คนลุ่มน้ำแม่สรอยคือเจ้าของแร่ตัวจริงเสียงจริง

Fri, 09/16/2011 - 14:27 -- ประชาธรรม

หมายเหตุ -กองบรรณาธิการวารสารสัมปทานได้เรียบเรียงเนื้อหาจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์การขอสัมปทานเหมืองแร่หลายชนิดในลุ่มน้ำสรอยของพระยงยุทธ ทีปโก  พระนักพัฒนาวัดบ้านปางงุ้น ต.สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่  เมื่อคราวมาร่วมงานเวทีเสวนา เรื่อง "ปัญหา ทางออก การปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม : บทเรียนที่ไม่เคยถูกแก้ไขจากกรณีเหมืองในประเทศไทย" ในงานนิทรรศการ 13 ปี คลิตี้ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2554  ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  ขึ้นเป็นบทความชิ้นนี้ รวมทั้งได้ตั้งชื่อบทความชิ้นนี้ด้วย ซึ่งความรับผิดชอบทั้งหมดเป็นของกองบรรณาธิการวารสารสัมปทาน

 

พื้นที่สรอยเป็นพื้นที่ภัยพิบัติเมื่อปี 2544 เกิดน้ำท่วมดินถล่ม มีคนเสียชีวิตกว่า 40 ราย ประมาณปี 2549 มีนายทุนหลายบริษัทและนักการเมือง ทั้งพวกส.ส.  ส.ว. ได้เข้าไปจับจองพื้นที่เพื่อสำรวจแร่ เบื้องต้นคือบอกว่าเป็นการสำรวจแร่เหล็ก แต่เป็นที่ตะขิดตะขวงใจของคนลุ่มน้ำแม่สรอย คือ แม่สรอยเป็นพื้นที่ที่ร่อนทองกันมานานเป็นร้อยปี แต่บริษัทและนักการเมืองได้แต่บอกว่าเป็นแร่เหล็ก ขออาชญาบัตรสำรวจแร่ปี 2550 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปีนั้นพอดี เขียนเรื่องสิทธิชุมชน ชุมชนก็เลือกที่จะคัดค้าน เราจะขออยู่กับธรรมชาติ ฝ่ายราชการก็มีนายอำเภอ ผู้ว่าฯ เข้ามาเกลี้ยกล่อมชาวบ้านอ้างว่าเพื่อเศรษฐกิจของประเทศก็ต้องยอมเพื่อให้ประเทศเดินไปได้ แต่ถ้าเราชาวบ้านยึดเศรษฐกิจของประเทศเราก็แย่ที่เป็นฝ่ายได้รับผลกระทบเพราะตอนนี้โลกของเราต้องการแร่เหล็กเยอะมาก

ลุ่มน้ำสรอยนี้มีอยู่ 25 หมู่บ้าน เป็นชุมชนที่อยู่ระหว่างเทือกเขาสองด้าน ตรงกลางที่เป็นหมู่บ้านห่างจากเทือกเขาทั้งสองประมาณ 1 กิโลเมตร ยาวไปที่ 25 หมู่บ้าน ประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นช่องเขาแคบ ๆ ถ้าฝนตกน้ำท่วม ฝนตกสัก 2-3 วันติดกันน้ำก็จะไหลบ่าท่วมบ้านเรือนอยู่ทุกปี ปี 2544 ท่วมหนักเพราะฝนตก ติดกัน 7 วัน 7 คืน ก่อนหน้าปี 2544 มีการสัมปทานไม้ทำให้ไม้บนเทือกเขาหมดไปไม่สามารถชะลอน้ำได้มากนัก แค่ตัดไม้ทำลายป่าก็มีคนตายไป 40 กว่าศพ ชาวบ้านมาคิดว่าถ้าเราปล่อยให้มีการทำเหมืองเกิดขึ้น ที่มีทั้งระเบิด ใช้แบ็คโฮขุดหินดินทราย มันยิ่งจะทำให้ดินไหลลงมาทำให้คนตายเยอะขึ้น ชาวบ้านจึงไม่เอาไม่อยากได้เหมืองแร่ แต่ว่านักการเมืองท้องถิ่นบอกว่าจะเอา เพราะปีนึงได้งบหลายล้านเข้า อบต. แต่ชาวบ้านหลายคนก็ร่วมกันคัดค้านและก็มีเอ็นจีโอ นักวิชาการ ราชการพยายามมาเกลี้ยกล่อมอยากให้เหมือนแม่เมาะ แต่ชาวบ้านปฏิเสธ เราจะอยู่กับธรรมชาติแบบนี้แหละ ยากจนก็ช่างมัน เราไม่ต้องการกองทุนฟื้นฟูและเยียวยาจากการทำเหมืองแร่ใด ๆ แบบที่แม่เมาะมี ก็ยังยืนหยัดต่อสู้มา 4-5 ปี แล้ว จับตาดูอยู่ว่ามันจะมาเมื่อไหร่

ตรงที่จะมีการสำรวจแร่เราไม่ให้มีการสำรวจแร่ คือชาวบ้านได้เข้าไปร่วมเวทีชี้แจงของนายทุนและพวกราชการอุตสาหกรรมจังหวัดเขากำลังชี้แจงกันอยู่ ก็เข้าไปถามว่าคุณจะสำรวจไปทำไม ไม่ต้องสำรวจก็ได้เพราะมันมีอยู่แล้ว ทั้งทองทั้งเหล็กเยอะแยะ แต่เรารู้ว่าคุณสำรวจเพื่อนำไปสู่การขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ใช่มั้ย ก็บอกพวกเขาว่าคุณไม่ต้องสำรวจเพราะชาวบ้านไม่ให้สำรวจ แต่นักการเมืองท้องถิ่น (อบต.สรอย) ก็พยายามยกมือให้ มีสมาชิก อบต. 22 คน ยกมือสนับสนุนให้มีการสำรวจแร่ 9 เสียง คัดค้าน 1 เสียง ประธานที่ประชุมรีบสรุปทันทีทันใดเพราะว่าเสียงส่วนมากเห็นด้วยกับการสำรวจแร่ อีก 12 เสียงที่ยังไม่ออกเสียงนั้นบอกว่าขอกลับไปถามชาวบ้านก่อน ก็เลยเห็นว่าสภา อบต. ทำผิดอะไรสักอย่างหนึ่ง รีบสรุปรวบรัดตัดตอนปิดประชุมบอกว่าเสียงส่วนมากเห็นด้วย พอบริษัทได้ไฟเขียวจาก อบต. ก็นำรถแบ็คโฮเข้ามาขุดสำรวจแร่ ก็คงขุดลากไปขายหลายเที่ยวกว่าที่ชาวบ้านจะจับได้

ตอนนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวที่จะมีเหมือง แต่แนวโน้มที่จะมีก็สูง เพราะเป็นพื้นที่ที่กรมทรัพยากรธรณีประกาศไว้เมื่อ 2 ปีก่อนว่าแถบอำเภอวังชิ้น เถิน สบปาด เป็นแหล่งแร่ทองคำที่มีศักยภาพพอจะพัฒนาได้  และพื้นที่ตรงนี้เมื่อ 800 ปีก่อน เราก็มีเหมืองทองโบราณอยู่ที่วังชิ้น ที่สรอย  ขุดหาทองคำเพื่อเอาไปทำพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นก็คือพระสุโขทัยไตรมิตร  ประดิษฐานอยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหารหรือวัดสามจีน ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย กรุงเทพฯ เรามั่นใจว่าพื้นที่ตรงนั้นมีทองคำมาก ขนาดเราเดินเตะก้อนหินหยิบมาดูยังมีทองคำติดอยู่ ยังไงแล้วชาวบ้านที่นั่นยังยืนยันที่จะอยู่กับธรรมชาติ จะยากดีมีจนก็ช่างมัน แต่ถ้าอยากจะทำจริงชาวบ้านมีเงื่อนไขว่าถ้าคนสรอยคนวังชิ้นสามารถซื้อทองได้บาทละ 800 บาท ได้ไหมล่ะ ถ้าบาทละ 800 บาท จะให้สร้างเดี๋ยวนี้เลย ที่พิจิตรทองบาทละ 18,000 บาท คนพิจิตรเจ้าของแร่ทองคำแท้ ๆ ยังไม่มีปัญญาซื้อใส่ คนที่ใส่ได้คือพวกนายทุนทั้งนั้น สรุปคือยังเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจะเกิดเหมืองแร่ ชาวบ้านก็ต้องช่วยกันสู้ต่อไป.

 

ภาพ- ถ้ำผาเขียว ใกล้กับม่อนขุมคำ รอยต่อ อ.วังชิ้น จ.แพร่ กับ อ.เถิน จ.ลำปาง เป็นหลุมทองโบราณ

อายุไม่ต่ำกว่า 700 ปี เป็นพื้นที่ที่มีการขุดทองในอดีต และยังมีขุมทองโบราณในพื้นที่ใกล้เคียงกันอีก

เช่น ห้วยแม่ปอย บ้านม่วงคำ ม่อนขุมคำ บ้านปางกุ่ม เป็นต้น

(ถ่ายภาพโดย วีระพล  คงเมือง เยาวชนคนต้นน้ำสรอย เมื่อปี 2552)

 

ที่มา : วรสารสัมปทาน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๕๔

---------------------------------------

วรสารสัมปทานเป็นวารสารอิเล็กทรอนิคจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข่าวสาร "เกี่ยวกับการทำเหมือง" ในมุมมองต่าง "สัมปทาน" จัดทำโดยกลุ่มศึกษาสัญญาและสัมปทาน

กองบรรณาธิการ พวงทอง ชื่นจันทร์  สงคาม เทศอุดม  ระพีศักดิ์ โบกอร์

สำนักงาน ๒๘/๑๖-๑๗ ต.ลำผักกูด  อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ๑๒๑๑๐

อีเมล [email protected]   

 

หมายเหตุ 2 - "พระสุโขทัยไตรมิตร" ชื่อเต็มว่าพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ชื่อสามัญว่าพระสุโขทัยไตรมิตร หรือพระทองสุโขทัย  เป็นศิลปะสุโขทัย แบบปางมารวิชัย  ขนาดกว้าง 6 ศอก 5 นิ้ว สูง 7 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว (3.04 เมตร)  เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ทั้งองค์ในสมัยสุโขทัย น้ำหนักถึง 5.5 ตัน (ทองเนื้อเจ็ดน้ำสองขา)  เฉพาะมูลค่าทองคำตามที่บันทึกในกินเนสบุ๊คนั้น อยู่ที่ประมาณ 28.5 ล้านปอนด์ เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญของวัดมหาธาตุ สุโขทัย ดังที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกว่า "วัดมหาธาตุ กลางเมืองสุโขทัย มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม" ซึ่งพิจารณาทั้งตามหลักฐานอื่นและเหตุผลประกอบแล้ว พระพุทธรูปองค์นี้น่าจะเป็น พระพุทธรูปทององค์ดังกล่าว เพราะปริมาณทองคำแท้นี้ รวมถึงขนาดพระพุทธรูปนี้ ย่อมเกินกว่าที่สามัญชนทั่วไปพึงสร้างเป็นสมบัติส่วนตัว

แต่อย่างไรก็ดี ต่อมาพระพุทธรูปองค์นี้ได้ถูกพอกปูนลงรักปิดทองทั่วทั้งองค์ เพื่อเป็นการอารักขาภัย แต่ไม่ทราบว่าตกไปอยู่ในสถานที่ใดบ้าง ทราบแต่เพียงว่าล่าสุดประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระยาไกร (วัดโชตนาราม) แต่ต่อมา วัดพระยาไกร กลายเป็นวัดร้างไม่มีผู้ดูแล ประกอบกับบริษัท อีสต์เอเชียติก จำกัด ประสงค์ขอเช่าพื้นที่ของวัดเพื่อดำเนินกิจการของบริษัท ที่ประชุมคณะสงฆ์จึงให้วัดไตรมิตรวิทยารามและวัดไผ่เงินโชตนาราม ไปอัญเชิญพระพุทธรูปสององค์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวัดพระยาไกรนั้นไปประดิษฐานไว้ตามสมควร ทางคณะของวัดไผ่เงินฯได้เดินทางไปถึงก่อนจึงเลือกอัญเชิญพระพุทธรูปสำริดไป เหลือพระพุทธรูปปูนปั้นไว้ให้วัดไตรมิตร

ในขั้นแรกเมื่อถึงวัดไตรมิตรก็ได้แต่เพียงปลูกเพิงสังกะสีธรรมดาเพื่อบังแดดบังฝนไว้ริมถนนด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถเป็นเวลาถึง 20 ปี ด้วยยังหาที่จะประดิษฐานอันเหมาะสมมิได้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 จึงทำการสร้างวิหารใหม่ด้วยตั้งใจจะประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้โดยเฉพาะ เพื่อจะได้ทำการประดิษฐานพระพุทธรูปให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี (คือวิหารองค์ปัจจุบัน) แต่ในขณะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปเนื่องจากพระพุทธรูปมีน้ำหนักมากสายเครื่องกว้านจึงขาดลงทำให้พระพุทธรูปตกกระแทกพื้น ส่งผลให้ปูนที่หุ้มบริเวณพระอุระกระเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อทองคำบริสุทธิ์ ท่านเจ้าอาวาสจึงให้ลอกปูนออกทั้งองค์ แล้วนำขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิหารนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/  โดยกองบรรณาธิการวารสารสัมปทานนำมาเรียบเรียงใหม่                                  

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร