"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน? (6) คนปลูกเกลือ

Fri, 06/17/2011 - 13:48 -- ประชาธรรม

 

 

แน่นอนว่าแร่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่หลายครั้งหลายครา การได้มาซึ่งแร่ชนิดต่างๆ กลับต้องแลกมาด้วยการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงพืชพรรณสัตว์ป่าและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ในประเทศไทยมีกรณีความขัดแย้งในการทำเหมืองแร่เกือบทุกพื้นที่ที่มีการสัมปทาน ทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่ได้เกิด เป็นบทเรียนในการคำนวนผลได้-เสียเป็นอย่างดี

ประชาธรรมจึงขอนำเสนอซีรีย์ "แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ทุนบ้าน ? เป็นบทความจากนิตยาสาร "เส้นทางสีเขียว (Green line) ฉบับที่ 29 เดือนมกราคม-เมษายน 54  ของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลการทำเหมืองแร่ในประเทศไทย เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างการทำเหมืองแร่กับทรัพยากร ธรรมชาติ วิถีชีวิตที่ต้องเสียไป

 

 

ว่ากันว่า อดีตและปัจจุบันของการผลิตและการค้าขายเกลือเป็นเบื้องหลังการเคลื่อนก้าวไปของประวัติศาสตร์โลกที่ล้วนเกี่ยวข้องกับเกลือ เช่น กำแพงเมืองจีนสร้างจากภาษีเกลือ กองทัพโรมันที่เกรียงไกรก็สร้างขึ้นจากภาษีเกลือ อาณาจักรมายาที่รุ่งเรืองมีรากฐานจากการผลิตเกลือ การค้าระหว่างประเทศในยุคกลางมีเกลือและผลิตภัณฑ์จากเกลือเป็นสินค้าหลัก อย่างปลาเค็มและเนื้อเค็ม เกลือเป็นสินค้าสำคัญที่ทำให้จักรวรรดิอังกฤษพยายามแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายใต้พ่ายแพ้สงครามกลางเมืองของสหรัฐมาจากความขาดแคลนเกลือ การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวอินเดียจากอังกฤษเริ่มต้นจากการคัดค้านการผูกขาดเกลือของจักรวรรดิอังกฤษ (เรื่องชัย ศรีอักษร,2551)

ในงานศึกษาทางโบราณคดีของเออิจิ นิตตะ(Eiji Nitta, 1993) ได้อ้างถึงเอกสารบันทึกในจีนปี 1225 "the Shu-Fan-Chih" ระบุว่าบางพื้นที่ที่แม้เป็นดินแดนชายทะเลกลับนำเข้าเกลือ เช่น ประเทศบรูไน หรือ เมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น นั่นหมายความว่าเกลือไม่สามารถผลิตได้ทุกที่ถึงแม้ว่าจะเป็นชายทะเล ดังนั้นการค้าขายเกลือจึงสำคัญเพราะเกลือเป็นโภคภัณฑ์ที่จำเป็น นอกจากนี้มีเอกสารของจีนที่เขียนในปี 1351 "the Yuan Dynasty, the Tao-yi-chih-lue" ระบุว่าในกาลิมันตัน(Kalimantan) มีการแลกเปลี่ยนเกลือกับข้าวซึ่งราคาเกลือนั้นแพงกว่าราคาข้าวถึง 5 เท่า เพราะเกลือผลิตได้เฉพาะบางพื้นที่แต่เป็นสิ่งหายากในบางพื้นที่ และภายหลังจากศตวรรษที่ 13 เกลือจึงสามารถผลิตได้ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการผลิตเกลือกว้างขวางขึ้นในดินแดนชายฝั่งทะเล หลังจากที่มีการค้าขายทางทะเลและส่งออกระทะโลหะเหล็กจากจีน ที่ใช้เป็นกระทะต้มเกลือ

ข้อเท็จจริงเรื่องเกลือในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราคาแพงนี้มีบันทึกไว้ในจารึกของเขมรถึงเรื่องการแลกเปลี่ยนเกลือกับข้าวในอัตราเกลือ 40 ส่วนต่อข้าว 60 ส่วนและในสมัยของพระเจ้า Suryavarman I มีการกำหนดมาตราการให้ต้องจ่ายภาษีด้วยเกลือตั้งแต่ยุคก่อนนครวัดถึงยุคนครวัด และมีการจัดตั้งตำแหน่งนายอากรเกลือ (Sahai 1979,117 อ้างแล้วใน Eiji Nitta, 1993 หน้า 155)

ในภาคอีสานของไทยแม้ว่าจะเป็นดินแดนในทวีปแต่ก็พบว่ามีการทำเกลือมายาวนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์และยังคงมีการทำเกลือสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน

ขณะที่ทางธรณีวิทยาได้อธิบายว่าที่ราบสูงอันไพศาลแห่งอีสานเคยมีน้ำทะเลรุกเข้ามาปกคลุมบริเวณเกือบทั้งหมด เมื่อหลายล้านปีมาแล้วก่อนน้ำทะเลจะถดถอยออกไป ทำให้ปัจจุบันนี้อดีตทะเลที่เคยรุกเข้ามาในอีสานแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาทำให้น้ำทะเลขังแห้งและตกตะกอนกลายสภาพเป็นโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่มี "เกลือหิน" ที่ฝังอยู่ใต้ผืนดินประกอบเป็นแอ่งเกลือใหญ่สองแอ่งคือแอ่งโคราช และแอ่งสกลนคร ซึ่งเป็นแอ่งเกลือที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบร้อยละ ๗๐ ของทั้งภาคอีสาน

ด้วยลักษณะธรณีวิทยาที่อุดมเป็นด้วยเกลือมหาศาลนี้เองทำให้ดินแดนนี้มีพัฒนาการการทำเกลือมายายนาน จากการศึกษาด้านโบราณคดีในภาคอีสานก็ค้นพบหลักฐานที่แสดงว่าอีสานเป็นพื้นที่การผลิตเกลือ เป็นอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล และเป็นอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และนิเวศวิทยา ในดินแดนนี้อย่างพลิกผัน 

การศึกษาทางโบราณคดีเรื่อง "ความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมอีสานในยุคก่อนประวัติศาสตร์" (Eiji Nitta, 1993) พบว่าเพราะในดินอีสานนั้นเต็มไปด้วยเหล็กและเกลืออยู่เหมือนเป็นรากฝอยแทรกอยู่ตามเม็ดหินเม็ดดิน ทำให้เริ่มคิดพัฒนาการหลอมเหล็กและผลิตเกลือมาเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้วในลุ่มน้ำมูล - ชี เขตอีสานใต้ และพื้นรอบหนองหานกุมภวาปี ในเขตอีสานตอนบน ซึ่งซ้อนทับอยู่กับแหล่งที่มีเกลือหินใต้ดินและเป็นเขตพื้นที่แห้งแล้ง

 

จากการขุดค้นโนนดินทุ่งผีโพน อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา พบว่าเป็นพื้นที่ทำเกลือขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำมูลตอนบน ซึ่งมีการทำเกลือแบบโบราณ  พบหม้อดินเผาสำหรับทำเกลือ  โครงสร้างการทำเกลือประกอบไปด้วยหลุมกรองน้ำเกลือที่ขุดลงไปในดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วฉาบด้วยดินเหนียวบางๆเผาให้แข็งเป็นกำแพงดินเหนียว ในนั้นบรรจุเครื่องกรองน้ำเค็มที่ประกอบด้วยฟางข้าวหรือพืชอื่นแล้วเจาะรูให้น้ำไหลๆ ได้  แล้วใช้เครื่องปั้นดินเผาที่ทำโดยใช้ไม้ทุบขึ้นรูปเป็นหม้อดินเผาที่ปราณีตขนาดเส้นรอบวงราว 30 เซนติเมตร  มารองบรรจุน้ำเค็มก่อนเอาไปวางเรียงในหลุมเตาแล้วเผาจนน้ำในหม้อกลายเป็นเกลือ แล้วทุบหม้อเพื่อจะเอาเกลือไปใช้

การทำเกลือยุคนั้นทำในระยะเวลาสั้นๆ ในรอบปี ดังนั้นจึงมีที่ทำเกลือหลายหย่อมเพื่อที่จะผลิตเกลือให้มากๆ ในช่วงฤดูแล้ง (ธันวาคม - เมษายน) และในบริเวณใกล้โนนทุ่งผีโพนปัจจุบันก็ยังทำเกลือเฉพาะในฤดูแล้งเพราะน้ำเค็มใต้ดินขึ้นมาปรากฎเป็นคราบเกลืออยู่บนผิวดิน การทำเกลือจะขูดเอาดินที่มีคราบผลึกเกลือเหล่านี้ไปกรองในหลุมกรองที่ขุดไว้ หรืออาจจะใช้ท่อนไม้กรวงเป็นเครื่องหมักกรองเอาน้ำเกลือ โดยเจาะรูใส่ท่อไม้ไผ่ให้น้ำไหลผ่านลงมาได้

การทำเกลือที่ทุ่งผีโพนหรือบ่อพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกันกับการทำเกลือในอดีต  ซึ่งคล้ายกับการทำเกลือพื้นบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ของอีสาน แตกต่างเฉพาะภาชนะสำหรับต้มเกลือที่ปัจจุบันเป็นกระทะโลหะแทน

ในยุคบรรพกาลนั้นเกลือจำเป็นสำหรับการแปรรูปปลา ใช้ในขบวนการหลอมเหล็ก และยังไม่อาจนำเข้าเกลือจากเมืองชายทะเลทำในคนท้องถิ่นอีสานจะต้องผลิตเกลือเอง งานศึกษานี้มีข้อสรุปที่สอดคล้องกับงานศึกษาทางโบราณคดีของ ศรีศักร วัลลิโภดม ว่าการที่พื้นที่ภาคอีสานสามารถพัฒนาแหล่งผลิตข้าว เกลือ และเหล็ก จำนวนมากนั้นเป็นฐานทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เข้มแข็งจนทำให้ผู้คนอพยพเข้ามาเพิ่มมากขึ้น  การผลิตเกลือ เหล็ก และทองแดงนั้นไม่ใช่การผลิตขนาดเล็กแต่เป็นการผลิตถึงขั้นอุตสาหกรรมไม่ใช่สำหรับเฉพาะในภาคอีสานแต่ครอบคลุมถึงพื้นที่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เพราะว่าเกลือทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร เหล็กทำให้สามารถผลิตอาวุธและเครื่องมือการเกษตร และทองแดงนำมาใช้ผลิตเครื่องประดับและเครื่องแสดงความรุ่งเรือง เช่น ฆ้อง กลอง ผลผลิตเหล่านี้ขนส่งออกโดยเส้นทางน้ำจึงผลิตสะสมไว้จำนวนมาก ทำให้เกิดการผลิตมากจนเป็นอุตสาหกรรม

เมื่อการผลิตเกลือ และเหล็กเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้เกิดการทำลายป่าไม้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน เพราะการทำอุตสาหกรรมสมัยโบราณต้องการเชื้อเพลิงปริมาณมากทั้งฟืนและถ่านสำหรับการทำเกลือและหลอมเหล็ก 

จากการศึกษาในพื้นที่ทุ่งผีโพนพบว่า ต้นไม้ใหญ่ขนาดยาว 200 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เซนติเมตร ใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาต้มเกลือ 1 วันได้เกลือ 20 ลิตร หมายความว่าเตาต้มเกลือเตาหนึ่งๆ ต้องใช้เชื้อเพลิงจากต้นไม้ถึง 20 ต้นใน 1 ฤดูกาลผลิต และพื้นที่หนึ่งๆ มีโรงต้มเกลือกว่า 20 แห่ง ดังนั้นต้นไม้กว่า 400 ต้น ก็ถูกตัดสำหรับการทำเกลือในฤดูกาลหนึ่ง การทำเหล็กก็มีความต้องการพลังงานมากเช่นกันกับการทำเกลือ ดังนั้นทั้งพลังงานหาศาลจากป่าไม้ในภาคอีสานถูกใช้ไปกับการทำเกลือและเหล็กในยุคนั้น

ในทางกลับกันการทำลายป่าอย่างมากก็เป็นผลเสียต่อการคงอยู่ของอุตสาหกรรม เมื่อป่าไม้ในพื้นที่แห้งแล้งอย่างภาคอีสานถูกทำลาย ความเค็มแพร่กระจายไปแล้วก็ยากที่จะฟื้นฟูความเสียหายของสิ่งแวดล้อมกลับคืนมา และงานทางโบราณคดีชิ้นนี้ก็ระบุว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมคืออีกหนึ่งเหตุผลว่า ทำไมความรุ่งเรืองของชุมชนบนที่ราบสูงโคราชลุ่มสลายลง อีกทั้งพื้นที่แห้งแล้งแถบลุ่มน้ำมูลหรือทุ่งกุลาร้องไห้มีสภาพโล่งเตียนเพราะอุตสาหกรรมเกลือกับเหล็กนี่เอง

อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปนี้มีข้อโต้แย้งว่า สภาพพื้นที่แห้งแล้งเช่นทุ่งกุลาร้องไห้นั้นไม่อาจจะสรุปว่าเป็นเพราะตัดต้นไม้ต้มทำอุตสาหกรรมเกลือ หรือทำอุตสาหกรรมเหล็ก หากแต่เป็นธรรมชาติของพื้นที่ราบสูงเขตแห้งแล้งที่มีสภาพป่าโปร่งหรือทุ่งโล่งโดยธรรมชาติ เพราะคำว่า "อุตสาหกรรม" ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ไม่น่าจะใช้เชื้อเพลิงมากขนาดทำให้พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของทุ่งกุลาโล่งเตียน ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ในการตัดไม้ หรือวัฒนธรรมการใช้ไม้ของคนโบราณไม่น่าจะเป็นการตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ทั้งต้นแต่จะเป็นการริดกิ่งไม้ยอดไม้เท่านั้น และข้อโต้แย้งนี้ก็ยังไม่เป็นที่สรุป

แต่หากเดินทางไปยังพื้นที่ทำเกลือในภาคอีสาน ปัจจุบันเรายังคงพบเห็นการทำเกลือสินเธาว์หลักๆ อยู่ 2 วิธี คือ การสูบน้ำเกลือขึ้นจากชั้นน้ำบาดาลที่อยู่ลึกลงไป 5-30 เมตร นำน้ำเกลือมาต้มในภาชนะขนาดใหญ่จนเกลือนั้นตกผลึกเป็นของแข็ง  อีกวิธีคือการใช้แรงดันน้ำอัดเข้าไปในชั้นหิน จากนั้นนำน้ำมาขังบนนาเกลือบนผิวดิน ผ่านกระบวนการทางเคมีจนได้ผลึกเกลือออกมา โดยทั้งสองวิธีเป็นการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่วิธีทำเกลือแบบภูมิปัญญาของชาวบ้านในอดีตที่ใช้วิธีขูดคราบเกลือบนผิวดินมาละลายน้ำแล้วต้มเป็นเกลือ

ส่วนผลกระทบอันเป็นที่ประจักษ์ของอุตสาหกรรมเกลือ คือ พื้นที่ราบน้ำท่วงถึงในลุ่มน้ำสงครามตอนบน ที่ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี อำเภอบ้านม่วง อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร กลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน มีแต่คราบเกลือ น้ำเค็มดินเค็มแพร่กระจายเป็นบริเวณกว้าง อีกทั้งเกิดปัญหาดินยุบตัว ทรุดตัว ในพื้นที่ที่มีการตั้งบ้านเรือนซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน และพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามที่ได้กล่าวมาแล้ว

ล่าสุดในเดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมาพบว่ามีการเคลื่อนไหวของประชาชนในหมู่บ้านต่างๆ ในเขตตำบลดงเย็น อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร เรียกร้องให้เพิกถอนใบอนุญาตทำเกลือในเขตป่าทามลุ่มน้ำสงครามที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและลำห้วยซาง ลำน้ำสาขาของแม่น้ำสงคราม ปัญหานี้ซ้ำรอยกับปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตที่บริเวณหนองบ่อ ในลุ่มน้ำเสียว อำเภอบรบือจังหวัดมหาสารคาม ที่ทำให้เกิดวิกฤตน้ำเค็ม ในปี 2533 จนทำหนองบ่อบริเวณต้นสำเสียวเค็มกว่าน้ำทะเลสองเท่า และมีการแพร่กระจายไปตามลำน้ำเสียว สายน้ำสาขาของน้ำมูลทำให้เกษตรเดือดร้อน พืชพรรณสัตว์น้ำตาย จนเกิดการเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อีสานร่วมกันระหว่างประชาชนที่เดือนร้อน นักศึกษา นักวิชาการ และสื่อมวลชนจนรัฐบาลในขณะนั้นต้องมีคำสั่งคณะรัฐมนตรีที่ 2/2533 ให้ยุติการทำเกลือในเขตอำเภอบรบือ

ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นที่การทำเกลือขยายออกไปด้วย เช่น อำเภอพิมาย อำเภอโนนไทย อำเภอโนนสูง อำเภอพระทองคำ จังนคราชสีมา จากการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบว่าในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนครมีปริมาณของแร่เกลือหินประมาณ 18 ล้านล้านตัน (ธวัช จาปะเกษตร, 2528 และ ปกรณ์ สุวานิช, 2537) และกำลังการผลิตเกลือจากภาคอีสานในปัจจุบันประมาณปีละ 1.5 - 2 ล้านตันต่อปีเพื่อนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมพลาสติกฯลฯ และมีแนวโน้มจะมีการผลิตเกลือจากใต้ดินอีสานเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดินสำรวจพบว่าภาคอีสานกำลังประสบปัญหาภาวะการแพร่กระจายของดินเค็ม โดยมีพื้นที่ดินเค็มประมาณ 17.8 ล้านไร่ แบ่งเป็นดินเค็มจัดประมาณ 1.5 ล้านไร่ ดินเค็มปานกลาง 3.7 ล้านไร่ และดินเค็มน้อย 12.6 ล้านไร่ และดินที่มีศักยภาพที่จะเป็นดินเค็มอีกประมาณ 19.4 ล้านไร่ รวมทั้งหมด 37.2 ล้านไร่ กระจายอยู่ทั่วไปในที่ราบลุ่มของแอ่งทั้งสอง คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่ดินเค็มคิดเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด และปัยหานี้ยังคงขยายพื้นที่ออกไปมากขึ้น อีกทั้งเมื่อมองจากพื้นที่นิเวศของภาคอีสานที่ยังมีเกลืออีกมหาศาลที่มีศักยภาพที่จะแพร่กระจายไปได้อีกมหาศาลเช่นกัน หากมีกิจกรรมที่ไปรบกวนสมดุลเกลือและระบบนิเวศที่ถูกกลบเก็บไว้ใต้ธรณีอีสาน

ซึ่งนอกจากสาเหตุการแพร่เกลือตามธรรมชาติ คือ การสลายตัวของหินอมเกลือ ที่อยู่ลึกจากผิวดินเพียง 1-2 เมตร เกลือที่สะสมในหินอมเกลือเหล่านี้มาจากการผุพังสลายตัวของหินเกลือชั้นบนของหมวดหินมหาสารคาม ทำให้น้ำใต้ดินเค็มที่อยู่ใกล้ผิวดิน และเกลือเคลื่อนขึ้นมาสะสมที่ผิวดินและดินชั้นบนพร้อมกับการระเหยของน้ำ

สาเหตุการแพร่เกลือโดยมนุษย์ ที่เกิดจากการทำเกลือสินเธาว์ จากอดีตที่มีการขูดคราบเกลือบนผิวดินมาละลายน้ำแล้วต้มเป็นเกลือ ต่อมามีทำเกลือสินเธาว์เป็นการค้า โดยขุดเจาะ ละลายเกลือหินใต้ดิน เพื่อสูบน้ำเค็มขึ้นมาตากหรือต้ม

รวมถึงสาเหตุอื่นๆ เช่น การตัดไม้ทำลายป่าบนพื้นที่รับน้ำ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการใช้น้ำเพื่อการชลประทาน ก็ทำให้สมดุลของระบบน้ำเสียไป คือ มีน้ำส่วนเกินที่ไหลจากเนินพื้นที่รับน้ำ ไปเพิ่มเติมน้ำใต้ดินเค็มในที่ลุ่ม น้ำใต้ดินเค็มจึงถูกยกระดับขึ้นมาใกล้ผิวดิน ทำให้ที่ลุ่มซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาข้าวกลายเป็นดินเค็ม

การพัฒนาระบบชลประทาน โดยการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือคลองส่งน้ำ ผ่านโดมเกลือใต้ดิน หรือบนพื้นที่ดินเค็มหรือมีน้ำใต้ดินเค็ม ที่นอกจากจะทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำไปละลายเกลือในชั้นดิน หรือน้ำไปเพิ่มเติม หรือยกระดับน้ำใต้ดินเค็มให้สูงขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับน้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยกรมทรัพยากรธรณี ศึกษาระบุว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ชั้นน้ำบาดาลสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 10 เมตร รวมถึงการสูบน้ำเกลือในบริเวณใกล้อ่างเก็บน้ำ ก็ทำให้เกิดดินเค็มแพร่ไปในบริเวณใกล้เคียง

...สาเหตุแห่งปัญหา และแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ยังคงอยู่ในการศึกษา ทดลอง บรรเทา และปรับตัว ทั้งสิ้น

 

คนปลูกเกลือ

การทำเกลือแบบโบราณยังพบอยู่ในหลายพื้นที่ในชุมชนอีสาน เป็นการทำเกลือขนาดเล็กๆ เพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนภายในชุมชน หรือใช้ประโยชน์ภายในครัวเรือน ตัวอย่างเช่น การทำเกลือพื้นบ้านที่บ่อเกลือโนนหนองเหล็ก ในชุมชนบ้านอุ่มจาน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ยังเป็นการทำเกลือแบบโบราณที่ยังอาศัยขูดคราบผงดินเค็มที่อยู่ตามผิวดินมาใช้ทำเกลือ เอามาหมักกับน้ำ ให้น้ำละลายเกลือในเนื้อดินออกมา แล้วกรองเอาน้ำเกลือที่เค็มเข้มข้นมาต้มบนกระทะเล็กๆ จนตกผลึกเป็นเกลือ เกลือที่ได้จะเก็บไว้ใช้ในครัวเรือน เหลือก็ขาย หรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นๆ แต่ละครอบครัวจะหมุนเวียนกันมาทำเกลือในช่วงฤดูแล้งประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน

...ที่บ่อหนองเหล็ก ในบ่ายแก่ๆ ของวันหนึ่งกลางเดือนมีนาคม หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่เพิ่งเสร็จภาระกิจต้มเกลือที่ทำมาต่อเนื่องหนึ่งสัปดาห์ เธอได้เกลือพอสำหรับใช้ไปตลอดทั้งปีแล้ว

หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อแขนยาวนุ่งผ้าถุงลายปาเตะสวมหมวกสานใบกว้าง จูงแขนลูกชายตัวน้อยเดินไปยังลานโล่งที่มีผงดินเอียดในบริเวณบ่อเกลือโนนหนองเหล็ก ในมือหิ้วตระกร้าเกลือใบหนึ่ง พร้อมเสียมด้ามเล็กขุดหลุมตื้นๆ เว้นระยะห่างหลุมละราวคืบหนึ่ง ส่วนลูกชายตัวน้อยสนุกอยู่กับการกำเกลือจากตระกร้าหยอดลงไปในหลุมก่อนจะใช้ฝ่ามือน้อยๆ นั้นบรรจงเกลี่ยดินมากลบ

"ปีหน้าขอให้เกิดเกลือดกๆ เด้อ" เสียงผู้เป็นแม่เว้าวอนไปในสายลมอันเริงร้อนของทุ่งฤดูแล้งใต้ท้องฟ้าที่แสงแดดค่อยคล้อยลงในบ่ายแก่ๆ สองแม่ลูกทำอยู่เช่นนั้นจนมองเห็นลานกว้างมีแนวหลุมปลูกเกลือของสองแม่ลูกเรียงรายเมื่อมองไปจากเนินดินเอียดจากโพนสูงอันเป็นที่ตั้งของเตาต้มเกลือ และหลุมดินกรองน้ำเกลือจำนวนมากที่บัดนี้บรรจุดินเค็ม หรือเอียดหมักไว้กับน้ำ ใต้หลุมนั้นรองด้วยฟาง แกลบ พื้นหลุมดินยาด้วยยางไม้เหนียวผสมผงไม้และทรายนวดเป็นตังเหนียว แล้วเอามาลาดปูทั่วพื้นและขอบกันน้ำซึมออก ที่ก้นหลุมจะเจาะรูต่อกับท่อไม้ไผ่ไว้พรุ่งนี้แค่เอาไม้เล็กๆ ทิ้มไปที่รู้ไม้ไผ่น้ำที่หมักดินเค็มก็จะไหลซึมพาเอาความเค็มผ่านชั้นฟาง แกลบ เป็นน้ำใสๆ รสเค็มจัด แล้วนำไปต้มเคี่ยวจนเป็นเกลือ

"ขอให้ปีหน้ามีเกลือดกๆ เด้อ" เสียงของเด็กชายจ้อยเจื้อยตามคำผู้เป็นแม่ พลางกลบหลุมปลูกเกลือไปพลาง

ใครๆ ที่มาต้มเกลือที่บ่อโนนหนองเหล็ก ก่อนลงต้มเกลือจะต้องไหว้ขอต่อเจ้าแม่นางเพียแก้ว  วิญญาณศักดิ์สิทธิแห่งบ่อเกลือนี้  ขณะต้มต้องมีการทำดอกบัวหรือปลัดขิกวางไว้ข้างๆ หม้อต้มด้วยนัยว่าแม่นางเพียแก้วชอบจะช่วยทำให้ได้เกลือดี และเมื่อต้มเกลือได้ต้องนำเกลือไปถวายศาลเจ้าแม่นางเพียแก้วเป็นการขอบคุณ และลืมไม่ได้ก่อนเก็บของกลับบ้านจะต้องทำการ "ปลูกเกลือ" เพื่อปลูกความเค็มไว้ในผืนดินปีหน้าจะได้มาผลิตเกลือได้ใหม่ให้ได้เกลือดก สมบูรณ์

การทำเกลือสำหรับคนรอบหนองหานกุมภวาปีเป็น "พิธีกรรม" ซึ่งเป็นสัญญลักษ์ที่กำหนดความสัมพันธ์ของคนและทรัพยากรธรณีคือเกลือใต้ดิน

ดอกไม้ธูปเทียนจำนวนไม่น้อย ณ ศาลไม้ขนาดเล็กอันเป็นเหย้าเรือนของนางเพียแก้ว บอกให้รับรู้ว่าคนต้มเกลือในฤดูแล้งของแต่ละปีมีจำนวนไม่น้อย ขณะที่เกวียนเกลือที่ต่อขึ้นมาจากตอกไม้ไผ่ ต่างว่าเป็นเครื่องบรรทุกเกลือมาไหว้ขอบคุณนางเพียแก้ว ก็คือสิ่งบอกความสมบูรณ์ของเกลือจากแหล่งเกลือแห่งนี้ และเป็นพิธีกรรมที่สืบทอดมาช้านานเท่าที่ชุมชนรอบทะเลสาบน้ำจืดแห่งนี้เริ่มก่อตั้งว่ากันนอกจากปลาในหนองหานแล้ว  บ่อเกลือ และนาข้าวรอบหนองหาน เป็นอีกสองปัจจัยที่ดึงดูดผู้คนมาก่อตั้งชุมชนรอบๆ หนองหาน

การทำเกลือแบบพื้นบ้านเช่นนี้เห็นอยู่ทั่วไปในชุมชนอีสาน และการไหว้ผีเกลือก็เป็นสิ่งที่คนในชุมชนปฏิบัติสืบทอดมาไม่ต่างกัน เช่น ที่บ่อกฐิน จังหวัดขอนแก่น บ่อหัวแฮด จังหวัดหนองคาย บ่อพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ด บ่อเกลือทุ่งผีโพน จังหวัดนครราชสีมา ฯลฯ

วันนี้คนปลูกเกลือยังคงทำวิถีดั้งเดิมให้สังคมได้เปรียบเทียบระหว่างการทำเกลือขนาดเล็กเพื่อยังชีพด้วยความยำเกรงต่อเกลือที่เป็นแร่ธาติใต้ดิน กับการทำเกลือแบบอุตสาหกรรมที่กำลังเป็นปัญหาอยู่อย่างกว้างขวางในภาคอีสาน และกำลังขยายอำนาจโดยโครงการพัฒนาเหมืองแร่โปแตชและเกลือใต้ดินทั่วอีสานกว่า 7 โครงการ ใน 6 จังหวัดภาคอีสานรวมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ที่กำลังขอสัมปทาน และขอสำรวจ หากเป็นไปในแนวทางนี้อัตราการผลิตเกลือจากใต้ดินอีสานก็จะเพิ่มทวีจำนวนมากขึ้นเป็น 10 เท่า ทั้งๆ ที่ปัจจุบันสัดส่วนผลผลิตเกลือทั้งหมดภายในประเทศ 2 ล้านตัน มี บริษัท เกลือพิมาย จำกัด เป็นผู้ผูกขาดตลาดเกลือเพียงเจ้าเดียว โดยผลิตเกลือจากการละลายแร่หินเกลือ ซึ่งผลผลิตร้อยละ 80 ของบริษัทฯ จะถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการผลิตที่เพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในขณะนี้

ส่วนวิถีการผลิตเกลือด้วยความเคารพ ทำกันแบบพื้นบ้าน ที่ยังคงเป็นเครื่องค้ำจุนเศรษฐกิจครัวเรือนและชุมชนอยู่ได้ ด้วยการปลูกเกลือไว้ให้ดกเต็มดิน จะถูกส่งต่อถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้เพียงไหน เป็นวิถีการทำเกลือที่จะอยู่รอดได้หรือไม่

...ภาคอีสาน เกลือใต้ดิน คนปลูกเกลือ อุตสาหกรรมเกลือ-โปแตช ชุมชนท้องถิ่น ระบบนิเวศ

...ทางเลือกเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร