กรณี วิทยุ 1 ปณ. : บทพิสูจน์แรกของการปฏิรูปคลื่นความถี่ ภายใต้ กสทช.

Wed, 11/16/2011 - 17:00 -- ประชาธรรม

สงครามน้ำลายในสื่อทั้งเก่าและใหม่ที่ท่วมท้นเป็นทำนบพังเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วม และการบริหารจัดการของภาครัฐ ยังไม่ทันจะลดกระแสลง

ก็เริ่มมีสงครามน้ำลายใหม่ที่ "แรง" ไม่ยิ่งหย่อนกว่า สืบเนื่องจากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ระงับการต่อสัญญาสถานีวิทยุ 1 ปณ. กับผู้ประกอบการเอกชนที่ได้ทำสัญญาเช่าคลื่นรวม 9 ราย

คำอธิบายที่นำเสนอผ่านทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อโซเชียลมีเดียของ กสทช. คนหนึ่งก็คือ กสทช. จำเป็นต้องมีมติระงับการต่อสัญญาสถานีวิทยุ 1 ปณ. อันเป็นของ กสทช. เองโดยเป็นมรดกตกทอดมาจาก กรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดสรรคลื่นความถี่ก่อนจะมีการปฏิรูปสื่อใน พ.ศ. 2540 และต่อมาได้โอนคลื่นดังกล่าวให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ไปดูแล ทั้งนี้ การไม่ต่อสัญญาก็เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายคือพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553  (เรียกสั้นๆ ว่า พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือ พ.ร.บ. กสทช.) และเพื่อนำร่องเป็นตัวอย่างกับหน่วยงานรัฐอื่นที่ถือครองคลื่นความถี่อยู่ ระหว่างรอการจัดสรรคลื่นใหม่ตามกฎหมายดังกล่าว โดย กสทช. คนเดียวกันเพิ่มเติมด้วยว่า ระหว่างรอแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในต้นปีหน้า จะนำคลื่นของสถานีวิทยุที่ไม่ถูกต่อสัญญาไปให้บริการที่เป็นประโยชน์สาธารณะต่อประชาชน เช่น สถานีที่ให้บริการเกี่ยวกับภัยพิบัติ เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลต่างๆ ให้กับประชาชนในภาวะน้ำท่วมซึ่งแนวทางในการปรับเปลี่ยนการใช้คลื่นดังกล่าวก็ยังไม่ได้มีข้อสรุปอะไร เพราะต้องรอการประชุมจากบอร์ดเล็กด้านวิทยุโทรทัศน์ หรือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ภายใน กสทช. ก่อน

ด้วยอานุภาพของสื่อใหม่ที่รวดเร็ว ฉับพลัน การตัดสินใจดังกล่าวของ กสทช. ปรากฏเป็นข่าวทันทีภายหลังการประชุมของบอร์ดใหญ่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และก็นำไปสู่ความไม่พอใจของผู้ประกอบการที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงบางรายอย่าง บริษัท จีเอ็มเอ็มมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามแกรมมี่ ซึ่งบริหารจัดการสถานีวิทยุ กรีนเวฟ 106.5 FM หนึ่งในสถานีที่สัญญากับ กสทช. จะหมดอายุสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ผู้บริหารรายหนึ่งของจีเอ็มเอ็มถึงกับออกมาต่อว่ากับสาธารณะผ่านทวิตเตอร์และสื่ออื่นว่า ในฐานะคู่สัญญา ตนควรจะได้รับรู้การตัดสินใจดังกล่าวก่อนไม่ใช่มารู้เมื่อเป็นข่าวแล้ว เพราะส่งผลกระทบกับแผนการทำธุรกิจและความมั่นใจของคู่ค้าโดยตรง ไม่ช้าไม่นานกระแสความไม่พอใจก็เริ่มขยายวงกว้างด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาเหล่าดีเจของกรีนเวฟ และการเข้ามามีส่วนร่วมของบรรดาแฟนเพลง เนื่องจากคลื่นกรีนเวฟมีความนิยมสูงติดอันดับต้นๆ แฟนเพลงกรีนเวฟก็มาร่วมปั่นกระแสผ่านโซเชียลมีเดียด้วยวลีเดิมๆ คือ มั่นใจคนไทยไม่ยอมให้กรีนเวฟหลุดผัง มีการทำโพลล์ให้คนร่วมโหวตแสดงความคิดเห็นกันในหลายๆ ประเด็น ขณะที่ตามเว็บบอร์ดอย่างในห้องเฉลิมไทย พันทิปดอทคอม เรื่องการระงับสัญญากับกรีนเวฟก็กลายเป็นประเด็นแลกเปลี่ยนที่ร้อนแรง และเป็นข่าวที่สื่อกระแสหลักให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกขององค์กรกำกับดูแลอิสระทางด้านการสื่อสารที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่หลังรอคอยกันมากว่า 10 ปี กับอาณาจักรสื่อบันเทิงที่ทำธุรกิจแบบครบวงจร แถมยังมีโยงใยทางการเมืองแน่นหนาอย่างแกรมมี่ โดยมีทรัพยากรคลื่นความถี่เป็นเดิมพัน

จากการโต้ตอบกันระหว่างทางแกรมมี่และทาง กสทช. ผ่านสื่อใหม่อย่างทวิตเตอร์และเฟซบุ๊คซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีการสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับนโยบายด้านการสื่อสารที่ออกจะเปิดกว้างและไม่เป็นทางการอยู่สักหน่อย มีอยู่สามประเด็นด้วยกันที่เป็นปัญหาในเรื่องนี้คือ 1) กระบวนการในการยึดคลื่นคืนของ กสทช. ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ 2) วาทกรรมเรื่องประโยชน์สาธารณะ ที่ประชันกันอยู่ระหว่างองค์กรกำกับดูแลกับกรีนเวฟ

ในเรื่องแรก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่า กสทช. ควรจะรอแผนแม่บทฯ ซึ่งจะกำหนดชัดเจนเกี่ยวกับ ตารางกำหนดคลื่นความถี่ทั้งหมดของประเทศ รายละเอียดเกี่ยวกับคลื่นความถี่ที่กำหนดให้ใช้ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตลอดจน แนวทางในการคืนคลื่นความถี่เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ (ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ในมาตรา 48) ซึ่งทาง กสทช. ก็คงจะอ้างเนื้อหาใน พ.ร.บ. เดียวกันตามมาตรา 83 ที่กำหนดว่าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่นำคลื่นความถี่ที่ได้รับจัดสรรไปให้ผู้อื่นประกอบกิจการในรูปการอนุญาต การสัมปทานหรือการทำสัญญานั้น ให้ผู้ได้รับอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาประกอบกิจการต่อไปได้เฉพาะช่วงเวลาที่เหลืออยู่ตามการอนุญาต สัมปทาน หรือตามสัญญานั้น เท่านั้น สรุปตามหลักการของกฎหมายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเมื่อสัญญาของกรีนเวฟกำลังจะหมดก็ไม่ควรจะได้ต่อ เนื่องจากหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรคลื่นซึ่งในที่นี้คือ กสทช. จะมีภาระรับผิดตามกฎหมาย

แต่หากพิจารณาในมาตราเดียวกัน ทางกรีนเวฟก็อาจมีข้อถกเถียงตามความในวรรคถัดมาที่ว่า กสทช. ต้องกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการให้ผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวเพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือปรับปรุงการใช้คลื่นตามที่กำหนดไว้ตามแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความจำเป็นของการประกอบกิจการและการใช้คลื่นความถี่ ทั้งนี้การกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนดังกล่าวก็เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ที่เคยได้รับการจัดสรรคลื่นตลอดจนผู้ที่ร่วมการงานเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากคลื่นด้วยกันมาก่อนที่จะเกิด กสทช. ถึงกรีนเวฟโดยจีเอ็มเอ็มมีเดียจะเป็นเพียงคู่สัญญาไม่ใช่ผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นโดยตรง แต่กระบวนการตรงนี้ก็ควรจะได้จัดให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และถึงจะเป็นคลื่นของ กสทช. เองก็ต้องมีการคืนและต้องมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนเช่นกัน แล้วการจะนำคลื่นที่คืนมาแล้วไปใช้ทำอะไรต่อ กสทช. ก็คงจะต้องรอแผนแม่บทอีกที การจะระบุไปโดยอำเภอใจว่าจะเอาไปทำสถานีที่ให้บริการเกี่ยวกับภัยพิบัติ ถึงแม้จะเป็นความตั้งใจที่ดีและเหมาะสมกับสถานการณ์แวดล้อม แต่ในทางปฏิบัติก็เท่ากับว่าจะต้องมีการจัดสรรคลื่นใหม่หรือเริ่มสัญญาประกอบกิจการใหม่ เนื่องจากสถานีก็ต้องมีทีมคนทำงาน นอกเสียจากว่าทาง กสทช. จะเอาพนักงานในสำนักงานมาทำเอง ซึ่งเท่าที่ทราบ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องคลื่นวิทยุ 1 ปณ.ใน กสทช. คือสำนักกฎหมายที่เน้นเรื่องการบริหารสัญญาที่โอนมาจาก กทช. และกรมไปรษณีย์โทรเลขก่อนหน้านั้น ซึ่งไม่น่าจะมีความเชี่ยวชาญหรือทักษะเรื่องการบริหารการสื่อสารในช่วงภัยพิบัติ

ส่วนในประเด็นของประโยชน์สาธารณะที่กำลังปะทะประชันกันจากมุมมองและอุดมการณ์ที่แตกต่างขององค์กรกำกับดูแลกับบรรษัทสื่อครบวงจร ขอละไว้ในตอนหน้าเพราะมีมิติที่ซับซ้อนชวนให้วิเคราะห์อีกหลายชั้น

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ คอลัมน์ "มองสื่อสะท้อนสังคม"

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร