การครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวในกิจการโทรคมนาคม

Thu, 12/01/2011 - 12:52 -- ประชาธรรม

ประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ.2554 ที่ได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554 นั้นได้สร้างกระแสและเป็นที่ถกเถียงกันในกลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคมทั้งหลาย ซึ่งต่อไปนี้ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 2 ที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง และผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และรวมถึงผู้ที่ได้รับสัมปทานโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บริษัท ทรูมูฟ จำกัด จะต้องมีการรายงานสถานะของการถือหุ้น การบริหารจัดการภายในองค์กรของตน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอำนาจการบริหารจัดการ อำนาจการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง รวมตลอดถึงรายงานเรื่องแหล่งที่มาของเงินกู้ให้คณะกรรมการ กสทช.ได้รับทราบเป็นประจำทุกปีด้วย ทั้งนี้ จะต้องมีการรายงานภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นประจำปี

 

 

สำหรับ "ข้อห้าม" ของการกระทำที่มีลักษณะการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ตามบัญชีแนบท้ายของประกาศดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญ ได้แก่ ห้ามมีการถือหุ้นแทน (นอมินี) ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม ห้ามมีตัวแทนเชิด หรือตั้งผู้กระทำการแทนในลักษณะที่เป็นการหลีกเลี่ยงประกาศฉบับดังกล่าว โดยให้ผู้ถือหุ้นแทนมีสิทธิพิเศษในการออกเสียงลงมติในการประชุมผู้ถือหุ้นเกินกว่าจำนวนหุ้นที่ถือไว้จริง หรือมีอำนาจเหนือกว่าผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย ห้ามแต่งตั้งคนต่างด้าว ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการ หรือผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ ประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการอำนวยการ หัวหน้าด้านจัดซื้อ หัวหน้าผู้บริหารด้านเงิน หรือบุคคลอื่นใดที่มีอำนาจควบคุม หรือมีอิทธิพลต่อการบริหารกิจการ

 

 

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการกำหนดเรื่องแหล่งที่มาของเงินกู้และเงินกู้จากคนต่างด้าว หรือนิติบุคคลในเครือ อาทิ การค้ำประกันเงินกู้ การให้กู้เงิน การให้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด การประกันความเสี่ยงทางธุรกิจ หรือการให้สินเชื่อในลักษณะที่มีการเลือกปฏิบัติ การทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา สัญญาแฟรนไชส์ หรือสัญญาที่ให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวกับคนต่างด้าว หรือนิติบุคคลในเครือ และสัญญาดังกล่าวมีผลต่อการถ่ายโอนค่าใช้จ่าย และผลประโยชน์ตอบแทนแก่คนต่างด้าว รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือสัญญาบริหารกับคนต่างด้าว หรือนิติบุคคลในเครือ ลูกจ้าง หรือพนักงานของคนต่างด้าว หรือนิติบุคคลในเครือ และสัญญาดังกล่าวมีผลต่อการถ่ายโอนค่าใช้จ่าย และผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่คนต่างด้าว

 

 

ประกาศฉบับนี้ ต้องการให้มีการ "แสดงตน" ของผู้ประกอบกิจการอย่าง "ชัดแจ้ง" และ "โปร่งใส" ว่าตนมีคุณลักษณะอย่างไรเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว โดยให้มีการจัดทำรายงานและแจ้งรายละเอียดตามข้อมูลแนบท้ายประกาศ นอกจากนี้ ประกาศฉบับนี้เป็นการกำหนดนิยามลักษณะของ "การครอบงำกิจการ" และ "อำนาจควบคุม" ให้ชัดเจนสอดคล้องตามข้อห้ามและข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2549 ที่ได้มีการกำหนดไว้อยู่แล้วในเรื่องข้อห้ามการที่คนสัญชาติไทย ไปดำเนินการในลักษณะปกปิดเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบกิจการได้เกินกว่ากฎหมายกำหนด หรือแสดงตนว่ากิจการนั้นเป็นการประกอบกิจการของตนเองเพื่อช่วยให้คนต่างด้าวหลีกเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งมีโทษทางอาญาทั้งจำคุกและปรับ อีกทั้งมีบทลงโทษทั้งคนไทยที่ช่วย และคนต่างด้าวที่หลีกเลี่ยงกฎหมายด้วย

ซึ่งหากในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามหรือมีการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้ในประการฉบับนี้ คณะกรรมการสามารถขอความเห็นจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากผู้ประกอบการรายใดมีลักษณะต้องห้าม ก็ให้ทำการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่ประกาศนี้กำหนด อีกทั้งกำหนดให้การบังคับใช้ประกาศฯ ฉบับนี้ตราบเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับความตกลงหรือสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี หรือมีความผูกพันตามพันธกรณี

 

 

ประเด็นเรื่องการมิให้มีการครอบงำกิจการในกิจการโทรคมนาคมนั้น ถูกผูกโยงเกี่ยวเนื่องกับประเด็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยอาจถูกโต้แย้งได้ในเรื่องเสรีภาพในการประกอบกิจการและการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม จึงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างมาก สิ่งที่น่าคิด ร่วมช่วยกันคิดและต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่า หากมีพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวไว้ และมีบทบัญญัติในเรื่องการป้องกันมิให้มีการครอบงำกิจการ แต่หากรัฐ หรือองค์กรผู้กำกับและดูแลการประกอบกิจการไม่สามารถมีเครื่องมือทางกฎหมายที่สามารถป้องกันมิให้มีการครอบงำกิจการได้แล้ว วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติก็คงไม่บรรลุผลในทางปฏิบัติ

น่าคิดต่อไปว่า เรื่องการแข่งขันอย่างเสรีนั้น เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก แต่การแข่งขันอย่างเสรีจะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมของการแข่งขันด้วย นั่นหมายความว่า การแข่งขันอย่างเสรีจะเกิดขึ้นได้ หากมี "อาวุธ" อย่างเท่าเทียม คงต้องถามตัวเราว่าพร้อมหรือยังที่จะแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

 

น่าคิดต่อไปว่า ประเด็นเรื่อง "ความมั่นคง" ของประเทศในกิจการโทรคมนาคมสำคัญขนาดไหน แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ได้รับการหยิบยกมากล่าวอย่างกว้างขวางในระยะหลัง ซึ่งในหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศที่เปิดเสรีทางการค้าก็ถือว่ากิจการโทรคมนาคมและการสื่อสารเป็นกิจการที่มีผลต่อความมั่นคงของชาติด้วย และมีกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองมิให้กิจการโทรคมนาคมต้องถูกครอบงำหรือให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามามีอำนาจในการครอบงำการบริหารหรือกำหนดนโยบาย

เพราะ "ความมั่นคง" ในปัจจุบันคงมิใช่เป็นเพียงเรื่องความปลอดภัยของประเทศเท่านั้น แต่ความมั่นคงต้องกินความไปถึงการได้รับการเคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของคนในชาติด้วย จึงเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันคิดว่าการกำกับดูแลและกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรจึงจะสอดคล้องกับ "ความมั่นคง" อย่างเหมาะสมกับกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทย และเพื่อให้มีการคุ้มครองและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

 

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร