นายกิตติรัตน์ ย้ำเดินหน้านโยบายจำนำข้าว "ปชป." ซัด "โครงการจำนำข้าว" เอื้อเอกชน-ชี้จะขาดทุนมหาศาล

Wed, 08/24/2011 - 14:55 -- ประชาธรรม

กิตติรัตน์ ย้ำเดินหน้าจำนำข้าว กลุ่มโรงสีข้าวเหนียวขอรัฐบาลจำนำข้าวเหนียวตันละ 1.8 หมื่นบาท

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2554 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย หลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในสัปดาห์หน้า กระทรวงพาณิชย์ จะเริ่มดำเนินการเตรียมพร้อมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาล ที่กำหนดจำนำข้าวขาว ตันละ  15,000 บาท และข้าวเหนียวตันละ 20,000 บาท โดยยังไม่มีการกำหนดระยะเวลา และงบประมาณที่จะใช้ เพราะรัฐบาลตั้งราคาจำนำสูง จะช่วยยกระดับราคาในตลาดข้าวให้สูงขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้รัฐบาลไม่ต้องสูญเสียงบประมาณในการซื้อข้าวเข้าโครงการจำนำดังกล่าว

นายพิเชษฐ์ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการโรงสีศิริภิญโญ และเลขาธิการกลุ่มโรงสีข้าวเหนียว เปิดเผยว่า กลุ่มโรงสีข้าวเหนียว 50 แห่งทั่วประเทศ ได้ทำหนังสือเสนอ ให้ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเหนียว นาปี ปีการผลิต 2554/2555 ในอัตราตันละ 18,000 บาท พร้อมทั้งเสนอให้ระบายข้าวเหนียวทุกเดือนในวิธีการประมูลแบบ FIFO ในปริมาณ 10-15% ของทุกเดือน โดยให้โรงสีผู้เข้าร่วมโครงการมีสิทธิซื้อก่อนโรงสีอื่น และสนับสนุนการส่งออกไปต่างประเทศให้มากที่สุด เพื่อให้ระดับราคาในประเทศสูงขึ้น

สาเหตุที่ขอให้เปิดจำนำ เพราะราคาตลาดปัจจุบันลดลง อยู่ที่ตันละ 15,000 บาทจากเดิมที่อยู่ตันละ 17,000 บาท หลังจากรัฐบาลขาดความชัดเจนในการดำเนินโครงการดูแลราคาข้าวเปลือกเหนียวซึ่งจะออกสู่ตลาดในเดือนต.ค.นี้ และคาดว่าปีนี้จะมีปริมาณผลผลิตข้าวเหนียวมากขึ้นจากปกติที่ผลิตได้ราวปีละ 6.5 ล้านตัน โดยในแต่ละปีไทยมีการผลิตข้าวเหนียวปีละ 6.5 ล้านตันข้าวเปลือก และใช้บริโภคในประเทศราว 90% ของผลผลิต และอีก 10% ใช้ส่งออก

พร้อมที้งเสนอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการระยะยาวในการดูแลข้าวเหนียว อาทิ รณรงค์เพิ่มการบริโภคข้าวเหนียว ลดหย่อนภาษีสำหรับโรงงานผลิตสุราที่ใช้ข้าวเหนียวเป็นวัตถุดิบในการผลิต การขยายตลาดต่างประเทศ แถบตะวันออกกลาง และการส่งเสริมการบริโภคข้าวกล้องเหนียวแบบหุงแทนข้าวสาร

นายชาญชัญ รักษธนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จ.นครปฐม ที่มีความเสียหายเพิ่มขึ้น ทำให้มีปัญหาข้าวสำลักน้ำ หรือข้าวเม็ดมีความสมบูรณ์ไม่พอ น่าจะเสียหายราวมากกว่าเดิมที่คาดไว้ 4-5 แสนตัน จากปริมาณผลผลิตนาปรังที่คาดว่าจะออกราว 2.5 ล้านตัน

ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ระดับราคาข้าวปรับราคาสูงขึ้น โดยข้าวขาว 5% ปรับขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่ราคาตันละ 15,000 เป็น 16,000 บาท ราคาส่งออกเอฟ.โอ.บี.ปรับเข้าใกล้ 600 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ขณะที่ราคาข้าวนึ่ง ปรับขึ้นจาก 17,000 เป็นตันละ 18,000 บาท ราคาส่งออกเอฟ.โอ.บี.ปรับขึ้นจาก 520-530 เป็น 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน 

 

รัฐบาล เตรียมออกมาตรการรับมือราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นหลังจะใช้นโยบายจำนำข้าว

วานนี้(23 ส.ค.54) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นอกจากนโยบายเร่งด่วนทั้งนโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทและการปรับเงินเดือนสำหรับผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท และนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่เป็นนโยบายรัฐบาล จากที่ผ่านมา ในโครงการประกันรายได้ ทั้งข้าวเปลือกนาปี และนาปรัง รัฐบาลใช้เงินอุดหนุน มากกว่า 1 แสนล้านบาท แต่เมื่อรัฐบาล ปรับเปลี่ยนมาเป็นวิธี รับจำนำ รัฐบาล อาจไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงเหมือนที่ผ่านมา แต่หากราคาข้าวตกต่ำ รัฐบาล ก็จะดำเนินการไปรับจำนำข้าวเปลือกโดยทันที ขณะเดียวกัน การที่ราคาข้าวเปลือกมีราคาสูง ย่อมผลักดันให้ราคาข้าวสารในประเทศสูงด้วยเช่นกัน แต่รัฐบาลจะเข้าไปหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการข้าวถุง เพื่อไม่ให้ราคาข้าวสาร ที่จำหน่ายให้กับผู้บริโภคมีราคาสูงเกินไป พร้อมทั้งจะนำโครงการข้าวถุงธงฟ้า ออกมาช่วยเหลือผู้บริโภคด้วย   หากผู้บริโภคที่ต้องการจะบริโภคข้าวหอมมะลิชั้นดีคงต้องแบกรับภาระราคาข้าวในส่วนนี้

 

"ปชป." ซัด "โครงการจำนำข้าว" เอื้อเอกชน-ชี้จะขาดทุนมหาศาล

การประชุมรัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา176 ของรัฐธรรมนูญเป็นวันที่สองได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 08.00น. วันที่ 24 สิงหาคม หลังจากการอภิปรายในวันแรกสิ้นสุดเมื่อเวลา 1.00 น. สำหรับการอภิปรายในวันนี้ สมาชิกรัฐสภาทั้งสส.และส.ว.ส่วในใหญ่ยังคงให้ความสำคัญในการสอบถามถึงความเป็นไปได้ของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ

โดยนายเกียรติ สิทธีอมร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบายการรับจำนำราคาข้าวเป็นนโยบายหนึ่งที่รัฐบาลรับปากไว้ว่าจะทำให้ 3 ประการ คือ 1.รัฐบาลจะรับจำนำข้าวทุกเม็ด 32ล้านต้น 2.เริ่มดำเนินการในฤดูเกี่ยวข้าวพ.ย.นี้ 3.ประเทศไทยสามารถทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นได้ในฐานะเป็นผู้ส่งออกรายใหญของโลก แนวทางเหล่านี้มีถ้ารัฐบาลจะดำเนินการดีก็ดีไปแต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นรัฐบาลก็จะดับทันที ทั้งนี้ส่วนตัวไม่เชื่อว่าทำได้เพราะถ้ามองย้อนหลัง 30 ปีไม่เคยมีประเทศไหนไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนามีมาตรการภายในประเทศให้ราคาข้าวขยับขึ้นได้ ทั้งนี้ราคาข้าวจะขยับหรือไม่ขยับอยู่ที่สต๊อกข้าวเท่านั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการของรัฐบาล

นายเกียรติ กล่าวว่า ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี2551 รับจำนำข้าวในราคาสูงกว่าตลาด 20%ใช้เงินเข้าไปแทรกแซงราคามากกว่า 1แสนล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลต้องรับภาระการเก็บสต๊อกข้าวมากขึ้นถึง 5 ล้านตันจาก 2.7 ล้านตัน ต่อมาได้มีการขายข้าว 2 ล็อตใหญ่ๆขาดทุนึถึง 1.6 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญยังได้เกิดระบบโควต้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับเฉพาะผู้ส่งออกรายใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุชัดว่าระบบจำนำช่วยเหลือเกษตรกรเพียง 1ใน3เท่านั้นและมีการสวมสิทธิ์ข้าวของประเทศเพื่อนบ้านถึง5-6แสนต้นด้วย

นายเกียรติ กล่าวว่า อีกประเด็นที่รัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญ คือ ข้อตกลงขององค์กรการค้าโลก (WTO) ซึ่งไทยเป็นประเทศภาคีสมาชิก โดยระเบียบขององค์กรนี้กำหนดเอาไว้ห้ามไม่ให้รัฐบาลมีการเข้าไปแทรกแซงกลไกแต่มีข้อยกเว้นว่ากระทำได้ไม่เกิน 10 % จึงอยากสอบถามว่าการรัฐบาลบอกว่าจะทำนโยบายจำนำข้าวโดยใช้เงิน  ทั้งสิ้น 4.72แสนล้านบาท  รัฐบาลต้องขายขาดทุนทันที 1.5แสนล้านบาท จะเข้าข่ายละเมิดระเบียบขององค์กรการค้าโลกหรือไม่ 

"ปัญหาที่ตามมา คือ ถ้าผิดจนนำมาสู่การฟ้องร้องระหว่างประเทศ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพราะประเทศคู่แข่งก็จะตอบโต้ไทย ด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมด้านอื่นๆที่ต้องพึ่งพาการส่งออก   เสี่ยงต่อการตกงานและคนไทยต้องกินข้าวแพงกว่าตลาดโลก และต้องหันไปกินข้าวเวียดนามก็ได้ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลกล้าทำ กล้าคิดก็ต้องรับผิดชอบด้วย" นายเกียรติกล่าว

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร