"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน ? (2) มอง "แร่" ให้รอบด้าน

Mon, 06/06/2011 - 11:19 -- ประชาธรรม

 

แน่นอนว่าแร่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่หลายครั้งหลายครา การได้มาซึ่งแร่ชนิดต่างๆ กลับต้องแลกมาด้วยการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงพืชพรรณสัตว์ป่าและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ในประเทศไทยมีกรณีความขัดแย้งในการทำเหมืองแร่เกือบทุกพื้นที่ที่มีการสัมปทาน ทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่ได้เกิด เป็นบทเรียนในการคำนวนผลได้-เสียเป็นอย่างดี

ประชาธรรมจึงขอนำเสนอซีรีย์ "แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ทุนบ้าน ? เป็นบทความจากนิตยาสาร "เส้นทางสีเขียว (Green line) ฉบับที่ 29 เดือนมกราคม-เมษายน 54  ของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลการทำเหมืองแร่ในประเทศไทย เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างการทำเหมืองแร่กับทรัพยากร ธรรมชาติ วิถีชีวิตที่ต้องเสียไป

 

 

หลายปีที่ผ่านมามีการร้องเรียนกรณีปัญหาจากการสำรวจและทำเหมืองแร่เป็นจำนวนมากจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ข้อร้องเรียน โต้แย้ง ระหว่างประชาชน หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน มักเป็นข้อขัดแย้งที่ไร้ข้อยุติ และส่วนใหญ่ประชาชนในชุมชนผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมักไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องเผชิญปัญหาในหลายมิติ ทั้งความเจ็บป่วย ความเครียด ความขัดแย้งในชุมชน และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

ตัวอย่างในกรณีเหมืองหินที่ส่งผลให้เกิดมลภาวะต่างๆ ความวิตกกังวลในผลกระทบต่อแหล่งต้นน้ำ รวมถึงการคุกคามความเชื่อ และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ทั้งยังมีความรุนแรงในการข่มขู่คุกคามประชาชนที่คัดค้าน จนถึงขั้นการลอบสังหารแกนนำ เช่น กรณีโรงโม่หิน ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก กรณีโรงโม่หินที่เขาชะอางกลางทุ่ง กิ่งอำเภอเขาชะเมา จ.ระยอง และโครงการเหมืองแร่แคลไซต์ ที่เขาบุ่งกะเซอร์ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี รวมทั้งปัญหาทัศนะอุดจาด ทำลายแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ และทำลายศักยภาพของการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ เช่น เหมืองหินในเทือกเขาแรด จ.กาญจนบุรี หรือโรงงานถลุงแร่แทนทาลัม จ.ภูเก็ต

ส่วนกรณีการปนเปื้อนของมลพิษในสิ่งแวดล้อม มีบทเรียนจากเหมืองถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง ชาวบ้านในชุมชนเจ็บป่วยล้มตายด้วยมลพิษจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซค์ที่เกิดจากการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้า เหมืองถ่านหินลิกไนต์ หรือเหมืองตะกั่วคลิตี้-เคมโก้ จ.กาญจนบุรี ที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีการปนเปื้อนของตะกั่วในแหล่งน้ำ ดิน และห่วงโซ่อาหาร เริ่มจากลำห้วยคลิตี้ซึ่งไหลผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และไหลลงเขื่อนศรีนครินทร์ แหล่งต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักของภาคตะวันตก หรือ การปนเปื้อนแคดเมียม ต.แม่ตาว และ ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด จ.ตาก กรณีมลพิษจากเหมืองแร่ทองคำ อ.วังสะพุง จ.เลย และเหมืองแร่ทองคำ 3 จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์และพิษณุโลก

ในขณะเดียวกัน โครงการทำเหมืองที่ต้องการอาณาเขตแหล่งแร่ที่กว้างขวางและให้ผลผลิตในปริมาณมาก ก็ส่งผลกระทบร้ายแรงและสร้างความวิตกกังวลต่อชุมชนในวงกว้าง ดังกรณีการสูบน้ำเกลือใต้ดินและเหมืองแร่เกลือหิน จ.นครราชสีมา โครงการเหมืองแร่ใต้ดินแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี มหาสารคาม ขอนแก่น สกลนคร ที่ถูกกล่าวว่าพระราชบัญญัติแร่เอื้อประโยชน์อย่างชัดเจนให้กลุ่มทุนข้ามชาติและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ หรือ กรณีโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ หรือ อ.งาว จ.ลำปาง

รศ.นพ.สุนทร ศุภพงษ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัญหาสำคัญในผลกระทบด้านสุขภาพว่า "ประเด็นหนึ่งที่ได้จากการเรียนรู้ คือ องค์กรของหน่วยงานราชการ ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ชาวบ้าน และนักวิชาการในแต่ละสาขา เช่น เหมืองแร่ การแพทย์ สาธารณสุข เวลาทำวิจัย-เก็บข้อมูลก็จะมีมุมมองซึ่งมีสมมุตฐานที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นผลงานวิชาการที่ออกมาจะมีหลายมุมมอง"

รศ.นพ.สุนทร ยกตัวอย่างการปนเปื้อนทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพจากการทำเหมืองแร่ จากการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำและดินใกล้เกินมาตรฐาน ที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ทำให้ในปี 2537 กรมทรัพยากรธรณีประกาศไม่ให้ประทานบัตรและไม่ต่ออายุประทานบัตร รวมทั้งไม่อนุญาตให้มีการแต่งแร่และร่อนแร่ในท้องที่ หรือกรณีการปนเปื้อนของแคดเมี่ยมที่แม่ตาว แต่การตรวจพบโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในแหล่งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และน้ำฝนบริเวณพื้นที่รอบเหมือง จนถึงอาการเจ็บป่วยของชาวบ้านรอบๆ เหมืองที่ปรากฏขึ้นหลายครั้ง ก็ยังเป็นปัญหาที่ยังไม่มีข้อสรุปถึงสาเหตุที่แท้จริง ว่าโลหะที่ตรวจพบเกินค่ามาตรฐานที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนั้น มีสาเหตุมาจากการทำเหมือง หรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือยังไม่มีข้อสรุปที่ตรงกันว่าเกิดขึ้นในสัดส่วนเท่าใดแน่ และปัญหาเหล่านี้ทำให้ชุมชนขาดความเชื่อมั่นในทางวิชาการ และไม่สามารถหาแนวทางในการรับมือกับมลพิษ ลดความเสี่ยง หรือปรับตัวที่จะอยู่กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้

รศ.ดร.ดาวัลย์ วิวรรธนะเดช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสาเหตุของปัญหาหลักๆ นอกจากการขาดจิตสำนึกความรับผิดชอบ ผู้ประกอบการยังขาดข้อมูลทางวิชาการ ทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งปัญหามลพิษจากกิจกรรมเหมืองหลายกรณีสามารถแก้ไขทางเทคโนโลยีและวิศวะได้ เช่นมาตรการลดฝุ่นในการทำเหมืองหิน ส่วนภาคประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ส่วนใหญ่ยังคงขาดข้อมูล ได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ทำให้มองผู้ประกอบการในภาพลบไว้ก่อน สำหรับภาครัฐในกระบวนการทางกฎหมาย มาตรการต่างๆ ไม่มีความเข้มงวดในการกำกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการทำ EIA ที่ไม่ได้คุณภาพของบริษัทที่ปรึกษา

"หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่มีหลายหน่วยงานมาก แต่ขาดการบูรณาการเอานโยบายมาดูมาคุยกัน" รศ.ดร.ดาวัลย์ พูด

ที่ผ่านมากับปัญหาการทำเหมืองที่ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ ผู้ได้รับผลกระทบในภาคต่างๆ 18 พื้นที่ เริ่มรวมกลุ่มกันในชื่อ "เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ประเทศไทย" โดยระบุข้อมูลถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 500,000 ไร่ จากปัญหาที่เกิดจากผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบ เทคโนโลยีการทำเหมือง มาตรการการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปล่อยและละเลยจากหน่วยงานที่ควบคุมดูแล หรือแม้แต่ความบกพร่องของกฎหมาย และทิศทางนโยบายซึ่งกำหนดโดยรัฐ

กล่าวถึงความคิดเห็นในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ พิทักษ์ รัตนจารุรักษ์ ฝ่ายสำรวจแร่อโลหะ กองเศรษฐธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศจะต้องนำทรัพยากรแร่ออกมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากถนนทุกสาย สาธารณูปโภค อาคารบ้านเรือน เครื่องอุปโภค บริโภค ล้วนเกิดขึ้นจากทรัพยากรแร่ทั้งสิ้น แต่การนำทรัพยากรแร่แต่ละชนิดมาใช้ หรือไม่นำมาใช้ จะหาสมดุลอย่างไร นี่คือสิ่งที่รัฐกำลังพยายามสร้าง โดยออกมาตรการ สำรวจ แร่ชนิดไหน แหล่งไหนมีความจำเป็นต่อประเทศที่ต้องนำมาใช้ แร่ชนิดไหนที่ไม่จำเป็น มีผลกระทบ ก็ไม่นำมาใช้ประโยชน์

"สมดุลของมันคือ เมื่อเราใช้มันเราต้องใช้อย่างฉลาด นโยบายแร่ในปัจจุบัน เราคิดว่า ถ้าประเทศเรามีเงิน ก็สามารถนำเข้าแร่จากต่างประเทศ แต่ถ้าเราคิดอีกด้านหนึ่ง วันนี้สิ่งที่ทำให้ประเทศขาดดุลทุกปีมากที่สุด คือ การนำเข้าแร่พลังงาน (สมดุลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร) ขณะที่พื้นที่ที่ทำเหมืองประเทศไทย 0.001% จะอ้างว่าเหมืองแร่ทำลายป่า แต่ถนนทุกสายที่ท่านวิ่งไปมามาจากเหมืองแร่ (จะเปรียบเทียบระหว่างผลกระทบกับความคุ้มค่าที่นำทรัพยากรแร่มาใช้ได้อย่างไร) เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ทางกรมฯ มีนโยบายจะถ่วงสมดุลแร่ ให้สมดุลกับการใช้แร่บางตัว ...แล้วออกมาตรการสำรวจแร่ ว่าแห่งไหนมีความจำเป็นต่อประเทศ และแร่ตัวไหนที่ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ เพราะมีผลกระทบ เช่นกรณีที่ร่อนพิบูลย์ มันเป็นแผลที่สร้างไว้" พิทักษ์ พูด

นับตั้งแต่รัฐบาลให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมทรัพยากรธรณีเร่งรัดการสำรวจและประเมินศักยภาพทรัพยากรแร่ในพื้นที่ศักยภาพแร่สูงของประเทศ เนื้อที่ประมาณ 22,750,000 ไร่ ใน ปี 2543-2549 ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือการเข้ามาของผู้ประกอบการที่ลงทุนสำรวจและเริ่มทำเหมือง ซึ่งตามมาด้วยภาพของผลประโยชน์จากการทำเหมืองที่ตกอยู่กับผู้ประกอบการอย่างมหาศาล แต่อีกมุมหนึ่งในเรื่องของผลกระทบด้านต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับชุมชนท้องถิ่น สมดุลของการใช้ประโยชน์และคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรแร่ ในสายตาของผู้ประกอบการ ทางที่จะเดินไปข้างหน้าของธุรกิจทำเหมืองขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐเท่านั้น  

"ถ้าเราเอาธุรกิจเป็นตัวยืน เรามองรายได้ GDP เป็นหลัก นักลงทุนเขาจะมองตัวเองก่อนอยู่แล้ว ถ้าเกิดเขาต้องการพื้นที่นั้นก็ต้องมีการชดเชยให้คนที่เคยอยู่ออกไป จริงๆ ถ้ามองวิถีชาวบ้าน กลุ่มหนึ่งจะบอกว่าตกลงกับผลประโยชน์ที่เขาได้ แต่กับอีกกลุ่มหนึ่งเขาไม่ต้องการ เขาต้องการวิถีชีวิต ต้องการให้ลูกหลานอยู่ที่นี่ กระบวนการ EIA-HIA ก็ตัดสินตรงนี้ไม่ได้ เพราะเป็นความกังวลของคน ซึ่งบอกว่าวิถีชีวิตเปลี่ยน มันเปลี่ยนแน่นอน เพราะอุตสาหกรรมเข้ามา แล้วกระบวนการ HIA มันจะช่วยคนกลุ่มนี้ได้อย่างไรถ้าโครงการเกิดขึ้น ผลสุดท้ายถ้ามีคนค้านไม่ให้โครงการเกิด มันก็ขึ้นอยู่กับผู้อนุญาตแล้วว่าเขามองตรงไหน อย่างเราเป็นผู้ประกอบการ ถ้าเราไม่ได้ใบอนุญาตเราก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้เราศึกษาดีอย่างไร กระบวนการดีอย่างไร ก็ต้องกลับไปที่รัฐอยู่ดี รัฐต้องเป็นคนบอกว่าอยากให้มีเหมืองหรือไม่อยากให้มี ถ้ารัฐบอกประเทศไทยไม่ต้องมีเหมืองทุกคนก็จบ เป็นวิธีคิดที่ดั้งเดิม ดังนั้นเหมืองในตอนนี้มีพอหรือยัง หยุดได้หรือยัง ต้องมองในระดับนโยบายของชาติแล้วว่ารัฐบาลมองอย่างไร" นี่คือความคิดเห็นของ เยาวนุช จันทร์ด้วง ผู้จัดการฝ่ายสิ่งแวดล้อม บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด

ปัจจุบันในกระแสของการปฏิรูปประเทศไทย กรณีเรื่องเหมืองแร่ คือหนึ่งในประเด็นปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสร้างข้อเสนอต่อรัฐบาลในหลายมิติ

กฤษฎา บุญชัย เลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปฐานทรัพยากรฯ กล่าวถึงบทสรุปเบื้องต้นของอนุกรรมการปฏิรูปที่มีการพูดคุยกันในเรื่องทรัพยากรแร่ที่มีการตั้งคำถามถึงสิทธิ เพราะนโยบายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่มักจะประเมินความคุ้มค่าหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจของแร่ว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ ส่งออกอย่างไร โดยไม่ได้เปรียบการใช้ประโยชน์จากแหล่งแร่กับภาพรวมของความคุ้มค่าในฐานทรัพยากร และของผู้คนที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยว เศรษฐกิจจากสินค้าการเกษตร ซึ่งหมายถึงกำไรจากการทำเหมืองแร่ ไม่ได้รวมเอาต้นทุนทางธรรมชาติและต้นทุนทางสังคมที่สูญเสียไป ที่จะต้องฟื้นฟูด้วยงบประมาณ ทรัพยากรเท่าไหร่ เข้ามาบวก ทำให้ดูเหมือนการทำแร่ถูก น่าลงทุน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมานับรวมกับมูลค่าของการทำเหมืองแร่

รวมถึงการอนุมัติให้สัมปทานต่างๆ แบบสิทธิผูกขาดให้บริษัทไปดำเนินการจัดการ แม้จะมีเงื่อนไข เช่น ต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประเมินผลกระทบสุขภาพ แต่บริษัทก็ยังมีสิทธิในการผูกขาดที่ผู้อื่นไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ขาดการมีส่วนร่วม ชุมชนท้องถิ่นไม่ได้รับรู้ ไม่ได้ตัดสินใจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เข้ามาร่วมคิด จึงเป็นการประเมินผลกระทบโดยผู้ที่มีส่วนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ไม่ได้เข้ามาร่วม ทำให้หน่วยงานที่มีส่วนในการอนุมัติโครงการ เป็นผู้จัดจ้าง และเป็นผู้ให้ประเมินผลกระทบ เกิดปัญหาความชอบธรรม และขาดความน่าเชื่อถือ

"ประเด็นปัญหาที่เราถกกันนำมาสู่ข้อเสนอหลักๆ คือ เราต้องเสนอหลักทรัพยากรร่วมกัน เพราะว่าวิธีคิดในทางนโยบายจะกำหนดให้ทรัพยากรเป็นของรัฐ เช่นเดียวกับแร่เป็นของรัฐ นักกฎหมายบอกว่าน้ำเป็นของรัฐ จะบัญญัติอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในทางทฤษฎี รัฐ หมายถึง รัฐ องค์กรของรัฐ และประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ ทางกฎหมาย รัฐบาล องค์กรราชการทั้งหลายทำให้วิธีนี้มีปัญหา เกิดความขัดแย้ง ถ้าเราคิดใหม่ว่า แร่เป็นทรัพยากรสาธารณะที่ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อร่วมกันก็ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้ เกิดผลกระทบอย่างไร จะมีการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างไร นี้คือหลักของการจัดการทรัพยากร รวมทั้งแบ่งประโยชน์ร่วมและความเสี่ยงร่วมด้วยกัน" กฤษฎา กล่าวถึงแนวทางที่อนุกรรมการปฏิรูปเสนอ

ส่วนข้อเสนอสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็น เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการที่ดินและทรัพยากร เมื่อวันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 มีการเสนอในประเด็นสำคัญๆ คือ ให้มีการปรับเปลี่ยนฐานคิดและหลักการในการจัดการแร่ โดยยึดหลักความเป็นเจ้าของทรัพยากรแร่ร่วมกัน ระหว่าง รัฐ ชุมชนท้องถิ่น และสาธารณะ โดยการประเมินความเหมาะสมและความคุ้มค่าในการทำเหมืองแร่ ต้องมีมิติของต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ สังคม และต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชนเข้าเป็นองค์ประกอบร่วมในการประเมิน รวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่หากเก็บแร่เอาไว้ระยะยาวจะคุ้มค่าและเหมาะสมกว่าหรือไม่ และความเหมาะสมของเทคโนโลยีในการอนุญาตให้ประทานบัตรแร่

กำหนดให้การทำเหมืองแร่ทุกประเภทและทุกขนาด ต้องเป็น "โครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรง" ตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลแหล่งแร่ ศักยภาพแหล่งแร่ต่อชุมชนท้องถิ่น จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และ จัดทำการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment หรือ SEA) ในขั้นตอนการวางแผนเขตยุทธศาสตร์แร่ และควรเร่งกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ ที่ดำเนินการโดยองค์การอิสระ และยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐต้องเร่งให้มีการบัญญัติกฎหมายที่สนับสนุนอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องจัดให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วม การรับฟังความเห็นของประชาชน และให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบออกเสียงประชามติก่อนที่จะอนุมัติโครงการเหมืองแร่

รัฐต้องปรับปรุงการจัดเก็บรายได้จากการให้สัมปทานเหมืองแร่ เช่น เพิ่มค่าภาคหลวง ค่าธรรมเนียม และส่วนแบ่งรายได้จากเอกชนที่ได้รับสัมปทาน เพื่อให้รัฐมีรายได้ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนพึงได้รับรวมทั้งสะท้อนต่อต้นทุนผลกระทบทางสังคม ปรับปรุงระบบการแบ่งสรรรายได้ที่เป็นธรรมระหว่างรัฐบาล องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนท้องถิ่น

รัฐต้องชดเชยความเสียหายจากผลกระทบเหมืองแร่อันเกิดจากการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ให้คุ้มครองทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดเกณฑ์เรื่องผลกระทบ ความเสียหาย และการชดเชยตามความเป็นจริง รวมทั้ง เพิ่มบทลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎหมายแร่ กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น เพิกถอนประทานบัตรเหมือง มีบทลงโทษแก่บริษัทที่ปรึกษาที่ใช้ข้อมูลเท็จในการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพของบุคคล หน่วยงานที่ทำผิดกฎหมาย

สุดท้ายคงต้องคอยติดตามกันต่อไปว่า การแก้ไขปัญหา หรือข้อเสนอที่มีการพูดถึงเหล่านี้ จะนำไปสู่การจัดการทรัพยากรแร่ในรูปแบบไหน...

 

อ่านซีรีย์ "แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน ?

"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน ? (1)

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร