เมื่อรัฐกระหายน้ำ(เขื่อนไซยะบุรี) แต่ประชาชนกลับไม่ต้องการ

Tue, 12/13/2011 - 11:09 -- ประชาธรรม

น้ำท่วมที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ ได้สร้างความสียหายให้กับการดำรงชีวิต และความสงบสุข และสร้างความยากจน ให้กับผู้คนอย่างมากมาย จนเกิดการถกเถียงกันในประเทศไทย ว่าด้วยความรับผิดชอบที่ต้องดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระทรวงต่างๆที่มีหน้าที่ในการจัดการวิกฤติการณ์ดังกล่าว แม้ว่าที่มาของคำวิพากษ์วิจารณ์จะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องการเมือง มีประเด็นในแง่ของนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่มันก็ชัดเจนอยู่ในตัวว่า การจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพในเชิงสถาบันที่จัดการเกี่ยวกับแม่น้ำและเขื่อนนี่เองที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างร้ายแรง

 

 

ปัญหาหลักคือ การบริหารจัดการน้ำที่เกิดจากการประเมินปริมาณฝนผิดพลาด วัตถุประสงค์หลักของเขื่อนคือกักเก็บน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่บางครั้งเขื่อนเป็นตัวทำให้น้ำท่วมเสียเอง ปัญหาเกิดจากการกักเก็บน้ำไว้ในปริมาณที่มากในช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา แต่เมื่อฝนใหญ่มาถึง หรือช่วงที่พายุเข้า ทำให้เขื่อนมีปริมาณการรับน้ำที่น้อยเนื่องจากกักเก็บน้ำไว้มากแล้ว จนทำให้ต้องปล่อยน้ำทิ้งแข่งกับปริมาณน้ำฝนในธรรมชาติเพื่อรองรับน้ำฝนที่เข้ามาอย่างมาก เป็นผลทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนต้องรับปริมาณน้ำเป็นสองเด้ง ทั้งปริมาณน้ำจากฝนที่เกิดจากพายุ และจากปริมาณน้ำที่เขื่อนปล่อยทิ้งเพื่อป้องกันน้ำล้นเขื่อน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมหนักในบริเวณพื้นที่ใต้เขื่อน

 

 

นอกจากนี้ การออกแบบช่องระบายน้ำที่ผิดพลาด ความไม่เสถียรทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำในแม่น้ำระหว่างการเติมน้ำลงเขื่อน หรือเกิดจากการสำรวจที่ไม่ดีพอ (Malpasset) การบำรุงรักษาที่ไม่ดีพอ โดยเฉพาะท่อระบายน้ำ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก และ/หรือความผิดพลาดจากมนุษย์ คอมพิวเตอร์ หรือการออกแบบ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เขื่อนมีการกักเก็บน้ำจนเกินระดับรับน้ำ จนต้องปล่อยน้ำออกมาอย่างมากมาย และอาจจะเกิดความเสียหายมีรอยร้าวหรือแตก เกิดเป็นน้ำท่วมสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ใต้เขื่อนได้อีกเช่นกัน

 

 

การเกิดน้ำท่วมที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่า เกิดจากทั้งการกักเก็บน้ำจำนวนมากเกินไปเพราะการประเมินปริมาณฝนที่ผิดพลาด และแรงดันน้ำจากระดับน้ำที่มากเกินไปดังกล่าวอาจจะทำให้เขื่อนมีรอยแตกร้าว และเมื่อรวมทั้ง 2 ปัจจัยเข้าไว้ด้วยกันจึงนำไปสู่มหันตภัยทางอุทกภัยสร้างความเดือนร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน การไร้ที่อยู่ การขาดแคลนอาหาร น้ำสะอาดและสุขอนามัย ยังไม่รวมความเสียหายในทรัพย์สินหลายพันล้าน รวมทั้งการสูญเสียชีวิตของหลายร้อยรายอีกด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ชี้ชัดว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดความรัดกุม ประมาทเลินเล่อ และผิดพลาดในการบริหารจัดการแม่น้ำและเขื่อนอย่างร้ายแรง

 

 

นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการน้ำที่กำลังอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่จ่อรออยู่ อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวเวลานี้ดูจะบานปลายกลายเป็นเรื่องระดับสากลไปเสียแล้วไม่เพียงระดับภูมิภาคเท่านั้น แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่าน 6 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย เป็นแหล่งอาหารของพันธุ์ปลานับล้าน และเป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญในทางความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับ 2 รองจากแม่น้ำอเมซอน แต่ในขณะนี้กำลังจะมีเขื่อนพลังน้ำจำนวน 19 โครงการ ที่กำลังอยู่ในช่วงวางแผนก่อสร้างหรือปฏิบัติการ ในแม่น้ำโขงสายประธาน

 

 

เฉพาะการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับโครงการก่อสร้างเขื่อนต่อเนื่องกันยาว 11 โครงการ ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างที่ไหลออกจากประเทศจีน ได้มีการถกเถียงพูดคุยถึงประเด็นการพัฒนาแม่น้ำโขงสายประธานว่า เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดอันเกี่ยวกับการแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หากการพัฒนาโครงการทั้งหลายเหล่านี้ ไม่อาจดำเนินการอย่างเหมาะสมเช่นนั้น การไร้เสถียรภาพในภูมิภาคจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

 

 

นอกจากนี้ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ยังพบว่า ขอบข่ายเชิงกฎหมายและเชิงสถาบันที่ใช้ตัดสินใจในโครงการเขื่อนพลังน้ำนั้น มีช่องว่างและข้อเสียอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อกฎหมายในเงื่อนไขในความตกลงแม่น้ำโขงปี 2538 อีกทั้ง องค์ความรู้เกี่ยวกับแม่น้ำโขงก็ยังมีไม่มากพอที่จะทำให้เกิดภาวะการตัดสินใจ หรือใช้วิจารณญาณในการสร้างเขื่อนต่างๆ บนลำแม่น้ำโขงอย่างรอบคอบได้ในขณะนี้ ทั้งนี้ ในรายงานทบทวนการปรึกษาหารือก่อนล่วงหน้าของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ก็ยืนยันถึง ข้อค้นพบเกี่ยวกับช่องว่างของความรู้ และความไม่แน่นอน ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 4 ประเทศ ต่างก็เห็นพ้องด้วยกันทั้งสิ้น

 

 

"ข้อกฎหมายในเงื่อนไขในข้อตกลงแม่น้ำโขงปี 2538 ของรัฐบาลทั้ง 4 ประเทศนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมุ่งมั่นที่จะสร้างการจัดการ และสร้างความยั่งยืน อย่างระมัดระวัง ในการร่วมใช้ และแบ่งปันทรัพยากรที่มีความสำคัญในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การแบ่งปันการใช้ทรัพยากรร่วมกันนี้ จะต้องไม่กระทำการละเมิดเจตนารมณ์สูงสุดของความเป็นเอกภาพ ในด้านความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" จิรวัฒน์ สุริยะโชติชยางกูล จากเครือข่ายนักกฎหมายลุ่มแม่น้ำโขงกล่าว

 

 

โครงการที่คืบหน้าที่สุดในขณะนี้อยู่ในอำเภอไซยะบุรี ทางทิศเหนือของประเทศลาว โดยโครงการดังกล่าวได้มีมติที่ขัดต่อกฎหมายและในเชิงสถาบันอย่างร้ายแรง กล่าวคือ มีหลักฐานที่ชัดเจนระบุว่า โครงการเขื่อนไซยะบุรีไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานภายใต้เงื่อนไขในข้อตกลงแม่น้ำโขงปี 2538 แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานองค์กรอิสระใดๆ ที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ นอกจากนี้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน (Transboundary environemental impact assessment (TEIA)) ของโครงการเขื่อนไซยะบุรีควรจะต้องจัดให้มีขึ้น ทว่าคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงก็เพิกเฉย มิได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำรายงานดังกล่าวแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีการปรึกษาหารือในที่สาธารณะ ณ ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย และประเทศเวียตนาม มาก่อนหน้านี้ ก็ไม่ปรากฎว่า ได้มีการพูดถึง หรือได้มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนแต่อย่างใด นอกจากนี้เอกสารรายงานที่สำคัญๆ ก็ไม่อาจหาเอาได้เพื่อเปิดเผยต่อสาธารณชน จนกระทั่งล่วงเลยมาจนถึงภายหลังการปรึกษาหารือดังกล่าว แสดงถึงการให้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ครบถ้วนและไม่ครอบคลุมต่อประเด็นปัญหาในขั้นตอนการให้คำปรึกษา ซึ่งหากมีการสร้างเขื่อนขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่มีบทกฎหมายหรือสถาบันใดๆ ที่จะรับรองได้ว่า เขื่อนนั้นได้มีการสร้างหรือปฏิบัติการในลักษณะที่ได้ถูกดำเนินการเพื่อให้เกิดประสิทธิผลและความปลอดภัยได้ นอกจากนี้ รายงานการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ของโครงการก่อสร้างเขื่อนต่อเนื่องกันยาว 11 โครงการ ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง จัดทำโดยมหาวิทยาลัยพอร์ทแลนด์สเตท และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในประเทศไทย พบว่า ต้นทุนการผลิตทั้งหมดในภูมิภาค อาจสูงถึง 274,000,000,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่จะได้รับประโยชน์กลับมาแค่เพียง 33,000,000,000 เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น

 

 

"การสร้างเขื่อนเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในภูมิภาคนี้ เราไม่อาจปฏิเสธคุณูประโยชน์ของเขื่อนได้ แต่เขื่อนก็นำความเสียหายมาสู่เราอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน การสร้างเขื่อนโดยปราศจากการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและ/หรือให้ไม่ครบถ้วน เป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร อำนาจในการตัดสินใจอย่างอิสระของประชาชนที่ต้องพึ่งพิงแหล่งน้ำและสัตว์น้ำในแม่น้ำในพื้นที่ย่อมผิดเพี้ยนไปตามแต่เจตนาของผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การไม่ดำเนินการจัดทำการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมในระดับข้ามพรมแดน ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนและประเทศในลุ่มน้ำโขงใต้เขื่อน" นายจิรวัฒน์กล่าว

 

 

โดยที่ประเทศไทยเคยมีประสบการณ์มาแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 ที่มีน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายลงมาถึงจังหวัดหนองคาย จังหวัดมุกดาหาร ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากมีการปล่อยน้ำออกมาจากเขื่อนในจีนที่อยู่บนแม่น้ำโขงตอนบน โดยไม่มีการแจ้งเตือนและไม่อาจหาผู้รับผิดชอบได้

 

 

การที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงกำลังจะตัดสินใจว่า จะมุ่งหน้าต่อไปในการสร้างเขื่อนไซยะบุรีหรือไม่ ในการประชุมวันที่ 8 ธันวาคมนี้ ที่เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ไม่ว่าการดำเนินการโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อโครงการแม่น้ำโขงสายประธานตอนล่างหรือไม่ ก็ตาม รัฐสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ จะต้องรับประกันว่า ได้มีการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนในประเทศของตนที่เพียงพอและครบถ้วนแล้ว ก่อนที่จะมีการตัดสินใจในโครงการดังกล่าว รวมทั้งได้มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนเรียบร้อยแล้ว ไม่เช่นนั้น สุขภาวะ ความเจริญรุ่งเรือง ความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ตลอดทั้งการบูรณาการของสถาบันในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันแห่งภูมิภาคนี้ อาจสั่นคลอนและถูกทำให้เสียหายอย่างยิ่ง 

 

 

"รัฐบาลทั้ง 4 ประเทศ จึงควรเลื่อนการตัดสินใจโครงการเขื่อนไซยะบุรีไปก่อนจนกว่า จะได้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ครบด้วยแก่ประชาชนของตน และสิ่งที่ต้องทำอย่างยิ่ง ก็คือ การจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพข้ามพรมแดน เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสถาบันในการจัดการน้ำที่ตั้งขึ้น" นายจิรวัฒน์เรียกร้อง

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร