เมื่ออยู่ในยุค "วิกฤตอาหาร" และ "เกษตรสารเคมี" จะกินอย่างไรให้เปลี่ยนโลก

Thu, 11/10/2011 - 12:14 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554  เครือข่ายภาคประชาชน นำโดยกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน1,สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน และเครือข่ายภาครัฐ เอกชน ประชาชนร่วมจัดงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน  1 "สร้างอาหารเพื่อชุมชน   สร้างสังคมที่เป็นธรรม" ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ตั้งแต่วันที่ 27-28 ตุลาคม 2554  ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลายประเภท ประกอบด้วย ข่วงนิทรรศการ สาธิต จำหน่าย ผลิตภัณฑ์, ฝึกอบรมระยะสั้น และงานวิชาการ ซึ่งมีนักวิชาการ และกลุ่มเกษตรทั่วภาคเหนือร่วมเสวนาภายในงานอย่างคับคั่ง

ในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น.  มีการจัดเสวนาเรื่อง สถานการณ์และความเคลื่อนไหวทางนโยบายและขบวนภาคประชาชน ด้านสารเคมีทางการเกษตร และเกษตรพันธสัญญา และขบวนการกินเปลี่ยนโลก มีวิทยากรประกอบไปด้วย นายอุบล  อยู่หว้า คณะทำงานเฝ้าระวังสารเคมีทางการเกษตร นส.กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ผู้จัดการโครงการกินเปลี่ยนโลก  โดยมี สุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นผู้ดำเนินรายการ

 

ภาพบรรยากาศการเสวนา

 

ผู้ร่วมเสวนา

นส.กิ่งกร กล่าวว่า ก่อนที่จะทำความเข้าใจว่าทำไมต้องกินเปลี่ยนโลก เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเราอยู่ภายใต้ระบบอาหารแบบไหน ผลิตกันอย่างไร มีการกระจาย(การค้า ขนส่ง)อย่างไร และเมื่อมาถึงผู้บริโภค ผู้บริโภคมีความรู้เรื่องอาหารอย่างไร 

เมื่อมาดูที่วัฒนธรรมของผู้บริโภค ในขณะที่คนรู้หนังสือเพิ่มมากขึ้น แต่คนที่รู้เรื่องอาหารกลับลดหน่อยลงเรื่อยๆ ปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคคือปัญหาความรู้เรื่องอาหาร หมายความว่า ไม่รู้ว่าอาหารผลิตมาจากไหน ใส่อะไรบ้าง ส่วนผสมอาหารเป็นอย่างไร ผักแต่ละชนิดมีในฤดูไหนบ้าง ความหลากหลายของอาหารลดลง ความรู้ที่มีต่ออาหารก็น้อยลงเรื่อยๆ เราไม่รู้แม้กระทั่งว่าผักไฮโดรโปดิกไม่ใช่ผักอินทรีย์  เป็นผักที่ปลูกจากอาหารเสริมไม่ได้ปลูกกับดิน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการผูกขาดระบบการผลิตที่มากขึ้นทุกที ทั้งแนวดิ่งและแนวราบ เช่น การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ข้าวโพดข้าวสาลีของบริษัทไม่กี่บริษัทในโลกนี้ เพราะตอนนี้ข้าวโพดเป็นอาหารหลักของมนุษย์ แม้ว่าเราไม่ได้บริโภคทุกวันแต่มันก็อยู่ในไก่ ในปลาทับทิมที่เรากินอยู่ทุกวัน เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในโลกนี้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของบริษัท 6 บริษัท

ถ้าดูในกระบวนการผลิตมีการใช้ต้นทุนปุ๋ย และยาถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นต้นทุนทางการผลิตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์จึงไปอยู่ในมือยักษ์ใหญ่ไม่ถึง 10 บริษัทในโลกนี้  อันนี้มองในแง่ที่เกษตรกรเป็นผู้ลงทุนผลิตเอง แต่ถ้าบริษัทผลิตเอง เราจะเห็นภาพตัวอย่างง่ายๆ เช่น กรณี ไก่ ตามสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า ไก่ประมาณ 72 เปอร์เซ็นต์ของไก่ที่เลี้ยงในปัจจุบันมาจากฟาร์มขนาดใหญ่ ซึ่งมีอยู่แค่ 7,000 กว่าราย ไก่พื้นบ้านเหลืออยู่ประมาณ 30 กว่าล้านตัว หรือแค่ 10เปอร์เซ็นต์ของไก่ทั้งประเทศนี้

ในด้านของการกระจายอาหาร เราก็จะพบว่าห้างขนาดใหญ่อย่าง ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซุปเปอร์มาร์เก็ต ดิสเคาสโตร์(ห้างที่ลดขนาดจากห้างใหญ่มาเป็นห้างขนาดเล็กเท่าร้านสะดวกซื้อ) ร้านสะดวกซื้อ เป็นแหล่งกระจายอาหาร ไฮเปอร์มาร์เก็ต  35 เปอร์เซ็นต์เป็นอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ตสินค้ากว่า 70  เปอร์เซ็นต์เป็นอาหาร  ดิสเคาสโตร์ 69 เปอร์เซ็นต์เป็นอาหาร ร้านสะดวกซื้อ 58 เปอร์เซ็นต์เป็นอาหาร ซึ่งการค้าอาหารในปัจจุบันถูกครอบครองในมือบริษัท  15  บริษัทของโลกนี้ ดังนั้นเราก็จะเห็นว่าระบบการกระจายอาหารก็มีปัญหา ประชาชนที่อยู่ในเมืองต่างตกอยู่ในกระแสแบบนี้ แต่อาจจะไกลตัวประชาชนที่อยู่ในภาคชนบท

เมื่อมาดูที่วัฒนธรรมของผู้บริโภค ในขณะที่คนรู้หนังสือเพิ่มมากขึ้น แต่คนที่รู้เรื่องอาหารกลับลดหน่อยลงเรื่อยๆ ปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคคือปัญหาความรู้เรื่องอาหาร หมายความว่า ไม่รู้ว่าอาหารผลิตมาจากไหน ใส่อะไรบ้าง ส่วนผสมอาหารเป็นอย่างไร ผักแต่ละชนิดมีในฤดูไหนบ้าง ความหลากหลายของอาหารลดลง ความรู้ที่มีต่ออาหารก็น้อยลงเรื่อยๆ เราไม่รู้แม้กระทั่งว่าผักไฮโดรโปดิกไม่ใช่ผักอินทรีย์  เป็นผักที่ปลูกจากอาหารเสริมไม่ได้ปลูกกับดิน เป็นต้น

"ในช่วง 2-3 ปีมีการไหลบ่าของวัฒนธรรมอาหารของชาติอื่นๆ เข้ามาในไทยมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งเราไม่ได้ปฏิเสธวัฒนธรรมอาหารของคนชาติอื่น แต่ก็น่าสงสัยว่าเยาวชนของเรารู้จักอาหารชาติอื่นมากกว่าอาหารชาติตัวเองหรือไม่ ถ้ารู้เท่ากันก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะอาหารมันเป็นผสมผสานทางวัฒนธรรม"

สถานการณ์อาหารที่กล่าวมานั้นแสดงให้เห็นว่า เรามีทางเลือกน้อยลง นั่นจึงเป็นที่มาของขบวนการกินเปลี่ยนโลก เพื่อทำความเข้าใจให้ผู้บริโภครู้สึกว่า เรากำลังเผชิญกับปัญหาด้านอาหารทั้งด้านทรัพยากรอาหาร ตัวอาหาร และวัฒนธรรมอาหาร เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าเราอุดมสมบูรณ์ ไม่รู้ว่ากระบวนการผลิตอาหารมันถูกบ่อนเซาะมาโดยตลอด จนอาจนำไปสู่วิกฤต

ข้อเสนอของโครงการกินเปลี่ยนโลก คือ เมื่อกินอาหารต้องตั้งคำถามให้ได้เสียก่อนว่า อาหารที่กินมาจากไหน มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการหาความรู้ด้านอาหารเพื่อเปลี่ยนแปลงจากตัวเอง จนไปสู่คนอื่น ต่อด้วยตั้งคำถามต่อระบบอาหาร  ทำไมถึงมีการผูกขาดอาหาร  แล้วมันจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงและสร้างระบบอาหารที่เราต้องการได้

คำถามใหญ่ที่พบ คือ ผู้บริโภคที่ต้องการกินอาหารอินทรีย์จะไปหาได้ที่ไหน ตลาดเหล่านี้มีน้อย ในกทม.มีโครงการตลาดนัดสีเขียว แต่ก็น้อยมาก กล่าวคือ ความต้องการมาก แต่จุดขายมีน้อย ซึ่งคนที่บริโภคสินค้าเหล่านี้ก็ยังเป็นคนที่มีกำลังซื้อ จนก่อให้เกิดคำถามอีกว่า คนจนจะไม่มีสิทธิเข้าถึงของดีหรือ 

ปัญหาใหญ่ คือ ผู้ผลิตกับผู้บริโภคยังไม่เจอกัน ผู้บริโภคจะมีความขยันขันแข็งมากขึ้น ค้นคว้าหาของกินมากขึ้นด้วย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ต้องทำงาน ผู้ผลิต ผู้บริโภคต้องมาทำความเข้าใจชีวิตระหว่างกัน เราเรียกร้องผู้บริโภคทำความเข้าใจกับฤดูกาลผลิตมากขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคด้วย เช่น ผู้บริโภคซื้อแมงลักกำหนึ่งกินไม่หมด เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้ผลิตจะแพ๊คอาหารหลายอย่างไว้ด้วยกัน เป็นต้น

ส่วนที่สอง คือ การสร้างตลาดขนาดเล็ก ตลาดในท้องถิ่น ก็จะทำให้เพิ่มพื้นที่ขายในเมืองมากขึ้น  ควรจะสร้างรูปแบบการตลาดที่หลากหลายด้วย

 

นายอุบล  กล่าวว่า ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานเคยพูดว่า เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะขาดอาหาร  แต่สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ คนกลับไม่มีอาหารกิน เพราะฉะนั้นมุมมองต่อความมั่นคงทางอาหารต้องคิดกันใหม่  ระบบการกระจายอาหารเป็นปัญหาใหญ่  เพราะเมื่อคนจำนวนมากพึ่งพิงอาหารจากห้างใหญ่ แต่พอพื้นที่ที่กระจายสินค้าถูกน้ำท่วมอาหารก็กระจายไปไม่ได้

เราอาจต้องเริ่มคิดกันใหม่ว่า ความมั่นคงทางอาหารจะเกิดขึ้นในระดับครัวเรือน ระดับชุมชนท้องถิ่น หรือระดับชุมชนในกทม.ได้อย่างไร  เราจะมีระบบสำรองอาหารของตัวเองได้อย่างไร จะมีระบบสำรองเมล็ดพันธุ์อย่างไร 

ในเรื่องของเมล็ดพันธ์จะเป็นปัญหาแน่นอน เพราะภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางที่ถูกน้ำท่วม แทบไม่เหลืออะไรเลย และตนเริ่มได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือเรื่องเมล็ดพันธุ์

กรณีการใช้สารเคมีในการเกษตร สารเคมีที่เกษตรกรรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ โฟลิดอล (Folidol) E 605 ซึ่งเป็นชื่อการค้าของบริษัท ไบเออร์ ประเทศเยอรมัน โดยมีสารเคมีชื่อ พาราไธออน อยู่ในนั้น ซึ่งในประเทศเยอรมันไม่ใช้สารเคมีตัวนี้มานานมากแล้ว เพราะเป็นสารเคมีที่ตกค้างยาวนาน แต่บริษัทนี้นำมาขายในไทยและประเทศแทบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยให้เหตุผลว่า ประเทศเราไม่ได้มีกฎหมายห้ามขายสารเคมีตัวนี้ 

"ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วจะควบคุมสารเคมีอย่างครบวงจร แล้วก็พยายามย้ายสารเคมีออกจากฐานการผลิตของประเทศตัวเองมาที่อินเดียและจีน ฉะนั้นหากเราจะโยนปัญหาการใช้สารเคมีไปที่เกษตรกรก็อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะเกษตรกรรู้ดีว่าสารเคมีที่เขาใช้อันตรายแค่ไหน เพียงแต่อาจจะตีบตันไม่สามารถหาทางออกได้ เพราะต้องผลิตให้ได้ผลผลิตคราวละมากๆ"

ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย คือ การรวมศูนย์อำนาจ อำนาจการนำเข้าและส่งออกสารเคมีอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร และด้วยความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมาย จึงทำให้ประเทศไทยมีการอนุญาตในการใช้สารเคมีมากที่สุด มากกว่าจีนและอินเดีย เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายวัตถุอันตรายเพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีต้องห้ามภายในสิ้นปี ปรากฏว่าได้มีการเซ็นใบอนุญาต  2 หมื่นกว่าใบภายในปีนี้เพื่อต่ออายุสัญญาไปอีกหลายปี ทางเครือข่ายจึงเสนอว่า สารเคมีที่ต่างประเทศไม่ใช้แล้วขอให้เลิกใช้  เช่น  ฟูราดาน ไดโตฟอส สารเคมีพวกนี้ทั้งในเอเชีย เช่น มาเลเซีย และยุโรปก็เลิกใช้ไปนานแล้ว  แต่ประเทศไทยยังใช้อยู่

ด้วยการรวมศูนย์อำนาจการค้าขายสารเคมี ภาคประชาชนจึงผลักดันให้มีการตั้งคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีผู้บริโภค และภาคประชาชนเข้าไปด้วย แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ตั้งในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ยังมีตัวแทนของบริษัทสารเคมีเข้าไปอยู่ด้วย กลุ่มคนพวกนี้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีที่นานาประเทศเขาเลิกใช้ ภาคประชาชนยื่นหนังสือคัดค้านการใช้สารเคมีอันตรายหลายครั้งแล้วแต่ไม่เป็นผล กล่าวได้ว่าประเทศไทยล้มเหลวในการกำกับการดูแลการใช้สารเคมีอันตรายอย่างมาก.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร