"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน? (5) 10 ปี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ผู้สร้างความคิดใหม่เรื่อง "เกลือ" ให้กับสังคมไทย

Wed, 06/15/2011 - 11:38 -- ประชาธรรม

 

แน่นอนว่าแร่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่หลายครั้งหลายครา การได้มาซึ่งแร่ชนิดต่างๆ กลับต้องแลกมาด้วยการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงพืชพรรณสัตว์ป่าและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ในประเทศไทยมีกรณีความขัดแย้งในการทำเหมืองแร่เกือบทุกพื้นที่ที่มีการสัมปทาน ทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่ได้เกิด เป็นบทเรียนในการคำนวนผลได้-เสียเป็นอย่างดี

ประชาธรรมจึงขอนำเสนอซีรีย์ "แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ทุนบ้าน ? เป็นบทความจากนิตยาสาร "เส้นทางสีเขียว (Green line) ฉบับที่ 29 เดือนมกราคม-เมษายน 54  ของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลการทำเหมืองแร่ในประเทศไทย เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างการทำเหมืองแร่กับทรัพยากร ธรรมชาติ วิถีชีวิตที่ต้องเสียไป

 

 

ในช่วงปี 2543  ทันทีที่ชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำหนองหานกุมภวาปีได้รับข่าวสารเรื่องโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี และการผลักดันแก้ไขกฎหมายแร่ในส่วนของการทำเหมืองแร่ใต้ดินจากนักพัฒนาเอกชนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มาร่วมนั่งฟังกันอยู่ที่ศาลากลางบ้านหลังหนึ่งถึงกับอุทานออกมาว่า "แม่นแล้ว หนองหานล่มถล่มจมดินเพราะกะฮอกด่อน (กระรอกเผือก)"

ต่อจากนั้นเรื่องราวรายละเอียดเกี่ยวกับตำนานผาแดงนางไอ่ก็ถูกพูดขยายความต่อ ๆ กันไปเป็นเวลาสิบปีกว่าแล้ว 

บทบัญญัติในมาตรา 88/3 ของกฎหมายแร่ฉบับแก้ไขปี 2545 ที่ระบุว่า "การทำเหมืองใต้ดินผ่านใต้ดินของที่ดินใดที่มิใช่ที่ว่าง หากอยู่ในระดับความลึกจากผิวดินไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร ผู้ยื่นคำขอประทานบัตรต้องแสดงหลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าผู้ขอจะมีสิทธิทำเหมืองในเขตที่ดินนั้นได้" เป็นสาระสำคัญที่สุดที่นำมาสู่การคัดค้านการทำเหมืองแร่โปแตชใต้ดินในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้วมาจนถึงบัดนี้

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือรัฐ--ในความหมายของการสมรู้ร่วมคิดกันของนักการเมือง ข้าราชการและนักลงทุนไทยและต่างชาติ แต่ไม่มีประชาชนเป็นส่วนประกอบ--พยายามสร้างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ขึ้นมาเพื่อต้องการส่งเสริมการลงทุนให้มีการขุดแร่โปแตชและเกลือหินใต้ดินในภาคอีสานขึ้นมาใช้ เพื่อหวังให้มีการจ้างงานและมีเม็ดเงินนำมาสร้างความเจริญและทันสมัยให้กับประเทศชาติ ได้ "ปลุก" ตำนานพื้นบ้านปรัมปราเรื่องผาแดงนางไอ่ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างมีพลัง

ก่อนหน้าที่โครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานีจะถูกรับรู้โดยชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำหนองหานกุมภวาปี ตำนานผาแดงนางไอ่ยังคงเป็นเพียงแค่ตำนานพื้นบ้านปรัมปรา ผูกโยงเรื่องราวเข้ากับบริบทสังคมปัจจุบันและอนาคตไม่ได้และไม่มีพลังขับเคลื่อนสังคม แต่หลังจากที่ชาวบ้านรับรู้ข่าวสารรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการทำเหมืองแร่โปแตชบริเวณใต้ผืนดินจังหวัดอุดรธานีจึงได้ทำให้ตำนานปรัมปราดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นนิทาน "ปริศนาธรรมเรื่องความโลภ"

เป็นเรื่องที่น่าแปลกมากที่พื้นที่โครงการทำเหมืองแร่โปแตชใต้ดินบริเวณลุ่มน้ำหนองหานกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นพื้นที่บริเวณเดียวกับที่ปรากฏอยู่ในตำนานผาแดงนางไอ่ บริบทของพื้นที่ทับซ้อนระหว่างพื้นที่ในตำนานปรัมปราในโลกสมมติกับพื้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมโปแตชในโลกปัจจุบันที่มีอยู่จริงนี่เองคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริงในการรวมกลุ่มคนจนเกิดเป็นองค์กรชาวบ้านในนามกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนสังคมด้วยการปะทะกับรัฐและทุนอย่างมีพลัง หรือในอีกแง่หนึ่งอาจจะพูดได้ว่าการที่ชาวบ้านสังเคราะห์ "ความเชื่อ" ขึ้นใหม่จากบริบทของพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว คือแรงผลักดันที่ทำให้ชาวบ้านเกิดพลังแห่งความเชื่อขึ้นมา จนเกิดการรวมตัวกันเป็นองค์กรชาวบ้านเพื่อปะทะกับรัฐและทุนอย่างมีพลัง  

เรื่องราวในตำนานผาแดงนางไอ่มีอยู่ว่านานมาแล้วยังมีสาวงามนางหนึ่งเป็นลูกสาวพญาขอมชื่อนางไอ่คำ นางเป็นคนงามเลื่องลือเป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่าง ๆ จนอยากได้นางมาเป็นคู่ครอง แม้กระทั่งเจ้าพังคี ลูกพญานาคแห่งเมืองบาดาลก็ร้อนรนทนอยู่ไม่ไหวจึงแปลงกายเป็นกะฮอกด่อน (กระรอกเผือก) ขึ้นมาบนเมืองมนุษย์เพื่อยลโฉมนางไอ่คำ ครั้นนางไอ่คำได้เห็นกระรอกเผือกจึงสั่งให้นายพรานไล่จับให้ พรานใช้หน้าไม้ยิงกระรอกจนตายแล้วนำเนื้อมาแบ่งปันกันกิน แต่เนื้อกระรอกนี้แปลกนักยิ่งแบ่งยิ่งทวีขึ้นจนแจกจ่ายให้ชาวเมืองกินทั่วกันทั้งเมืองยกเว้นหมู่แม่ม่ายจะไม่ได้รับแจก

ฝ่ายพญาสุทโธนาค บิดาพังคีที่ถูกฆ่าตายเมื่อทราบข่าวก็เจ็บแค้นยิ่งนัก จึงได้ยกพลนาคขึ้นมาถล่มเมือง ฝ่ายผาแดงคนรักนางไอ่เร่งรุดมาช่วยนางไอ่ แต่พวกนาคก็ไล่ตามไปถล่มทลายแผ่นดิน ในที่สุดนางไอ่ถูกนาคใช้หางฟาดตกจากหลังม้าและจมหายไปใต้ธรณีที่ถล่มทลายเมืองทั้งเมืองจมลงกลายเป็นหนองน้ำใหญ่คือหนองหานกุมภวาปี

ผาแดงนางไอ่เป็นตำนานการเกิดหนองหานทะเลสาบน้ำจืดกว้างใหญ่ แม้ฝ่ายนักธรณีวิทยาจะอธิบายว่าบึงน้ำขนาดใหญ่นี้เกิดจากการยุบตัวของชั้นหินเกลือที่อยู่ใต้ดินทำให้เกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่หรือทะเลสาบก็ตาม แต่ชาวบ้านก็ยังเชื่อตำนานหรือนิทานปริศนาธรรมเรื่องนี้ที่สอนเรื่องความโลภ โดยผูกโยงเรื่องราวว่ากระรอกเผือกในเรื่องนั้นคือเกลือเพราะมันมีสีขาว เมื่อนางไอ่คำลูกสาวเจ้าเมืองเห็นกระรอกสีขาวซึ่งเป็นลูกนาคแปลงกายมา นาคซึ่งเป็นผู้บันดาลทั้งความสมบูรณ์และล่มจมให้แก่แผ่นดิน พอเห็นกระรอกเผือกสีขาวนางไอ่คำก็ชอบใจสั่งให้คนจับให้โดยใช้หน้าไม้ไปยิงจนมันตาย แล้วก็นำเนื้อมาเฉือนแบ่งกันไปกินอย่างโอชะ เหลือเพียงแม่ม่ายไม่ได้กิน คืนนั้นพญานาคจากเมืองบาดาลจึงขึ้นมาทำลายเมืองจนถล่มจมดินลงไป ผาแดงนางไอ่ก็ไม่รอด รอดแต่แม่ม่ายที่ไม่กินเนื้อ การทำเหมืองแร่โปแตชและเกลือหินคือการกินเนื้อกระรอกเผือกด้วยความโลภตะกละตะกลามจึงนำความวิบัติมาให้บ้านเมือง

การเชื่อมโยงตำนานปรัมปราเข้ากับบริบทของสังคม วัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจในยุคสมัยปัจจุบันได้เผยให้เห็นถึงก้าวกระโดดสำคัญของเทคโนโลยีการผลิตเกลือในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการริเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2504 สังคมไทยผลิตและใช้เกลือในจุดสมดุลเพื่อนำมาใช้ภายในประเทศเป็นวัตถุประสงค์หลักตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยผลิตได้จากการทำเกลือทะเล  เกลือพื้นบ้านจากการขูดดินเอียดในภาคอีสานหรือบ่อเกลือบนภูเขาในภาคเหนือ  เกลือต้มและตากในระดับอุตสาหกรรมของภาคอีสาน และจากเหมืองเกลือพิมาย ซึ่งปัจจุบันมีการใช้เกลือในชีวิตประจำวันและในภาคอุตสาหกรรมปีละประมาณ 2 ล้านตันเศษ ส่วนการพัฒนาการทำเหมืองแร่โปแตชที่จังหวัดอุดรธานีและจังหวัดอื่นในภาคอีสานจะทำให้สังคมไทยก้าวกระโดดจนเกินไปเพราะว่าจะมีปริมาณเกลือล้นเกินความต้องถึงปีละ 7 - 10 ล้านตัน มากกว่าความต้องการใช้ภายในประเทศ 3 - 5 เท่า ปัญหาใหญ่ของการนำเกลือออกมามากจนล้นเกินความต้องการก็คือ ความตรึงเครียดของสภาวะสิ่งแวดล้อมที่ต้องแบกรับความเสื่อมโทรมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแพร่กระจายความเค็มของเกลือลงในดินและแหล่งน้ำ

จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มคนเป็นองค์กรชาวบ้านจากเรื่องราวของกระรอกเผือกในตำนานผาแดงนางไอ่ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเกลือหินและโปแตชที่ฝังอยู่ใต้ผืนดินอีสานนั้น ได้แผ่ขยายกระจายออกไปครอบคลุมบริบทของสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมืองในปัจจุบันที่ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานียังคงทำการศึกษา ทบทวน และผลิตซ้ำความรู้ดังกล่าวครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้เท่าทันสถานการณ์และสร้างความมี "ตัวตน" ของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีขึ้นมาในสังคมไทยตราบนานเท่านาน

 

อ่านซีรีย์ "แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน ?

"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน ? (1)

"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน ? (2) มอง "แร่" ให้รอบด้าน

"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน? (3) สัมภาษณ์เลิศศักดิ์ : วิพากษ์ระบบสัมปทานเหมืองแร่

"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน? (4) "สัมปทาน" ในกฎหมายแร่

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร