"แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ถุนบ้าน? (จบ)มีทองคำ ...แต่... สิ่งที่ขาดหายไป

Mon, 06/20/2011 - 13:08 -- ประชาธรรม

 

แน่นอนว่าแร่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่หลายครั้งหลายครา การได้มาซึ่งแร่ชนิดต่างๆ กลับต้องแลกมาด้วยการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงพืชพรรณสัตว์ป่าและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ในประเทศไทยมีกรณีความขัดแย้งในการทำเหมืองแร่เกือบทุกพื้นที่ที่มีการสัมปทาน ทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่ได้เกิด เป็นบทเรียนในการคำนวนผลได้-เสียเป็นอย่างดี

ประชาธรรมจึงขอนำเสนอซีรีย์ "แร่" ทรัพย์ในดิน สินใต้ทุนบ้าน ? เป็นบทความจากนิตยาสาร "เส้นทางสีเขียว (Green line) ฉบับที่ 29 เดือนมกราคม-เมษายน 54  ของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลการทำเหมืองแร่ในประเทศไทย เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างการทำเหมืองแร่กับทรัพยากร ธรรมชาติ วิถีชีวิตที่ต้องเสียไป

 

 

"บึม" เป็นเสียงดังที่ชาวบ้านเขาหม้อ ได้ยินชัดเจนเป็นประจำทุกวันในเวลา 12.15 น. พร้อมทั้งกลุ่มควันฝุ่นสีน้ำตาลที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศด้วยความหวาดกลัวและเบื่อหน่ายในโชคชะตา เป็นเวลากว่า 3 ปี จากการเปิดการทำเหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือ ในระยะที่สองของ บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด

เนื่องด้วยหมู่บ้านเขาหม้ออยู่ห่างจากภูเขาหม้อซึ่งมีการทำเหมืองแร่ทองคำเป็นระยะทางที่ใกล้เพียงแค่ 500 เมตร ทำให้ชาวเขาหม้อได้รับผลกระทบอย่างจัง ทั้งการทำมาหากิน ทั้งความเจ็บป่วย ตลอดคุณภาพชีวิตที่แย่ลง

ภูเขาหม้อเป็นภูเขาที่สำคัญของชาวเขาหม้อ หมู่ 9 ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เป็นทั้งแหล่งต้นน้ำ เป็นที่หากิน เป็นซุปเปอร์มาเก็ตของคนที่นี่ จากคำบอกเล่าของเจ๊ก ธงชัย ธีระชาติดำรง อายุ 60 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ 10 กว่าปี โดยได้ย้ายตามพี่ชายเข้ามา เจ๊กบอกว่าเดิมเขาหม้อนั้นสมบูรณ์มากมีทั้งพืชพรรณและสัตว์มากมายให้หากินได้เกือบทั้งปียกเว้นในหน้าแล้งเท่านั้น

"มีชะอม ผักหวาน แคป่า ต้มกุ่ม ยิ่งหน่อไม้ที่นี่เยอะมาก ชาวบ้านมาขนไปขายกันเป็นคันรถ สัตว์ก็มีไก่ป่า แย้ กระต่าย เม่น ตุ่น หมูป่าที่เจ๊กเคยเห็นเขาหาไปทำกินกัน เจ็กก็พอรู้เรื่องสมุนไพรเคยขึ้นไปหาบนเขามีทั้งบอระเพ็ดและเครือเถาน้ำ"

(เครือเถาน้ำ หรือเครือเขาน้ำ เป็นพืชเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง มีขึ้นอยู่ทั่วๆ ไปในป่าดิบ เวลาจะหาเครือเขาน้ำ ให้สังเกตบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ใบสีเขียว ที่แม้จะเป็นหน้าแล้ง ต้นไม้อื่นผลัดใบกันหมดแต่จะมีต้นไม้ใหญ่บางกลุ่มที่ยังมี ใบเขียวอยู่ เพราะดินบริเวณนั้นมีความชุ่มชื้นหรือมีตาน้ำอยู่ ซึ่งเครือเขาน้ำจะขึ้นพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่ในบริเวณนี้เอง

ลักษณะของลำต้นเครือเถาน้ำเมื่อแก่จะกลม และมีเปลือกแตกเป็นร่องลึก ส่วนยอดอ่อนจะมีลักษณะแบนเล็กน้อย ใบจะเป็นใบย่อยจำนวน 3 ใบ วิธีตัดให้ใช้มีดคมๆ ตัดครั้งแรกให้สูงที่สุดที่สามารถตัดได้ แล้วจึงตัดที่โคนเถาเครือเขาน้ำอีกครั้งหนึ่ง น้ำซึ่งอยู่ภายในเถาจะไหลออกมาให้นำภาชนะมารองน้ำนั้นหรือถือเถาขึ้นสูงให้ น้ำไหลลงสู่ปากเลยก็ได้ น้ำที่ไหลออกมานี้สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องต้ม น้ำจะมีลักษณะใสเหมือนน้ำประปารสจืดสนิท และมีกลิ่นเขียวของพืชอ่อนๆ)

เจ๊กยังบอกอีกว่า หลังเขาเดิมนั้นเป็นแหล่งน้ำซับเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่กว่า 4-5 ไร่ในหน้าน้ำ แม้ในหน้าแล้งก็ยังมีน้ำเหลืออยู่กว่าครึ่งเป็นแหล่งหาปลาของชาวบ้านในละแวกนั้น เขาหม้อเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน ไม่ใช่เพียงแต่ชาวเขาหม้อเท่านั้นแต่หมู่บ้านใกล้เคียงในแถบนั้นก็ได้ประโยชน์จากเขาหม้อนี้เช่นกัน

อาชีพส่วนใหญ่ของชาวเขาหม้อคือทำนา การทำเหมืองทองคำได้ส่งผลต่อนาของชาวเขาหม้อทั้งขาดแคลนน้ำ ทั้งฝุ่น ซ้ำร้ายยังเจอวิกฤตโลกร้อนทำให้ฤดูกาลแปรเปลี่ยน ผลผลิตของชาวบ้านลดลงกว่าครึ่ง เฉลี่ยแล้วประมาณ 40-50 ถัง/ไร่ อีกยังค่าปุ๋ยค่ายาที่มีราคาแพงก็ทำให้ชาวเขาหม้อหลายคนต้องเป็นหนี้ ธกส. แต่ก็ยังมีอีกอาชีพที่เป็นที่นิยมของชาวบ้านในแทบนี้คือการทำสวน โดยเฉพาะสวนมะม่วงที่เคยสร้างรายได้อย่างงามให้คนที่นี่

สวาท ทับบุญ ได้ย้ายเข้ามาอาศัยในหมู่บ้านเขาหม้อเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว เดิมมีอาชีพเลี้ยงหม่อนไหม แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาทำสวนมะม่วงกว่า 10 ปีแล้ว ในเนื้อที่ 15 ไร่

"เดิมผมมีรายได้จากมะม่วงประมาณ 20,000 บาทต่อปี แต่เมื่อปีกลายผมขายได้แค่ 500 บาท อย่างปีนี้ก็ดึงยอดให้ออกดอก 2 รอบแต่ก็ไม่ออก คงเพราะฝุ่นที่มาจับปากใบอ่อนเลยไม่แตกยอดดอก"

ทุกวันนี้ สวาทและภรรยาอยู่ได้ด้วยเงินที่ลูกสาวส่งมาให้ทุกเดือน และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงของชาวเขาหม้อที่ได้รับความเดือดร้อน

แม้ว่าอาชีพเกษตรกรจะเป็นอาชีพหลักของคนที่นี่ แต่สำหรับชาวเขาหม้อบางคนที่ไม่มีที่ดินทำกินอาชีพรับจ้างถือเป็นอาชีพหลักของพวกเขา

สำราญ บุญบำรุง เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเขาหม้อเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว เนื่องจากว่าหากตนต้องออกไปทำงานนอกบ้าน สามีซึ่งกำลังป่วยก็จะต้องอยู่บ้านเพียงลำพังก็เป็นห่วง จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ใกล้ๆ ญาติ นางสำราญทำงานรับจ้างทั่วไปจำพวกหักข้าวโพด เกี่ยวถั่ว จะมีรายได้ 150-200 บาท/วัน

"ช่วง 3 ปีแรกที่มาอยู่งานเยอะ งานดี ทั้งหักข้าวโพด เกี่ยวถั่ว ก็ได้ปีละสองหน งานก็มีให้ทำเรื่อยในหมู่บ้านไม่ต้องออกไปไกล แต่เดี๋ยวนี่ต้องออกไปทำงานไกล บางทีไปไกลถึง 30-40 กิโล ตื่นแต่ดึกแต่มืดตีสามตีสี่ กลับบ้านทุ่มสองทุ่มแล้ว" นางสำราญยังบอกอีกว่า เงินที่ได้มานั้นในปัจุบันมีรายจ่ายเยอะเพราะต้องออกไปหาซื้อกินข้างนอก "ตนพออยู่ได้กับเงิน 150-200 บาท เพราะอยู่คนเดียว แต่อย่างน้องสาวเขามีลูกก็ลำบากหน่อย"

ไม่เพียงมีแต่แง่การทำมาหากินเท่านั้น ความเจ็บป่วยก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่ชาวเขาหม้อต้องประสบพบ เกิดผื่นคัน แผลพุพองซึ่งมาจากการใช้น้ำประปาหมู่บ้านที่ทำมาจากน้ำบาดาล หรือผื่นคันจากฝุ่นละออง

ลัดดา นนทราช อายุ 36 ปี เป็นคนหนึ่งที่มีอาการคันเป็นประจำ เนื่องจากมีโรคประจำตัวอยู่แล้วจึงทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ

ลัดดาบอกว่า "เลิกใช้น้ำบาดาลนานแล้ว แต่ก็ยังคัน ตามตัวตามขา ไปหาหมอหมอก็ว่าเพราะฝุ่น ยิ่งหน้าเดือนเมษาแล้งๆฝุ่นเยอะก็ยิ่งคันมากๆเลย"

ชาวเขาหม้อเลิกใช้น้ำประปาหมู่บ้านมาแล้วกว่า 2 ปี เนื่องจากว่าในช่วงกลางปี 2552 ชาวเขาหม้อเกิดอาการคัน ขึ้นผื่น เป็นแผลพุพอง จึงทำให้ชาวบ้านไม่กล้าที่จะใช้น้ำต้องขอความช่วยเหลือจากอบต.มาส่งน้ำใช้ให้ ส่วนน้ำกินนั้นชาวเขาหม้อหวาดกลัวไม่กล้าดื่มและซื้อน้ำกินมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2547 ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 180 ต่อวัน เพิ่งจะมาในช่วงหลังนี่เองที่ทางบริษัทฯทำเหมืองได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบจัดการจัดหาน้ำดื่มมาให้ชาวเขาหม้อ โดยการส่งน้ำดื่ม 15 ถัง (20 ลิตร) ต่อเดือน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวเขาหม้ออยู่ดี

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร