็นทุ่งนา-ที่โล่ง เดี๋ยวนี้ที่ดินของเหมืองทั้งหมดล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ ฝุ่นที่เกิดขึ้นจากเหมืองจึงมีน้อยมากไม่เหมือนเหมืองทั่วไป รัศมี 1 กิโลเมตรจากเหมืองจะไม่ได้รับผลกระทบจากเสียง-แรงสั่นสะเทือน ก่อนระเบิดเราจะส่งสัญญาณไปก่อน 15 นาที ซึ่งชาวบ้านแถวนี้ก็รู้กันหมดเพราะอยู่กันมานานและเป็นพื้นที่ของเราเองด้วยจึงไม่ค่อยมีชาวบ้านเข้ามาพลุกพล่าน" สุดหทัย พูด

มาถึงวันนี้ที่ ประสิทธิ์ คลุกคลีอยู่ในแวดวงเหมืองมาเกือบตลอดชีวิต เขาคิดถึงตลาดปูนซีเมนต์ที่เป็นตลาดเสรี แต่การทำเหมืองหินแม้จะมีผลตอบแทนดี แต่ก็มีอุปสรรคคือการเริ่มต้นต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมหาศาล รวมถึงกระแสข่าวและภาพกิจกรรมของเหมืองหิน-โรงโม่ส่วนใหญ่ในประเทศมักส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก ดังนั้นในจังหวัดตรัง หรือจังหวัดอื่นๆ ถ้าจะมีการขอสัมปทานเปิดเหมืองใหม่จะทำได้ยากกว่าเดิมมาก

ปัจจุบันมีสถานประกอบการเหมืองหิน และโรงโม่บดหรือย่อยหินกว่า 500 รายทั่วประเทศ มีปริมาณการใช้หินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างปีละมากกว่า 100 ล้านตัน ขณะที่รัฐบาลพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจการก่อสร้างเติบโตขึ้น รวมถึงการดำเนินการโครงการลงทุนของภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ เช่น ทางด่วน รถไฟฟ้าสายต่างๆ ซึ่งหมายความว่าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ภายในประเทศมีการขยายตัวขึ้นมาโดยตลอด

ที่น่าจับตากว่านั้น คือ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้ ที่จะเป็นตัวแปรในการกำหนดอนาคตของแหล่งหินและภูเขาหินปูนในภาคใต้ เมื่อรายงานการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปาบารา อ.ละงู จ.สตูล ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปเมื่อปลายปี 2552 โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องจากท่าเรือปากบาราก็จะทยอยเกิดขึ้นตามมาพร้อมๆ กัน เช่น การก่อสร้างทางรถไฟ และถนนที่ตัดใหม่เชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกปากบารา กับท่าเรือสงขลาสงขลาแห่งที่ 2 การวางท่อขนส่งน้ำมัน บนพื้นที่อีก 10,000 ไร่ พื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องพัฒนาควบคูกับท่าเรือน้ำลึก บนเนื้อที่ประมาณ 150,000 ไร่ ซึ่งทั้งหมดจะต้องมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการก่อสร้างจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะหินก่อสร้างและดินถม

เรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีการเปิดสัมปทานแหล่งหินใหม่ๆ และภูเขาที่หายไป เพื่อสนองตอบโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่

 

 

"ทองคำ" ในความร่ำรวย?

ปี 2527 กรมทรัพยากรธรณี (เปลี่ยนเป็นกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือ กพร. ในปี 2545) ได้ดำเนินการสำรวจแร่ทองคำและพบพื้นที่ศักยภาพของแร่ทองคำ 2 บริเวณใหญ่ คือ บริเวณขอบที่ราบสูงโคราช ในท้องที่จังหวัดเลย หนองคาย เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี และระยอง และบริเวณท้องที่จังหวัดเชียงราย ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย และตาก จากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศนโยบายว่าด้วยการสำรวจและพัฒนาแร่ทองคำ ในปี 2530 มีการกำหนดพื้นที่เพื่อการพัฒนาเหมืองแร่ทองคำเป็นโครงการใหญ่หลายบริเวณเพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาสำรวจ

การสำรวจหาข้อมูลศักยภาพแร่ทองคำเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน นำไปสู่การเข้ามาของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 340,000 ไร่ พบสินแร่ทองคำ 3 แห่ง คือ ภูทับฟ้า ภูเหล็ก และภูซำป่าบอน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ต่อมาได้รับประทานบัตรทำเหมืองทองคำในปี 2546 เป็นเวลา 25 ปี จำนวน 6 แปลง พื้นที่ 1,308 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ภูทับฟ้า 1,080 ไร่ และภูซำป่าบอน 228 ไร่ บริษัทเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2549 โดยมีกรรมสิทธิที่ดิน เป็น น.ส.3 ก. 35 ไร่ ส่วนพื้นที่อื่นๆ มีทั้งส่วนที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าโคกภูเหล็ก และส่วนที่อยู่นอกเขตป่าสงวนที่มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยชาวบ้าน

ในปี 2552 บริษัททุ่งคำฯ มีปริมาณสินแร่สำรอง 730,000 ตัน มีกำลังผลิตวันละ 2,000 ตัน ได้แร่ทองคำราว 2-3 กรัม/ตัน ปัจจุบันกำลังดำเนินการยื่นคำขอประทานบัตรเพิ่มเติม จำนวน 300 แปลง บนเนื้อที่ 30,114 ไร่ ในเขตอำเภอวังสะพุงและอำเภอเมือง

จากสายแร่ที่พาดผ่านจากตอนบนของอีสาน จากเลย มาสู่รอยต่อของจังหวัดเพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก บริเวณเขาหม้อ เขาเจ็ดลูก บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด เป็นผู้ได้สิทธิสำรวจด้วยการขออาชญาบัตรพิเศษ และประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำชาตรี พื้นที่ 5 แปลง รวม 2,835 ไร่ ในปี 2543 โดยประเมินว่าในหิน 1 ตันมีแร่ทองคำประมาณ 2.7 กรัม และเงิน 13.3 กรัม และในปี 2551 เมื่อประทานบัตรโครงการแรกใกล้หมดอายุ โครงการเหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือ ก็ได้รับประทานบัตร 9 แปลง พื้นที่รวม 2,628 ไร่ ซึ่งประเมินว่าจะมีปริมาณทองคำบริสุทธิ์มากกว่าเฟสแรก เกือบ 3 เท่าตัว

หลังเปิดดำเนินการมานานหลายปี บริษัทอัคราฯ คาดว่าแร่ทองในแหล่งชาตรีและชาตรีเหนือจะหมดลงภายใน 6-7 ปีข้างหน้า จึงเริ่มขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจหาแหล่งสำรองแร่ทองคำแห่งใหม่ครอบคลุมพื้นที่ 1,128,750 ไร่ ในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก และในจังหวัดลพบุรี จันทบุรี และระยอง โดยในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด ซึ่งได้รับอนุญาตในปี 2549 แล้ว 507,996 ไร่ พบแหล่งแร่ทองคำที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ประมาณ 12,500 ไร่ เรียกว่า "แหล่งสุวรรณ" และ "แหล่งโชคดี" 18,750 ไร่

ในปี 2553 บริษัทอัคราฯ ลงทุนขยายกำลังการผลิตถลุงแร่ทองคำเพิ่มขึ้น จากโรงงานเดิมที่มีกำลังการผลิตปีละ 2.3 ล้านตัน เป็น 5 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันปีละ 5100 ล้านบาท (กำไรสุทธิ 2700 ล้านบาท) เป็น 7000 ล้านบาท และกำลังอยู่ระหว่างการขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในอนาคตยังมีแผนจะเข้าไปลงทุนทำเหมืองแร่ทองคำในลาว กัมพูชา พม่า และกำลังมองหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะต่อยอดธุรกิจสร้างโรงงานแยกทองคำบริสุทธิ์ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแยกทองคำบริสุทธิ์ในภูมิภาค (ปัจจุบันทองคำที่ถลุงได้ในรูปแท่งโลหะผสม หรือ แท่ง"โดเร่" ในประเทศ จะส่งออกไปเข้าโรงงานแยกทองคำบริสุทธิ์ที่ฮ่องกง ก่อนจะจำหน่ายต่อไป)

แต่ตัวเลขผลกำไรที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องตามราคาขายทองในท้องตลาด ยังมีภาพตรงกันข้ามบนพื้นที่นับล้านไร่ที่มีการสำรวจและทำเหมืองทองคำที่ต้องเผชิญกับปัญหาเรื้อรังและไม่มีทีท่าจะยุติได้

ในการทำเหมืองของบริษัททุ่งคำฯ บนภูทับฟ้าและภูซำป่าบอน จะต้องถางป่า ระเบิดภูเขาและหน้าดิน เพื่อขุดหินดินทรายออกมา 2 ล้านกว่าตัน ในจำนวนนี้จะมีเนื้อหินปนแร่ทองคำประมาณ 1 ล้านตัน โดยมีแร่ทองคำ 5 กรัม/ตัน เมื่อผ่านกระบวนการแต่งแร่คาดว่าจะได้ทองคำประมาณ 5 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1500 ล้านบาท แต่ที่ตั้งของเหมืองที่อยู่บนภูเขาสูง และมีพื้นที่ราบคั่นอยู่ระหว่างภูทับฟ้าและภูซำป่าบอน โดยมีลำห้วยสาธารณะคือห้วยผุก เป็นลำน้ำสาขาซึ่งจะไหลลงมาสู่ลำน้ำฮวย ลุ่มน้ำและที่ราบบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของชุมชน 6 หมู่บ้าน ใน ต.เขาหลวง และหนึ่งในนั้น คือ บ้านนาหนองบง ชุมชนที่อยู่ห่างจากเหมืองเพียง 500 เมตร

หลังจากเหมืองทองคำเริ่มดำเนินการ การปนเปื้อนของไซยาไนด์ที่ใช้ในกระบวนการสะกัดทอง รวมถึงพบโลหะหนัก เช่น สารหนู เหล็ก แมงกานีส แคดเมียม ปรอท และตะกั่ว ซึ่งเป็นองค์ประกอบในสินแร่ทองคำ พบอยู่ในลำห้วย แหล่งน้ำบาดาล และระบบประปา รวมถึงอาการเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้นของชาวบ้าน

ความเดือดร้อนนานปีที่พยายามเก็บข้อมูลผลกระทบร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานเพิ่งได้รับการยืนยันจากผลตรวจวัดคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษ ในปี 2551 ต่อมาในปี 2552 สาธารณสุขจังหวัดเลยออกประกาศเตือนไม่ให้บริโภคแหล่งน้ำดังกล่าว ชาวบ้านต้องซื้อน้ำดื่ม ไม่สามารถหาปลาหรือพืชผักตามแหล่งน้ำมาทำอาหารได้ ที่น่าวิตกกว่านั้น คือ การเจาะเลือดชาวบ้านรอบเหมือง ในปี 2553 ผลตรวจพบมีทั้งไซยาไนด์ ปรอท ตะกั่ว อยู่ในเลือดของชาวบ้าน และหลายคนมีค่าเกินมาตรฐาน

ล่าสุดผู้ได้รับผลกระทบรวมกลุ่มยื่นเรื่องถึงรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีมีมติวันที่ 8 ก.พ.2554 ให้ชะลอการขยายพื้นที่ทำเหมืองบนภูเหล็กรวมถึงแปลงอื่นๆ ของบริษัท แต่ก็ยังมั่นใจไม่ได้ว่า ผู้ได้รับผลกระทบต่อวิถีชีวิต การทำมาหากิน และสุขภาพ จะได้รับการชดเชย-เยียวยา และจะมีผู้ใดมารับผิดชอบ

ส่วนค่าภาคหลวงของแร่ทองคำที่ถูกจัดเก็บในอัตราร้อยละ 2.5 ในอดีต และอัตราร้อยละ 2.5 ไปจนถึงร้อยละ 20 ในอัตราก้าวหน้า เมื่อปี 2550 ที่จะถูกนำไปจัดสรรให้รัฐ 40% อบจ.และ อบต./เทศบาลในพื้นที่ประทานบัตรแห่งละ 20% ในขณะที่ส่วนที่เหลือ 10% จะถูกนำไปจัดสรรให้กับ อบต.อื่นๆ ในจังหวัดที่ตั้งเหมืองแร่ และ อบต.อื่นๆ ทั่วประเทศ ก็ไม่เคยถึงมือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำเหมืองแร่

อีกด้านหนึ่งในฐานะที่เป็นเหมืองทองคำเพียงสองรายในประเทศ เหมืองทองคำของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ก็ประสบปัญหาไม่ต่างกับเหมืองทองคำ จ.เลย

แรงคัดค้านเกิดขึ้นตั้งแต่บริษัทฯ เริ่มกว้านซื้อที่ดินราคาถูกจากชาวบ้าน โดยไม่บอกถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ใต้ถุนบ้าน และความขัดแย้งอีกหลายประเด็นที่ตามติดเรื่อยมาถึงปลายปี 2553 เมื่อตัวแทนชาวบ้านเขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร 44 ราย ที่อยู่ใกล้เหมือง 100-200 เมตร ฟ้องศาลปกครองพิษณุโลกให้ดำเนินคดีกับ 5 หน่วยงานรัฐ ที่ออกประทานบัตรให้กับบริษัทอัคราฯ  และเพื่อให้บริษัทหยุดกิจการเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ เนื่องจากชาวบ้านได้รับผลกระทบรุนแรง ชุมชนล่มสลาย มีการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ-โรคผิวหนัง เป็นทุกข์จากเสียงระเบิด-เสียงเครื่องจักร มานานกว่า 5 ปี และไม่สามารถใช้น้ำอุปโภคบริโภคมานานกว่า 2 ปี หลังจากที่ร้องต่อกระทรวงอุตสาหกรรม สภาทนายความ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และ คณะกรรมาธิการวุฒิสภาไปแล้ว แต่ไม่เป็นผล

ความคืบหน้าล่าสุดแม้ศาลปกครองฯ จะมีคำสั่งยกคำร้องให้เหมืองดำเนินการต่อได้ แต่คำฟ้องของชาวบ้านเขาหม้อ ทั้ง 44 ราย ยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลอยู่ หลังจากพบว่าชาวบ้าน 10 รายที่มีอาการป่วยแล้วเข้ามาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลพิจิตรมีสารแมงกานีสในร่างกายสูงเกินมาตรฐาน

กระแสข่าวความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เริ่มขยายกว้างออกสู่สังคม ทำให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ลงพื้นที่ตรวจสอบกิจการเหมือง และตามมาด้วยคำสั่งให้บริษัทอัคราฯ หยุดทำเหมืองชั่วคราวในเฟส 2 (ชาตรีเหนือ) ตั้งแต่เวลา 19.00-5.00 น. ตั้งแต่ 1 ม.ค.2554 เป็นต้นไป เนื่องจากเครื่องจักรเสียงดังเกินมาตรฐาน และให้บริษัทรื้อถอนคันดินและรั้วลวดหนามที่ปิดกั้นถนนสาธารณะ รวมทั้งให้บริษัทสำรวจความคิดเห็นของชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง 9 ชุมนุม โดยให้รายงานการแก้ไขปัญหากับ กพร. ภายในปี 2554 ซึ่งในเวทีรับฟังความคิดเห็นที่จัดขึ้นก็มีชาวบ้านมาคัดค้านไม่ยอมรับ

ด้าน เยาวนุช จันทร์ดุ้ง ในฐานะผู้จัดการฝ่ายสิ่งแวดล้อม บริษัทอัคราฯ ชี้แจงว่า "ข้อร้องเรียนหรือปัญหาที่เกิดขึ้น คือสิ่งที่บริษัทต้องยอมรับและพยายามดำเนินการแก้ไขมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะจะทำให้การดำเนินกิจการของเหมืองได้รับการยอมรับ และสร้างความพอใจให้กับชุมชนที่อยู่โดยรอบ"

เยาวนุช ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในกรณีคำสั่งจาก รมว.อุตสาหกรรมว่า บริษัทได้สร้างคันดินสูง 6-7 เมตร ยาวกว่า 100 เมตร ในฝั่งที่ชุมชนร้องเรียน ซึ่งเกิดปัญหาเสียงดังขึ้นในช่วงเปิดหน้าเหมืองเฟส 2 ใหม่ๆ โดยในขณะนี้ไม่มีการระเบิดหินในด้านนั้นแล้ว ส่วนกำแพงกันเสียงที่สร้างขึ้นบริษัทได้ทดสอบไม่พบว่ามีเสียงเกินค่ามาตรฐานแล้ว และกำลังขออนุญาตให้ทำเหมืองทองช่วงกลางคืนต่อได้ มาถึงข้อเรียกร้องของชุมชนให้ติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่สามารถกรองโลหะหนัก บริเวณบ่อประปา-บาดาลของชุมชนที่อยู่ใกล้พื้นที่โครงการทั้งหมดก็ได้ดำเนินการแล้วจนครบทุกพื้นที่ ส่วนผลการตรวจเลือดจากชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงเหมืองก็ไม่พบว่ามีค่าโลหะหนักในร่างการเกินมาตรฐาน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ สำหรับ ปกรณ์ สุขุม กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัคราฯ เขาคิดว่าเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ แต่ในฐานะผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ปกรณ์ ยืนยันถึงมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้านเสียง ฝุ่น และน้ำ ที่มีการควบคุมตรวจสอบอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทฯ เป็นหนึ่งในเหมืองแร่ไม่กี่แห่งในโลกที่ได้รับใบรับรองมาตรฐาน ISO 14001 หมายถึงการมีกลไกในการตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมจากองค์กรอิสระภายนอก และได้ดำเนินการตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด รวมถึงมีการตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน 100 ล้านบาท กองทุนพัฒนาเขาเจ็ดลูกและกองทุนพัฒนาตำบลที่ติดกับเหมือง อีกปีละ 10 ล้านบาท โดยปีที่ผ่านบริษัทเสียค่าภาคหลวง 380 ล้านบาท ซึ่งค่าภาคหลวงจำนวนนี้จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีเครื่องมือ-กลไกในการควบคุมดูและผลกระทบต่างๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ดีแค่ไหน ปกรณ์ ไม่เชื่อว่าปัญหาจากการร้องเรียนของชุมชนจะหมดไป ถ้ายอมรับว่าการทำเหมืองแร่เป็นการนำทรัพยากรขึ้นมาใช้โดยตรง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ต้องหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอ เพื่อให้กิจการเหมืองอยู่ร่วมกับชุมชนให้ได้

"เหมืองทองในประเทศมีแค่ 2 แห่ง ถ้าผู้ประกอบการเหมืองแร่ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ทำให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่เกิดภาพลบ ประเทศไทยจะนำทรัพยากรแร่มาใช้ได้อีกมาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐเป็นหลักด้วย เพราะถ้าเก็บทรัพยากรเหล่านี้อยู่ในดินไปตลอดชั่วลูกชั่วหลานไม่เอาขึ้นมาใช้ ต่อไปพื้นที่ตรงนี้อาจจะกลายเป็นรีสอร์ทราคาแพงก็ไม่เหมาะกับการทำเหมืองอีกต่อไป

ปัจจุบันบริษัทอัคราฯ ได้รับอนุมัติอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่จาก กพร. แล้ว 460,000 ไร่ ยังเหลือพื้นที่ที่รอการพิจารณาอีก 640,000 ไร่ ใช้งบประมาณในการสำรวจปีละ 400 ล้านบาท เพื่อหาแหล่งแร่ทองคำในทุกพื้นที่ที่มีศักยภาพคุ้มทุนพอที่จะทำเหมือง และเพื่อให้ค่าของหุ้นที่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์มีค่ามากขึ้น เพราะอายุของการทำเหมืองทองจะมีความคุ้มทุนอยู่ที่ 18-20 ปี เพราะราคาที่ดินจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือราคาทองอาจจะถูกลง การทำเหมืองที่ต้องเจาะชั้นดินลึกขึ้นจะไม่คุ้มทุนอีกต่อไป

วันนี้ภาพรวมของนโยบายด้านทรัพยากรแร่ ไม่ว่าจะมองผ่านสายตานักลงทุน ผู้ประกอบการ หรือชุมชนท้องถิ่น ล้วนเห็นตรงกันว่า เป็นนโยบายที่สร้างแรงดึงดูดการลงทุนเพื่อผลทางเศรษฐกิจที่สร้างกำไรมหาศาลให้กับคนเฉพาะกลุ่มที่มีเงินลงทุนสูง โดยที่อุตสาหกรรมเหมืองแร่กำลังสร้างภาพลบมากยิ่งขึ้นจากผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของชุมชนท้องถิ่น ในขณะที่การประเมินความเสียหายต่อระบบนิเวศ การเสียโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรแร่ที่ใช้แล้วหมดไปในฐานของต้นทุนในอนาคต ยังแทบไม่มีการศึกษา

คำถามที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ คือ ถ้านโยบายของรัฐจะคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความอยู่ดีมีสุขของสังคมท้องถิ่น การอนุรักษ์ทรัพยากรแร่เพื่อใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด คุ้มค่า และยั่งยืน เท่าๆ กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากทุนใหญ่ในการทำเหมืองแร่

กรอบกฎหมายข้อบังคับต่างๆ ต่อกิจการเหมืองแร่เพียงพอหรือไม่ ที่จะไม่ทำให้การทำเหมืองเกิดผลกระทบในด้านต่างๆ เช่นที่ผ่านมา มีการเยียวยาสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงไป มีการชดเชยดูแลสุขภาพและทรัพย์สินของผู้คนที่เดือดร้อนได้รับความเสียหาย และสามารถทำให้หลักการมีส่วนร่วม แบ่งปันผลประโยชน์ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรม ให้ทรัพยากรแร่อยู่ในฐานะที่เป็นทรัพย์ในดิน เป็นสินใต้ถุนบ้าน เป็นจริงขึ้นมาได้

...นี่อาจจะเป็นความหวังเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ภาพด้านลบของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร