เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 4)

Wed, 09/28/2011 - 11:34 -- ประชาธรรม

 

 

มีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ครูอุทิศ สมบัติ ได้บอกเล่าให้ฟังว่าเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่พี่น้องชาวบ้านอำเภอแม่แจ่มนั้นไม่เคยลืมเลือน เมื่อจู่ๆ ถนนที่ผู้คนเคยสัญจรผ่านทางเข้าดอยอินทนนท์มาเนิ่นนานนับร้อยปี ได้ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ตั้งด่านพร้อมประกาศให้เก็บค่าผ่านเข้าออก ทั้งๆ ที่ชาวบ้านคนแม่แจ่มนั้น ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยและเดินทางผ่านมาหลายชั่วอายุคนแล้ว

 

เหตุการณ์ครั้งนั้น ได้นำไปสู่การรวมตัวของชาวบ้านเพื่อคัดค้านการเก็บค่าผ่านด่านดอยอินทนนท์จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ

 

ในรายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)โครงการการจัดการองค์กรชุมชนรูปแบบใหม่ "การมีส่วนร่วมในการศึกษาประวัติศาสตร์แม่แจ่ม 100 ปี จากเมืองแจ๋มสู่แม่แจ่ม" โดย ครูอุทิศ สมบัติและคณะ ก็ได้บอกเล่าเรื่องนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า กระบวนการขยายอำนาจรัฐเข้าควบคุมทรัพยากรในพื้นที่แม่แจ่ม ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะครอบคลุมป่าไม้ในเมืองแจ่ม และสินแร่ทรัพยากรที่อยู่ใต้ผืนป่าของเมืองแจ่ม ยังมีการแสดงความเป็นเจ้าของทรัพยากรโดยการเรียกร้องค่าผ่านด่านจากคนแม่แจ่ม ผู้อยู่อาศัยอยู่หลังดอยอินทนนท์มาตั้งแต่อดีตกาล

 

สืบเนื่องจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2543 ทางอำเภอแม่แจ่มได้รับแจ้งข่าวสารว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ นำโดย นายอนุสิทธิ์ เมธาวรารักษ์ มีการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ด่าน เก็บค่าโดยสารและรถที่เข้าแม่แจ่มทุกคันที่ผ่านด่านอินทนนท์ โดยเก็บค่ารถ 30 บาทต่อคัน ผู้โดยสารคนละ 20 บาท หรือจะทำบัตร 50ต่อปี

 

เหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่พอใจแก่คนแม่แจ่มเป็นอย่างมาก

 

กลุ่มฮักเมืองแจ๋ม ได้อาสาเป็นตัวแทนเข้าไปหารือกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอินทนนท์ ผลจากการหารือครั้งนั้น ทำให้กลุ่มฮักเมืองแจ๋มเล็งเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้น

 

และเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของคนแม่แจ่มเอาไว้ ทางกลุ่มได้มีการจัดประชุม โดยเชิญคณะกรรมการของกลุ่มฮักเมืองแจ๋ม หน่วยงานของทุกหน่วยงานในแม่แจ่ม และผู้นำชุมชนตลอดจนชาวบ้านเพื่อปรึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งในที่ประชุมได้มีมติให้กลุ่มฮักเมืองแจ๋ม ดำเนินการคัดค้านในเรื่องการเก็บเงินค่าผ่านด่าน

 

ดังนั้นทางกลุ่มฮักเมืองแจ๋มจึงได้กำหนดให้มีการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานกับคนแม่แจ่ม เพื่อเจรจาตกลงกันในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 ณ ที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม โดยกลุ่มฮักเมืองแจ๋มทำหน้าที่ประสานงานกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ครั้งนี้ทางกลุ่มฮักเมืองแจ๋มมีการแบ่งกันทำงานออกเป็น 2 ชุด ดังนี้

 

ชุดที่ 1 เตรียมสถานที่ ประกอบด้วย นายพิณ ทาวี โดยขอรถของ นายวิทยา เจริญสุข มาทำเป็นเวทีปราศรัย และมีการเตรียมชุดเจรจากับหน่วยงานอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ห้องทำงานของท่านนายอำเภอ

 

ชุดที่ 2 ได้วางแผนในการต่อสู้เพื่อกดดัน คนที่ทำงานในชุดนี้ประกอบด้วย นายอุทิศ สมบัติ, นายสมาน แจ่มแจ้ง, นายดิเกาะบู สุริยะชัยพันธ์ และนางดารณี รัฐบำรุง เป็นต้น ซึ่งทำหน้าที่วางแผนอยู่ข้างล่างของหอประชุม ทุกคนที่เข้าร่วมประท้วงคัดค้านในครั้งนี้จะมีผ้าแดงผูกหัว รวมไปถึงขอความช่วยเหลือจากทางอำเภอให้เปิดเครื่องขยายเสียงของเทศบาล ให้ชาวบ้านในเขตเทศบาลมาร่วมฟังการเจรจา ตามแถลงการณ์ที่ทำขึ้น 2 ฉบับ 

 

พอเวลา 09.30 น.คนเข้ามาร่วมประท้วงประมาณ 3,000 ถึง 5,000 คน และมีมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

เวทีปราศรัยที่จัดขึ้น เป็นการชี้แจงให้ชาวบ้านที่เข้าร่วมรับฟังทราบเป็นระยะๆ และก็มรการรวบรวมเงินเพื่อเป็นค่าอาหารกลางวัน ซึ่งได้เงินทั้งหมด 9,457 บาท นอกจากนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจากแม่ค้าในตลาดสด ที่ยอมเสียสละเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับผู้เข้าร่วมเรียกร้องสิทธิครั้งนี้

 

การเจรจาก็ยุติลงด้วยดี ทางหัวหน้าหน่วยอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จึงยอมทำตามคำเรียกร้องของคนแม่แจ่ม ก่อนจึงเวลา 12.00 น.

 

"กึ๊ดเอาเต๊อะ ว่าหมู่อุทยาน เขาล๊วกก๋าว่าง่าว เฮาอยู่หองเฮาเต้าเจ้นป้ออุ๊ย ป้อหม่อน หลายเจ้นอายุคนมาแล้ว นับเวลาเป๋นร้อยๆปี เขามาอยู่เมื่อลูน แล้วจะมาเก็บค่าด่านกับเจ้าของบ้าน ไผหื้อ บะง่าวก่บ้าแล้ว"

 

(คิดเอาเถอะว่าอุทยาน เขาฉลาดหรือว่าโง่กันแน่ เราอยู่ของเรามาตั้งนมตั้งนาน ตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าหลายช่วงอายุคนมาแล้ว นับเวลาเป็นร้อยๆ ปี เขามาจัดตั้งอุทยานได้กี่ปี แล้วจะมาเก็บค่าด่านกับเจ้าของบ้าน ใครเขาจะให้ มันเป็นแผ่นดินเกิดของเรา ใครให้ไม่บ้าก็โง่แล้ว)

 

นั่นเป็นฯ็เสียงของแม่ค้าในตลาดสดแม่แจ่มตวาดลั่นดังก้องตลาด

 

จะเห็นได้ว่า คนแม่แจ่ม มีความรักกันและจะต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แสดงถึงพลังในการต่อสู้ครั้งนี้ โดยทุกส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม เช่น ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มฮักเมืองแจ๋ม ข้าราชการ พ่อค้า และชาวอำเภอแม่แจ่ม ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของคนแม่แจ่มไว้

 

"การทำงานของกลุ่มฮักเมืองแจ่มที่ผ่านมา เราได้มีมวลชนในการทำงาน เพราะทำงานในเชิงรุก และรุนแรงตามสภาพการณ์ในขณะนั้น และเป็นที่เข้าตาของชุมชนและชาวบ้านที่มีปัญหา เราเป็นกลุ่มเพื่อพิทักษ์สิทธิของคนเมืองแจ๋มทุกเรื่องที่ถูกเอารักเอาเปรียบจากภาครัฐหรือจากหน่วยงานอื่นๆ เราจะพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องให้กับคนเมืองแจ๋มตลอดมา" ครูอุทิศ บอกเล่า กล่าวย้ำและยืนยันเจตนารมณ์เดิม

 

อย่างไรก็ตาม ครูอุทิศ ได้บอกว่า ต่อมาเมื่อสถานการณ์ของบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไป ทางกลุ่มก็มีการปรับเปลี่ยนการทำงานจากแนวรุก มาเป็นการประสานงาน

 

"ที่จริงแล้วเราทำงานแบบประสานและทำข้อมูลให้ทันต่อสถานการณ์บ้านเมือง เราทำงานแบบมีเพื่อนพ้องในเมืองแจ๋มไม่ว่ารัฐหรือองค์กรท้องถิ่นและเอกชน ภายใต้การทำงานแบบพหุภาคีในอำเภอแม่แจ่ม จึงทำให้การเคลื่อนไหวเชิงรุกค่อยๆ หายไป แต่ก็ยังไม่หายไปสนิท เราดูสถานการณ์เป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าที่ทำให้เครือข่ายองค์กรข้างนอกอำเภอแม่แจ่มได้เห็นความสำคัญของกลุ่มฮักเมืองแจ๋มและเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม องค์กรข้างนอกและระดับประเทศ"

 

แต่กระนั้น ครูอุทิศ บอกว่า มาในระยะหลัง ก็มีปัญหาบ้าง นั่นคือขาดคนที่จะเข้ามารวมในการเคลื่อนไหวและทำงาน เพราะตอนนี้มีคนทำงานน้อยมาก เพราะประสบปัญหา ผู้ที่จะเข้ามาต้องเสียสละเพราะกลุ่มฮักเมืองแจ๋มทำงานแบบไม่มีค่าตอบแทน ทำด้วยใจรัก และหวงแหนแผ่นดินเกิดของตน แก้ไขการถูกเอารัดเอาเปรียบจากหน่วยงานของรัฐ กลุ่มหรือองค์กรและผู้ไม่หวังดีต่ออำเภอแม่แจ่ม

 

"เพราะฉะนั้นจึงอยากให้คนแม่แจ่มเข้ามารวมตัวเพื่อการปกป้องสิทธิของคนแม่แจ่มให้มากขึ้น และนำทรัพยากรธรรมชาติไปสู่ความยั่งยืนและให้อำเภอแม่แจ่มพัฒนาไปอย่างมีทิศทางโดยคนเมืองแจ๋ม"

 

การทำงานของกลุ่มฮักเมืองแจ๋มในช่วงหลังนี้เน้นการสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ ให้กับชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการทอดผ้าป่าข้าวให้พี่น้องปกาเกอะญอ การรณรงค์การปลูกป่า การบวชป่า และการสืบชะตาลำน้ำแม่แจ่ม เป็นต้น

 

ว่ากันว่า กลุ่มฮักเมืองแจ๋ม ก็มีการปรับตัวในการทำงานหลายครั้ง

 

ในงานวิจัยชุดดังกล่าว ได้บอกเล่าการปรับตัวของกลุ่มฮักเมืองแจ๋ม ว่า ได้มีการย้ายสำนักงานจากวัดกู่ไปอยู่ที่โรงเรียนมัธยมแม่แจ่ม โดยผู้ที่เข้ามาช่วยเหลืออีกท่านหนึ่งก็คือ ครูวีรพล ประสบสุข ที่ทำหน้าที่ช่วยประสานงานให้ เนื่องจากครูวีรพลเป็นครูที่สอนอยู่ในมัธยมแม่แจ่ม ช่วงนี้กลุ่มฮักเมืองแจ๋มเริ่มมีงบประมาณในการซื้ออุปกรณ์เพื่อความสะดวกในการทำงาน อาทิเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ กล้องบันทึกภาพ เป็นต้น

 

แต่การทำระยะหลังนี้ ลักษณะการทำงานของกลุ่มฮักเมืองแจ๋มไม่ใช่การทำงานในเชิงรุกเหมือนที่เคยปฏิบัติกันมา ทางกลุ่มมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในลักษณะของการเป็นผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่มีในแม่แจ่ม ให้ร่วมกันทำงานในด้านข้อมูลข่าวสารต่างๆ เช่น กิจกรรมบวชป่าแม่มุ โดยชาวเขาเผ่าม้งจากนอกพื้นที่อำเภอแม่แจ่มมาบุกรุกข้อสรุปจากการสัมมนาทางกลุ่มฮักเมืองแจ๋มได้เข้าดูป่า โดยมีการประสานหน่วยงานป่าไม้ป้องกันบ้านแม่วาก บ้านแม่ซา บ้านพุทธเอ้น ทางอำเภอ และอบต.แม่นาจร และผู้นำหมู่บ้าน ชาวบ้านแม่มุ บ้านแม่นาจร องค์การแคร์ รวมไปถึงชาวบ้านใกล้เคียงพากันไปดูป่า และขอร้องให้ชาวม้งที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ออกจากขุนป่าแม่มุ เป็นต้น

 

นอกจากนั้นก็ได้ร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัด เช่นเรื่องน้ำ และกระทรวงทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่จัดในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มาเป็นกลุ่มองค์กรชาวบ้านกับการดูแลทรัพยากรสิ่งแวดล้อมร่วมกับองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ในพื้นที่เช่น องค์การแคร์แม่แจ่ม, โครงการสวนป่าสิริกิติ์, โครงการอีคาร์ฟ ที่เข้ามาศึกษาด้านทระพยากรสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนี้กลุ่มฮักเมืองแจ๋มมีพันธมิตรในการทำงานในการประสานงานแบบพหุพาคีมากขึ้น ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบจากการทำงานแนวรุกมาตลอดก็เปลี่ยนมาเป็นแบบประสานก็ใช้คนน้อยลงแต่ก็มีกิจกรรมมากอยู่

 

จนนำมาสู่งานวิจัย ประวัติศาสตร์ร้อยปีของแม่แจ่ม ที่คนแม่แจ่มลุกขึ้นมาเขียนประวัติศาสตร์ของตนเอง

 

หลังจากการทำงานร่วมกับองค์กรก็มีการร่วมทำประวัติศาสตร์ร้อยปีของแม่แจ่ม ที่คนแม่แจ่มลุกขึ้นมาเขียนประวัติศาสตร์ของตนเอง ทางกลุ่มฮักเมืองแจ๋มก็ได้มีส่วนร่วมผลักดันด้วยและการเข้ามามีส่วนร่วมในกลุ่มเครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่มในด้านการส่งเสริมกลุ่มเครือข่ายของลุ่มน้ำให้เป็นรูปธรรม

 

นอกจากนั้น ทางกลุ่มก็ได้เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์กับ 16 จังหวัดภาคเหนือ ทางอำเภอแม่แจ่มก็ได้รวบรวมเครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่มที่มีตัวตน ได้ถึง 26 ลุ่มน้ำโดยมี นายอุทิศ สมบัติ เป็นประธานลุ่มน้ำแม่แจ่ม ซึ่งทำให้การทำงานของกลุ่มฮักเมืองแจ๋มพัฒนาไปได้อีกระดับหนึ่ง

 

จากการศึกษาการทำงานของกลุ่มฮักเมืองแจ๋มทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกภายในกลุ่ม มีการเข้า การออกของสมาชิกอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่มีบัญชีควบคุมการเป็นสมาชิกของกลุ่มฯก็ตาม

 

ในระยะเริ่มแรกสมาชิกมาจากการสานต่อของกลุ่มเหมืองฝายและกลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาตลอดจนองค์กรส่วนต่างๆ ที่เล็งเห็นผลกระทบที่จะตามมาและกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ ในเมื่อเหตุการณ์ยุติ สมาชิกที่เป็นกลุ่มลูกด้ามเหมืองฝายก็ได้ลดบทบาทตัวเองลง

 

และการทำงานของกลุ่มกลุ่มฮักเมืองแจ๋มในระยะหลังที่เน้นการประสาน ได้พยายามดึงเอากลุ่มผู้นำชุมชนเข้ามาเป็นสมาชิก แต่การทำงานของกลุ่มมักออกไปในลักษณะการคัดค้านและเรียนร้องสิทธิเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้นำชุมชนเท่าที่ควร

 

ต่อมา กลุ่มฮักเมืองแจ๋มได้ปรับวิสัยทัศน์ในการทำงานโดยลดบทบาทในการคัดค้านกับภาครัฐมาเป็นการทำงานในรูปประสานงานกับภาครัฐ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ให้กลายเป็น "พหุภาคี"      

 

จนกลายมาเป็น องค์กรเครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่ม (อ.ค.จ.)

 

 

อ่านงานที่เกี่ยวข้อง

 

- เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 1)

 

- เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 2)

 

เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 3)

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร