เจรจาลดโลกร้อน : ไม่มีที่ยืนสำหรับภาคประชาชน

Wed, 11/30/2011 - 15:21 -- ประชาธรรม

ตัวแทนคณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรมรายงานข่าวจากเมืองเดอร์บัน(Durban) ประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างเข้าร่วมการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 17 และเป็นการประชุมภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโต ครั้งที่ 7 (COP17/MOP7 

 

 

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา  การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของทิศทางการดับร้อนของโลกใบนี้  เนื่องจากพิธีสารเกียวโต พันธะกรณีที่ 1 (ประเทศพัฒนาแล้ว ตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณร้อยละ 5 จากระดับที่ปล่อยในปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2551-2555) จะสิ้นสุดลงในปี 2555 หรือปีหน้า ดังนั้นหากการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ไม่สามารถหาข้อตกลงใดๆ ในการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในการดับร้อนได้แล้ว อนาคตของโลกใบนี้จะยิ่งเข้าสู่สภาวะสุ่มเสี่ยงต่อหายนะภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เรื่องนี้ไม่ต้องดูอื่นไกล ประเทศไทยปีนี้ เกิดมหาอุทกภัยใหญ่ทั้งในภาคเหนือและภาคกลาง  และในภาคใต้ก็ประสบกับอุทกภัยทั้งในช่วงต้นปี และช่วงปลายปี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ปีหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีก

 

การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อทิศทางการดับร้อนให้กับโลก เนื่องจากประเทศต่างๆ ต้องหาข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายใหม่ (หรือพันธะกรณีที่ 2 หรือพิธีสารใหม่ก็ได้) โดยที่หลายประเทศกำลังพัฒนา (กลุ่ม G77 และ จีน) เรียกร้องให้มีพันธะกรณีที่สองของพิธีสารเกียวโต แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว (ตามพันธะกรณีที่ 1) เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ แคนาดา สหภาพยุโรป ไม่ต้องการหรือหากจะให้เกิดพันธะกรณีที่สอง ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ที่เป็นการเอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนา

 

การเจรจาที่เมือง เดอร์บัน Durban จะสิ้นสุดลงในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 อาจบอกได้เพียงว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะบอกว่า โลกจะมีข้อตกลงใหม่ที่มีผลทางกฎหมายได้หรือไม่ และเมื่อใด จากการเข้าร่วมและสังเกตการณ์ของคณะทำงานฯ เห็นว่าข้อตกลงทางกฎหมายใหม่นี้จะสามารถบรรลุได้อย่างเร็วที่สุดก็น่าจะเป็นภายในปี 2558 และกว่าที่แต่ละประเทศจะให้สัตยาบันก็อาจจะล่วงเลยไปจนถึงปี 2563 โลกจึงจะได้กฎหมายฉบับใหม่ หากเป็นไปตามนี้ โลกจะเกิดสูญญากาศของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยาวนานถึง 8 ปี และนั่นหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 5 ตามพันธะกรณีที่ 1 อาจไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้

 

อย่างไรก็ตามเมื่อการประชุมเริ่มต้นไปได้เพียงวันแรก ผู้แทนประเทศปาปัวนิวกีนี ได้แถลงในนามพันธมิตรป่าเขตร้อน (Alliance of Rainforest Movement) ซึ่งประกอบด้วยหลายประเทศ เช่น ปาปัวนิวกีนี, เอวาดอร์, มาเลย์เซีย, ลาว, เวียดนาม, ไทย เป็นต้น ได้ประกาศจุดยืนในวันที่ 28 พฤศจิกายน เรียกร้องให้การประชุมที่ Durban ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการดำเนินการเรื่อง REDD+[1] โดยทันที

 

โดยพื้นฐานแนวคิดเรื่อง REDD คือ การรักษาป่า เพื่อให้เป็นแหล่งเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในขณะนี้ว่า กระบวนการดำเนินการในเรื่องนี้ จะเข้าสู่ระบบตลาดคาร์บอนหรือไม่ แต่ความชัดเจนในขณะนี้คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ได้ให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัย และเตรียมการเพื่อพัฒนา REDD ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้เรียกอีกชื่อว่า R-PIN (Readiness - Project Idea Note) ที่ผ่านมาในประเทศไทย แนวคิดเรื่อง REDD ถูกวิจารณ์ในเรื่อง ความโปร่งใสในการบริหารจัดการเรื่องการเงิน, สิทธิของคนที่อยู่ในป่า จะถูกจำกัดโดยกระบวนการดำเนินโครงการ REDD จากภาครัฐ และอาจเป็นเงื่อนไขให้ภาครัฐเอาคนออกจากป่าได้โดยชอบธรรมมากขึ้น, ความไม่เป็นธรรมที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้เงินซื้อคาร์บอน โดยที่ไม่ลดที่บ้านตัวเอง และถึงไม่มี REDD ชุมชนในป่าก็จัดการรักษาป่า และป่าทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนอยู่แล้ว

 

ตัวแทนคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมจากประเทศไทย  จึงมีความห่วงใยต่อถ้อยแถลงของตัวแทนประเทศปาปัวนิวกีนี ที่ประเทศไทยมีจุดยืนร่วมนั้น เพราะในประเทศไทยยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมได้ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชนที่ดูแลรักษาป่า ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ครั้งการประชุมโลกร้อนที่ โคเปญเฮเกน หรือ COP 15 เมื่อปี 2552 ในครั้งนั้น เครือข่ายภาคประชาสังคมไทย ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยในเรื่อง REDD ดังนี้ (1) ไม่เห็นด้วยกับการนำป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าที่มีชุมชนจัดการและดูแลอยู่ก่อนแล้ว เข้าไปอยู่ในกลไกตลาด (2) รัฐจะต้องให้การยอมรับ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิในที่ดิน และป่าไม้ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ให้ชัดเจนก่อน (3) ประชาชนคนยากจน มิได้เป็นสาเหตุของการทำลายป่า และมิได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน ดังนั้นจึงไม่ใช่ผู้ที่ต้องรับผิด ในการลดการปล่อยก๊าซ 

 

แต่จากจุดยืนเรื่อง REDD+ ของรัฐบาลไทยที่ Durban นี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึง กระบวนการตัดสินใจ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการธรรมาภิบาล และละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่กลับสนับสนุนจุดยืนการดำเนินการเรื่อง REDD+ โดยลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่อง REDD+ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ "กรอบการเจรจา" นั้น ยังต้องมีคำถามใหญ่พ่วงท้ายอยู่ด้วยว่า เป็นกรอบการเจรจาที่ผ่านรัฐสภาตาม


 

รัฐธรรมนูญมาตรา 190 แล้วหรือไม่ หากยังไม่ผ่านรัฐสภา ก็มีความสุ่มเสี่ยงในภายหลังว่า การไปประกาศจุดยืนเช่นนี้ในเวทีลดโลกร้อน จะสร้างความร้อนขึ้นมาเองภายในประเทศโดยไม่จำเป็น

 

 

หมายเหตุ**

  REDD หรือ Reducing Emissions from Deforestation and Degradation คือ การลดการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ จากการทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า

  REDD+ มีความหมายรวม เพิ่มประโยชน์ที่ได้รับ ต่อระบบนิเวศ และชุมชนด้วย

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร