เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 3)

Tue, 09/13/2011 - 15:08 -- ประชาธรรม

 

เหมืองแร่ แม่แจ่ม...วิถีชีวิตบนความเสี่ยงและสูญเสีย

เป็นที่รับรู้กันดีว่า แม่แจ่ม นั้นแม้จะเป็นอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเมืองในหุบเขา ที่ตั้งอยู่ห่างไกลและทุรกันดาร หากแม่แจ่มนั้นยังคงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า รวมทั้งแร่ธาตุกระจายอยู่ไปทั่วทุกพื้นที่ ไม่ว่าบนดงดอย หุบเขา หรือท้องทุ่งราบและแร่ธาตุ นั้นถือว่าเป็นสินทรัพย์อันมีค่ามหาศาลในสายตาของนักลงทุนและรัฐ ที่คอยจ้องมองด้วยสายตาเหมือนสัตว์จ้องตะครุบเหยื่อ                                                                                   

จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี พบว่า พื้นที่ลุ่มน้ำแม่แจ่มหรือแอ่งแม่แจ่มเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่/หินอุตสาหกรรม และทรัพยากรพลังงาน กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แจ่มตอนบนและตอนล่าง โดยมีทรัพยากรแร่และทรัพยากรพลังงานที่สำคัญได้แก่ แร่เหล็ก และถ่านหิน แร่เหล็กพบมากที่สุดบริเวณบ้านแม่โถ ตำบลปางหินฝน มีปริมาณมากถึง 1 ล้านเมตริกต้น ส่วนถ่านหินแอ่งนาฮ่อง ตำบลแม่นาจร (ไม่ร่วมพื้นที่ที่ยุติการผลิต) และแอ่งกองกาน ตำบลแม่ศึก เป็นแหล่งถ่านหินสำรองที่รอวันขุดขึ้นมาใช้อีก 16.040 ล้านต้น ทั้งนี้ยังไม่ร่วมแมงกานีส เฟลด์สปาร์ ฟลูออไรด์ และดีบุก อีกหลายล้านต้นที่ผ่านการทดสอบคุณภาพและกำลังขอประทานบัตรอยู่ในขณะนี้

แน่นอน เมื่อมีการสำรวจค้นพบว่ามีแร่มากมายหลายชนิด กระจายไปทั่วแม่แจ่ม ย่อมทำให้นักลงทุนจากข้างนอก รุกคืบ ด้วยการขอเปิดเหมืองแร่ในหลายพื้นที่ของอำเภอแม่แจ่ม

จากข้อมูลกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ส.ค.51) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่พบว่า ตั้งแต่ปีพ.ศ.2530 - 2551 มีบุคคล บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด ทั้งรายเล็กรายใหญ่ยื่นขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ และขอประทานบัตร ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มมากถึง 47 ราย โดยแบ่งเป็นการขอในนามบุคคล 28 ราย ขอในนามบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดอีก 19 ราย อาทิเช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด (มหาชน), หจก.เชียงใหม่ทวีทรัพย์เอ็นจิเนียริ่ง, บริษัทเทพประทานการแร่ จำกัด ฯลฯ

จำนวนบุคคล บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัดทั้ง 47 รายนี้ มีจำนวน 38 รายที่ได้ดำเนินการขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่และอาชญาบัตรพิเศษในช่วงปีพ.ศ.2530 - 2533, 2542 - 2549 และในช่วงปีพ.ศ. 2550 - 2551 ซึ่งล่วงเลยเวลาการสำรวจและรายงานผลการสำรวจ ให้กับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่มาแล้ว ปัจจุบันน่าจะอยู่ในขั้นตอนของการประเมินความเป็นไปได้ของโครงการทำเหมืองเพื่อขออนุญาตประทานบัตร ที่เหลืออีก 9 รายได้ยืนขอประทานบัตรในปีพ.ศ. 2530, 2550 และ 2551 ร่วมพื้นที่ป่าไม้ที่บุคคล บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัดเหล่านี้ขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ ขออาชญาบัตรพิเศษ และขอประทานบัตร จำนวน 39,659 ไร่ 3 งาน 154 ตารางวา คิดเป็นร้อยละ 1.97 ของพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม (2,004,437.5 ไร่)

ในจำนวนนี้แบ่งออกเป็นพื้นที่ขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ 34,094.3.19 ไร่ พื้นที่ขออาชญาบัตรพิเศษ 2,350 ไร่ และพื้นที่ขอประทานบัตร 1,980.135 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 8 ใน 10 ตำบลของพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม ชนิดแร่ที่ขออาชญาบัตรผู้ขาดสำรวจแร่และอาชญาบัตรพิเศษส่วนใหญ่เป็นแมงกานีส 14 ราย รองลงมาได้แก่ถ่านหิน 7 ราย เฟลด์สปาร์(ดินขาว) 5 ราย ฟลูออไรด์ 2 ราย แร่เหล็ก 2 ราย และดีบุก 1 ราย ไม่ระบุชนิดแร่อีก 8 ราย ส่วนชนิดแร่ที่ขอประทานบัตรได้แก่ แมงกานีส 5 ราย ถ่านหิน 2 ราย ที่เหลือเป็นแร่เฟลด์สปาร์และดีบุกชนิดละ 1 ราย

พื้นที่ที่ยืนคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตตำบลแม่ศึก(-ถ่านหิน,แมงกานีส) ตำบลกองแขก(-เฟลสปาร์,แมงกานีส) ตำบลช่างเคิ่ง(-แมงกานีส,ถ่านหิน) ตำบลแม่แดด(-ถ่านหิน) ตำบลแม่นาจร(-ดีบุก,เหล็ก-แมงกานีส) ตำบลท่าผา(-ฟลูออไรด์) และตำบลปางหินฝน(-แมงกานีส)ตามลำดับ พื้นที่ขออาชญาบัตรพิเศษอยู่ในเขตตำบลแม่ศึกและตำบลบ้านจันทร์ ส่วนพื้นที่ประทานบัตร โดยมากอยู่ในเขตตำบลกองแขก 717 ไร่(-แมงกานีส) ตำบลแม่ศึก 600 ไร่(-ดีบุก,ถ่านหิน) ตำบลช่างเคิ่ง 492 ไร่(-แมงกานีส,ถ่านหิน,ดินขาว) และตำบลปางหินฝน 171-0-74 ไร่(-แมงกานีส)

พื้นที่ประทานบัตร พื้นที่อาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ และพื้นที่อาชญาบัตรพิเศษดังกล่าวมานี้ ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำคุณภาพชั้น 1 เอ, 1 บี และลุ่มน้ำคุณภาพชั้น 2 ตามลำดับ โดยเฉพาะในเขตตำบลแม่ศึกและตำบลแม่นาจร เช่นบริเวณห้วยโปงหินดำ ห้วยผักหละ ดอยเลียบ ห้วยแม่ตะละ ห้วยแม่สะงะ ห้วยปกกะโหล้ ดอยหนอก ห้วยแม่ละมาแห้ง ขุนแม่หยอด ฯลฯ หรืออย่างบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่โถ ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอแทบทั้งสิ้น ที่ร้ายกว่านั้นบางแห่งยังอยู่ใกล้ลำห้วยสาขาสำคัญของแม่น้ำแจ่มอีกด้วย เช่นห้วยแม่สะงะ ห้วยตะละ ห้วยแม่หยอด และห้วยแม่ศึก เป็นต้น

สมเกียรติ มีธรรม สถาบันอ้อผะหญา ได้วิเคราะห์ในเรื่องนี้ว่า การเข้ามาของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในวันนี้ และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นในวันข้างหน้า ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาสายสำคัญของลุ่มน้ำปิงส่วนที่ 3 เท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสังคมของคนเมืองแม่แจ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ทำเหมืองแร่ หมู่บ้านที่เป็นเส้นทางผ่านของรถขนแร่ และหมู่บ้านที่ใช้น้ำแม่แจ่มในการอุปโภคบริโภคต้องประสบกับปัญหาที่ยากจะเยี่ยวยาแก้ไข

ครูอุทิศ สมบัติ เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากที่รัฐและนายทุนรุกคืบต่อในเรื่องนี้

และครูอุทิศ สมบัติ ในฐานะประธานกลุ่มฮักเมืองแจ๋ม และเครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่ม จึงถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและคัดค้านการสร้างเหมืองแร่ลิกไนต์มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

ในรายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)โครงการการจัดการองค์กรชุมชนรูปแบบใหม่ "การมีส่วนร่วมในการศึกษาประวัติศาสตร์แม่แจ่ม 100 ปี จากเมืองแจ๋มสู่แม่แจ่ม" โดย ครูอุทิศ สมบัติและคณะ ได้บอกเล่าเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า กระบวนการขยายอำนาจรัฐเข้าควบคุมทรัพยากรในพื้นที่แม่แจ่มยังครอบคลุมไปถึงสินแร่ ทรัพยากรที่อยู่ใต้ผืนป่าอีกด้วย 

จากการสำรวจของกรมทรัพยกรธรณี พบว่า ในเขตอำเภอแม่แจ่ม มีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ตะกั่ว แมงกานีส ดีบุก เหล็ก ฟลูออไรด์ และลิกไนต์ รวมพื้นที่ทั้งหมด 4455 ไร่

ระหว่างปี พ.ศ.2515-2547 มีบริษัทเอกชนที่ได้รับประทานบัตรจากรัฐอย่างเป็นทางการทั้งสิ้น 9 สัมปทานในเขต 4 ตำบล คือ  ตำบลช่างเคิ่ง ตำบลท่าผา ตำบลบ้านทับ และตำบลแม่นาจร รวมพื้นที่ประทานบัตรทั้งหมด 1872 ไร่   3 งาน  49 ตารางวา

จากการทำงานของกลุ่มฮักเมืองแจ๋ม ที่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการคัดค้านในการสร้างเหมืองแร่ ในแม่แจ่ม มีอยู่ 2 สัมปทาน คือ การคัดค้านการสร้างเหมืองแร่ที่บ้านบนนา และการคัดค้านการสร้างเหมืองแร่ที่บ้านนาฮ่อง

อย่างไรก็ตาม ครูอุทิศได้เน้นย้ำว่า กระบวนการที่กลุ่มฮักเมืองแจ๋มได้ลงมือทำนั้น ก็เพื่อมุ่งในการช่วยหนุนเสริมชาวบ้านมากกว่าการลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้งตัวตีในการคัดค้านการสร้างเหมืองแร่ทั้ง 2 สัมปทาน

หนึ่ง การคัดค้านเหมืองแร่ที่บ้านบนนา

เริ่มต้นจาก เมื่อกลุ่มฮักเมืองแจ๋ม ได้รับข่าวการจะสร้างเหมืองแร่ลิกไนต์ที่บ้านบนนา ในเขตตำบลช่างเคิ่ง ด้วยความเกรงว่าชาวบ้านจะไม่ได้รับข่าวนี้ ทางกลุ่มได้จัดทำใบปลิวแจ้งข่าวให้ชาวบ้านและคนเมืองแจ๋มทราบข่าวโดยทั่วถึง และทำป้ายประชาสัมพันธ์คัดค้านการสร้างเหมืองแร่จำนวน 5 แผ่นป้ายเท่านั้นเอง

แต่เมื่อชาวบ้านชาวแม่แจ่มได้รับทราบข่าว ส่งผลให้มีการรวมตัวกันต่อต้านทันที โดยการจัดให้มีการประชุมประชาวิจารณ์กัน ณ ที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม อยู่หลายครั้ง จนในที่สุด เรื่องนี้ก็เงียบหายไป

"ตอนที่มีข่าวจะแป๋งเหมืองแร่ที่บ้านบนนา ทางกลุ่มฯ ก็ได้เรียกประชุมและมีมติให้ทำใบปลิวและทำป้ายประชาสัมพันธ์ไปติดแจ้งข่าวให้พี่น้องคนเมืองแจ่มรู้เท่าทันเขา พอชาวบ้านรู้ข่าวก็รวมตัวกันมาประท้วงที่อำเภอ โดยที่กลุ่มไม่ได้ไปร่วมแต่อย่างใด" ครูอุทิศบอกเล่าให้ฟัง

"เหมืองแร่ที่บ้านบนนา ตอนแรกก็ว่าจะสร้างแล้ว มีคนมากว้านซื้อที่ดินกันหลายคน จนทำให้ชาวบ้านบนนา แตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์เขาก็สนับสนุนให้สร้าง แต่อีกฝ่ายที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ก็คัดค้าน แล้วอีกอย่างหนึ่งที่เป็นปัจจัยให้เขาสร้างเหมืองแร่ไม่ได้ก็เพราะว่าจะต้องย้ายหมู่บ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวัด โรงเรียน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยาก แล้วอีกอย่างหนึ่ง คนทั้งเมืองแจ๋มเขาก็ไม่ยอม ร่วมคัดค้านไม่ให้สร้าง เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมีมากมาย อาจจะทำให้คนเมืองแจ๋มอยู่ในแม่แจ่มนี้ไม่ได้" ชาวบ้านในวงคุยบอกเล่า

สอง การคัดค้านเหมืองแร่ที่บ้านนาฮ่อง

การต่อต้านคัดค้านการสร้างเหมืองแร่ที่บ้านนาฮ่อง ก็เช่นกัน กลุ่มฮักเมืองแจ๋ม เป็นเพียงตัวหนุนเสริม และสนับสนุนให้พี่น้องชาวบ้านแม่นาจน คัดค้านเสียมากกว่า การมีบทบาทคัดค้านโดยตรงผ่านกระบวนการหนุนเสริมชาวบ้านแม่นาจรของกลุ่มฮักเมืองแจ๋มกระทำโดย

1.ทางกลุ่มได้จัดเวทีให้เจ้าหน้าที่เหมืองแร่พบกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

2.ทางกลุ่มได้แจ้งข่าวเรื่องขี้เหมืองไหลเข้านา และไหลลงลำน้ำแม่หยอดและลำน้ำแม่แจ่ม ให้กับกลุ่มลูกด้ามเหมืองฝายหลวงทราบ

บริษัทแหลมทองลิกไนต์ ได้เข้าสัมปทานเหมืองแร่ลิกไนต์ที่บ้านนาฮ่อง เป็นเวลาหลายปี โดยมีการสัมปทานบัตรในแปลง 1,2,3 และ 4 ซึ่งมีการตกลงว่า ถ้าทำแปลงไหนแล้ว จะมีการปลูกป่าทดแทน และจะทำโดยไม่ให้กระทบกับสิ่งแวดล้อม  แต่พอทำจริงการกระทำกับผิดสัญญา อีกทั้งเหมืองแร่กลายเป็นแหล่งมั่วสุมยาบ้าน ซึ่งมีคนที่เข้าไปทำเหมืองแร่หลายสิบคนที่ติดยาบ้ากันมาก ขณะเดียวกัน เหมืองแร่ก็เป็นแหล่งที่ทำให้คนมีงานทำ โดยเฉพาะคนบ้านนาฮ่องและแม่นาจร  ต่อมาก็เกิดปัญหาขัดแย้งกันในเรื่องมีการกินค่าหัวคิว และค่านอกเวลาอีกมากมาย และไม่สามารถที่จะรับคนเข้าทำงานได้ทั้งหมด ทำให้เกิดการแบ่งคนออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้ทำงาน ได้เงิน และอีกฝ่าย เป็นฝ่ายที่ไม่ได้ทำงานไม่ได้เงิน ความแตกแยกจึงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ต่อมา ก็เจอปัญหาเรื่องอุบัติเหตุ ที่เกิดจากคนขับรถเหมืองแร่มากขึ้น เนื่องมาจากการเสพยาบ้า  ต้องเจอกับปัญหาเรื่องการเสียค่าทำศพ มีการเรียกร้องจากญาติผู้เสียชีวิต ทางเหมืองแร่ก็จ่ายค่าศพให้บ้าง ไม่จ่ายให้บ้าง จนมีเรื่องร้องเรียนกันมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังเกิดปัญหากรณีรถบรรทุกเกินพิกัด ประกอบกับคนขับรถได้ใช้ความเร็วมาก ทำให้ถนนพังเสียหาย ทำให้รถราสัญจรไปมาลำบาก จึงมีการประท้วงเกิดขึ้น แต่พอเมื่อมีเรื่องสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง เรื่องการประท้วงก็หายไป

ต่อมามีการเข้มงวดในเขตสุขาภิบาล ทางเหมืองแร่ก็ได้ทำทางก่อนถึงบ้านต่อเรือ มาผ่านที่เทศบาลปัจจุบันนี้ เนื่องจากมีการประท้วงไม่ให้รถวิ่ง ช่วงไหนถ้าชาวบ้านมีการรวมตัวเรียกร้อง ทางบริษัทเหมืองแร่ก็จะยอมทำตามข้อเรียกร้อง จึงมีการจ่ายเงินให้กับผู้นำตามรายทางที่รถวิ่งผ่านตลอดเส้นทาง ในที่สุด ความขัดแย้งถึงขั้นรุนแรงอีกครั้ง โดยชาวบ้านนาฮ่องกับแม่นาจร นำโดยผู้นำหมู่บ้าน พร้อมชาวบ้านอีกหลายคนได้ออกมาประท้วงเหมืองแร่ โดยคนแม่นาจรไม่ยอมให้รถวิ่งผ่าน

เรื่องที่เกิดขึ้นเหล่านี้ กลุ่มฮักเมืองแจ๋ม ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการปรึกษากัน ผลออกมา คือ หลายหมู่บ้านก็มาร่วมนึกถึงผลกระทบที่มาจากการสัมปทานเหมืองแร่ มีการขึ้นไปสำรวจเหมือง เพราะทางบ้านนาฮ่องได้ร้องเรียนว่า มีขี้เหมืองไหลเข้านา และไหลลงสู่ลำน้ำแม่หยอด ทำให้ลำน้ำตื้นเขิน ถนนหนทางชำรุด ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง  ดังนั้น ทางกลุ่มได้เชิญผู้นำหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในเส้นทางสำคัญ โดยเฉพาะลูกด้ามเหมืองฝายหลวง การประชุมครั้งนั้น กลุ่มฮักเมืองแจ๋ม ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ กับบริษัทที่เข้ามาสัมปทานเหมืองแร่ เพื่อการพูดคุยและร่วมตกลงกัน โดยมีนายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ นายอำเภอแม่แจ่มสมัยนั้น เข้าร่วมรับฟังด้วย

ผลการประชุมครั้งนั้น ชาวบ้านยังยืนยันในมติเดิม คือ ไม่ยอมให้รถเหมืองแร่ผ่าน บางคนถึงขั้นพูดว่าจะยอมตาย ถ้าหากรถของเหมืองแร่วิ่งผ่านบ้านแม่นาจร

ช่วงนี้ บริษัทเหมืองแร่ ได้เข้ามาเจรจากับกลุ่มฮักเมืองแจ๋ม โดยขอร้องให้กลุ่มบอกชาวบ้านไม่ให้ร่วมคัดค้าน โดยให้กลุ่มฮักเมืองแจ๋ม เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับเงินที่จ่ายให้คนแม่แจ่มปีละ 6 ล้านบาท

พร้อมบอกว่าถ้ากรณีอุบัติเหตุ จะได้รับค่าอุบัติเหตุก็พร้อมจะเอาเงินเข้าสู่ธนาคารให้ศพละ 2 แสนบาท ในกรณีที่เกิดจากรถขนแร่

แต่ทางกลุ่มให้การปฏิเสธไป เพราะถ้าหากมีการรับข้อเสนอจากบริษัทเหมืองแร่ ก็เหมือนกับการสนับสนุนให้มีการสัมปทานเหมืองแร่ต่อไป และการเปิดแปลงใหม่อีก ซึ่งถือว่าขัดกับวัตถุประสงค์ของกลุ่มที่ตั้งไว้

ขณะนั้น รถขนแร่ ยังคงใช้เส้นทางที่วิ่งผ่าน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน แต่เนื่องจากเส้นทางที่ผ่าน อ.ขุนยวม ใช้เวลาในการเดินทางเป็นเวลานาน อีกทั้งยังเป็นเส้นทางที่วิ่งขึ้นเขาสูง ส่งผลค่าใช้จ่ายของบริษัทเหมืองแร่สูงมาก ทำให้เจ้าหน้าที่เหมืองแร่กลับมาเจรจากับชาวบ้านแม่นาจรอีกครั้ง ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ในหมู่บ้านแม่นาจรมีเรื่องวัยรุ่น มีเหตุทะเลาะวิวาทกันขึ้น ถึงขั้นเผาจักรยานยนต์ เผาธงชาติ จนเรื่องไปถึงเจ้าหน้าที่และพร้อมจะดำเนินคดี ดังนั้น จึงมีการต่อรองกันขึ้น  และหมู่บ้านแม่นาจรได้ยอมตกลงให้รถขนแร่วิ่งผ่านหมู่บ้านได้ แต่บริษัทเหมืองแร่ต้องจ่ายค่าผ่านบ้านแม่นาจร หลังคาเรือนละ 700 บาท 500 บาท และ 300 บาท ตามบ้านที่อยู่ใกล้ ไกลจากเส้นทางหลัก ซึ่งเดือนหนึ่ง เหมืองแร่ต้องยอมจ่ายเงินค่าผ่านทางให้กับชาวบ้านแม่นาจร ราวสามแสนบาท

เมื่อหันมามองครูอุทิศ เขายังคงยืนหยัดต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม อย่างหนักแน่นและมั่นคง ไม่หวั่นไหวในเรื่องอามิสสินจ้างใดๆ

มีบ้างบางคน บางกลุ่มอาจมองว่า การที่ครูอุทิศ มีตำแหน่งหลายตำแหน่ง และออกมาคัดค้านแบบนี้นั้นคงต้องได้รับเงินจากใครมาอย่างแน่นอน

"ใช่ แต่ก่อนนั้น หลายคนต้องคิดว่าเราลงมาเล่นตรงนี้ เขาต้องคิดว่าผมต้องได้เงิน ถ้ามันไม่ได้ตังค์มันจะมาทำทำไมอย่างนี้  เขาคิดอย่างนี้กัน ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เลย ไม่ได้อะไรสักอย่าง ยังไม่พอจ่ายด้วย แถมยังไม่พอต้องเสี่ยงชีวิตด้วยอีก"

ครูอุทิศ บอกว่า การที่เขามั่นคงในอุดมการณ์เพื่อปกป้องฐานทรัพยากรในแม่แจ่ม ทำให้เขาต้องเข้มแข็งต่อคำครหานินทาว่าร้าย

"คือที่ผ่านมา พอผมลุกขึ้นมาค้าน พวกเขาพยายามจะเจาะ จะหาจุดอ่อนเรื่องเงิน แต่เจาะไม่ถึง เพราะจุดยืนผมชัดเจน คือจะไม่ยอมรับเงินจากฝ่ายเสียผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด ผมไม่เสียจุดยืน เพราะฉะนั้นถ้าผมเสียจุดยืนป่านนี้ผมก็ไม่ได้มานั่งคุยกันอย่างนี้ละ"

แน่นอนว่า เมื่ออำนาจทุนไม่สามารถเจาะหรือล้มแนวคิดในการคัดค้านเรื่องเหมืองแร่ได้ เขาย่อมถูกข่มขู่ในชีวิต ซึ่งเป็นปกติสามัญของนักเคลื่อนไหว นักต่อสู้ทั่วไปที่มักถูกกระทำเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง

"ตอนนั้นผมไปร่วมงานศพชาวบ้าน ที่เหมืองแร่ เพราะชาวบ้านนาฮ่องตาย พอผมไปวางผ้าบังสุกุลเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มีเพื่อนคนหนึ่งมาสะกิดว่า ถ้ามึงเปลี่ยนรถใหม่มึงตาย ผมก็แปลกใจ ว่าเอ๊ะอะไร ตอนที่ผมคัดค้านนั้น ก็มีเพื่อนมาสะกิดบอกว่า เบาหน่อยนะ เบาหน่อย เพื่อนก็มาบอก คือเขามาเตือนเรา แต่เราก็ไม่หยุด เพียงแต่ว่าเราระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่ก็คิดว่าค่าหัวของผมนั้น มันก็คงเพียงเหล้าขาวครึ่งขวดแค่นั้น ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก แต่คนอื่นนั้นส่วนใหญ่มันจะเสียเพราะเงินทั้งนั้นแหละ"  ครูอุทิศ บอกเล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ครูอุทิศ สมบัติ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นเมื่อต้นปี 2553 ที่ผ่านมา ก็ได้ร่วมกันจัดเวทีเหลียวหลังแลหน้าการจัดการทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำแม่แจ่ม ในวันนั้น มีเวทีเสวนา "อู้จ๋า ประสาคนเมืองแจ่ม" ครั้งที่ 1 ได้จัดขึ้นที่โรงเรียนบ้านพุย ม.2 ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งทำให้ชาวบ้านในอำเภอแม่แจ่ม ได้ตื่นตัวและลุกขึ้นมาเรียนรู้ประสบการณ์และคัดค้านการทำเหมืองแร่กันมากขึ้น

ในวันนั้น ครูอุทิศ ได้กล่าวเสริมว่า นอกจากชาวบ้านจะขับเคลื่อนกันระหว่างชุมชน และเป็นเครือข่ายกันแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่ใกล้ตัวชาวบ้านมากที่สุด ก็คือ อบต. จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ให้มากขึ้น

"เพราะว่า อบต.ในแต่ละพื้นที่นั้น ย่อมเข้าใจปัญหาของชาวบ้านได้ดี มีอำนาจใจการเจรจาต่อรองเป็นพลังที่เข้มแข็งกับชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง หากทุกหน่วยงานได้ร่วมมือกัน รวมทั้งชาวบ้านเอง มีความสนใจและเป็นห่วงเป็นใยทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแบบอย่างให้แก่ลูกหลานของตนเอง เมืองแจ๋มในอนาคต ก็จะยังคงรักษาไว้ซึ่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ดั่งเดิม" ครูอุทิศ สมบัติ กล่าวย้ำในตอนท้าย.

 

อ่านงานที่เกี่ยวข้อง

เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 1)

เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 2)

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร