ปางแดงกับบทสะท้อนสิทธิมนุษยชน...ละครเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้จริงหรือ?(ตอน 1)

Thu, 12/22/2011 - 17:11 -- ประชาธรรม

 

 

"พวกเราดาระอั้ง

เดินทางมาแสนไกล

ข้ามน้ำข้ามดอย

ผ่านความลำบาก ทุกข์ยาก

เราไม่มีผืนดินอยู่อาศัย

เราไม่มีชุมชน ไม่มีหมู่บ้าน

จนได้มาอยู่ในแผ่นดินไทย

ได้โปรดเถิด ท่านผู้ปกครอง

ท่านผู้มีอำนาจ ช่วยเราด้วยเถิด

เราขอโทษนะ ที่เราขอมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย

แต่เราก็รักผืนดิน ต้นไม้ แม่น้ำ สัตว์ป่า ท้องฟ้า อากาศ

เราไม่มีทางไป เราขออยู่อาศัยตรงนี้

ได้โปรดเถิด ท่านผู้ปกครอง

ท่านผู้มีอำนาจ ช่วยเราด้วยเถิด

เราขอโทษนะ ที่เราขอมาอาศัยในประเทศไทย..."

 

เสียงเพลงที่นางคำ นายนวล แม่หญิงชนเผ่าดาระอั้ง หรือชนเผ่าปะหล่อง ร่ำร้องออกมาด้วยน้ำเสียงสร้อยเศร้า ด้วยภาษาดาระอั้ง เป็นบทเพลงที่เธอได้แต่งขึ้นเอง และใช้ร้องในยามที่ชีวิตเธอกำลังโศกเศร้า หลังจากเธอถูกเจ้าหน้าที่รัฐไทยได้สนธิกำลังเข้าปิดล้อมหมู่บ้าน กวาดต้อนและจับตัวชาวบ้านปางแดง พร้อมกับตัวเธอไปในเช้ามืดวันหนึ่ง

เสียงเพลงของเธอจึงเหมือนกับต้องการสื่อ วิงวอน ร้องขอไปยังผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยได้รับรู้และเข้าใจในความทุกข์ใจแสนสาหัสครั้งนี้

"เพลงนี้คำได้แต่งขึ้น หลังจากไปติดคุกกลับมา ก็ไม่เคยคิดว่าจะแต่งเพลงนี้ออกมา พอเจ็บช้ำใจมาก แล้วก็โดนจับบ่อยๆ พอออกจากคุกมา ก็มาแต่งเพลง เพราะว่ามันเจ็บมาก แล้วก็แต่งเพลงออกมาเป็นการขอโทษทั้งน้ำตาด้วย ร้องไปด้วยน้ำตาไหลไปด้วย" นางคำ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียง สีหน้าเศร้า

คนในสังคมไทยส่วนใหญ่อาจไม่ทราบมาก่อน ว่าปัจจุบัน ทางตอนเหนือของประเทศไทยนั้นมีชนเผ่าดาระอั้ง หรือปะหล่อง อาศัยอยู่ ว่ากันว่า เป็นชนเผ่ากลุ่มล่าสุด ที่ได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทย

ในงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง เรื่อง "กลยุทธ์ในการเข้าถึงทรัพยากรของชุมชนตั้งถิ่นฐานใหม่ ท่ามกลางบริบทของการปิดล้อมพื้นที่ป่า" ของ "สกุณี ณัฐพูลวัฒน์" ระบุว่า มีงานศึกษาที่เก่าแก่ชิ้นหนึ่งในพม่า ซึ่งได้บันทึกไว้ใน  "Gazetteer of Upper Burma and the shan states" ตั้งแต่ปี คศ.1900 หรือในปี พ.ศ.2443 โดยได้เขียนถึงตำนานการเกิดของชนเผ่าดาระอั้ง หรือ ปะหล่องเอาไว้ว่า เป็นลูกหลานของกษัตริย์พระอาทิตย์ (Kiang of the sun) เลือกที่จะอยู่บนที่สูง อากาศหนาวเย็นในแถบน้ำซัน บริเวณทางตอนเหนือของรัฐฉาน ประเทศพม่า นิยมอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ และถือว่าเป็นกลุ่มคนนักเดินทางชั้นเยี่ยม ซึ่งต่อมา ลูกหลานได้เติบโตย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นในทางตอนใต้ของรัฐฉาน แถบเมืองเชียงตุง มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนไทยใหญ่ในรัฐฉาน                                                 

นอกจากนั้น ยังระบุอีกว่า ชาวดาระอั้ง หรือปะหล่องนั้นเป็นกลุ่มคนที่รักสงบที่สามารถหลีกหนีปัญหาสงครามได้อยู่เสมอ ก่อนที่สหราชอาณาจักรจะเข้าครอบครองพม่า ในช่วงขณะนั้น คนฉานหรือไทยใหญ่และชนเผ่าคะฉิ่น มักมีการสงครามอยู่เนือง ๆ แต่ดาระอั้ง หรือปะหล่อง เป็นกลุ่มคนที่สามารถอยู่ภายใต้ภาวะสงครามของสองกลุ่มได้อย่างสงบร่มเย็น และยังคงมอบบรรณาการให้กับทั้งสองกลุ่มเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ชนเผ่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัว และอดทนต่อภาวะกดดันได้เป็นอย่างดี และเป็นกลุ่มชนที่มักตกเป็นเหยื่อในภาวะสงครามเสียมากกว่าจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการต่อสู้

บ้างถึงกับบอกว่า บรรพบุรุษของชนเผ่าปะหล่อง หรือดาระอั้ง ต่างล้วนเป็นฝ่ายผู้ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม และเป็นฝ่ายที่ต้องหลบเลี่ยงหนีการรุกรานของชนเผ่าอื่นเรื่อยมา

สอดคล้องกับที่ นางคำ นายนวล บอกเล่าให้ฟัง...                 

นางคำบอกเล่าว่า เดิมทีครอบครัวของเธอนั้นอยู่ที่ดอยลาย อยู่ในเขตประเทศพม่า พ่อแม่ได้เล่าให้เธอฟังว่า ตอนที่อยู่พม่า พี่สาวของเธอทั้งสามคน ได้ถูกทหารพม่าข่มขืนแล้วท้อง พอท้องมาก็แท้ง แล้วก็ตายไป ในเขตพม่าจะมีทั้งพม่า ไทยใหญ่แล้วก็จะมีทหารป่า ก็จะมีอยู่สามสี่กลุ่มที่คอยมาเบียดเบียนแต่ละชุมชนอยู่เสมอ

"หมู่บ้านของดาระอั้ง มันไม่ใช่ชุมชนใหญ่ ตั้งอยู่บนภูเขา ถ้าทหารพม่ากลับไป ทหารไทยใหญ่ก็เข้ามา ถ้าทหารไทยใหญ่ออกไป ทหารว้าก็เข้ามาเบียดเบียนอีก และถ้าใครมีลูกชายสองคนก็ต้องแบ่งให้เขาไปเป็นทหารหนึ่งคน แล้วบังเอิญแม่ของคำเองไม่มีลูกชาย ก็จะเหลือแค่ผู้หญิงเท่านั้น  ก็มีคำกับพี่สาว แม่ก็คิดว่าถ้าจะต้องส่งลูกสาวไปเป็นทหารสักคน แม่จะต้องตายแน่ แม่อยู่ไม่ได้ แม่ก็เลยพาคำหนีออกนอกประเทศพม่า ข้ามเข้ามาในประเทศไทย แล้วก็ตอนที่แม่ให้หนีมา เขามาเอารายชื่อของพี่สาว แล้วว่าจะต้องเข้าไปเป็นนางหาญ จะต้องไปเป็นทหาร ดังนั้น อยู่ไม่ได้แล้ว ก็ต้องหนี แม่กับพ่อก็เลยให้เราอพยพเข้ามาในประเทศไทย" นางคำ บอกเล่าเหตุการณ์และความจำเป็นที่ต้องหนีข้ามมาอยู่ฝั่งไทย

 หลังจากที่ครอบครัวของนางคำ พร้อมด้วยชาวบ้านดาระอั้งกลุ่มหนึ่ง พากันหนีภัยสงครามความขัดแย้งในพม่า โดยในตอนแรก ได้หนีข้ามมาอยู่ที่หมู่บ้านนอแล ซึ่งตั้งอยู่ติดตะเข็บชายแดนไทย-พม่า บริเวณดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้น  เสร็จได้พากันเคลื่อนย้ายอพยพเข้ามาที่เชียงดาว เมื่อในช่วงเวลานั้น ทางเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ได้ไปว่าจ้างให้ชนเผ่าดาระอั้ง หรือปะหล่อง ให้มาปลูกป่าที่เชียงดาว

แต่หลังจาก มารับจ้างปลูกป่าเสร็จแล้ว ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ได้ปล่อยทิ้งชาวบ้านดาระอั้งเอาไว้ ไม่ได้พาชาวบ้านกลุ่มนี้ส่งกลับไปยังชุมชนนอแลบนดอยอ่างขางดังเดิม นั่นจึงทำให้ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าว เมื่อไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ จึงได้พาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เชียงดาว จนกลายเป็นชุมชนบ้านปางแดงตั้งแต่นั้นมา

กระทั่ง ต่อมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่ถือว่าเลวร้ายและหนักหน่วงในชีวิต

การถูกจับกุมครั้งแรก เกิดเมื่อเช้ามืดของวันที่ 26 ม.ค.2532 เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมและจับกุมชาวบ้านปางแดงใน ซึ่งเป็นชาวดาระอั้งหรือปะหล่อง โดยก่อนจะควบคุมตัวไป ทางเจ้าหน้าที่อ้างกับชาวบ้านว่าจะพาไปทำบัตรประชาชน ในขณะที่เจ้าหน้าที่บางคนก็บอกว่า จะพาไปรับแจกผ้าห่ม ก่อนจะตั้งข้อหาชาวบ้านปางแดงจำนวน 29 คนในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว

ต่อมา ในเดือน มี.ค.2541 เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมหมู่บ้านปางแดงอีกครั้งหนึ่ง และจับกุมชาวบ้านซึ่งเป็นชนเผ่าดาระอั้งหรือปะหล่อง ลาหู่ และลีซู จำนวน 56 ราย ในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว จากการสอบถามชาวบ้านพบว่า ลักษณะการจับกุมไม่มีหมายค้น ไม่มีหมายจับแต่อย่างใด

กระทั่ง เช้ามืดของวันที่ 23 ก.ค. 2547 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ทหาร และ อส.จำนวน 200 นายได้สนธิกำลังเข้าทำบุกจับชาวบ้านปางแดงนอก อีกเป็นครั้งที่ 3 ในจำนวนนี้รวมคนพิการ เช่นว่า ขาขาด ตาบอด และหญิงท้องแก่รวมอยู่ด้วย จำนวน 48 ราย เป็นชาย 36 ราย หญิง 12 ราย เป็นชาวเขาเผ่าลาหู่ 25 รายชนเผ่าปะหล่อง 19 ราย ชนเผ่าลีซู 1 ราย และคนพื้นเมืองอีก 3 ราย ทั้งหมดถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ด้วยข้อหาเดิมๆ ทั้งที่ชาวบ้านกลุ่มนี้กำลังพักผ่อนนอนหลับอยู่ในบ้าน

ที่น่าแปลกใจก็คือ ชาวบ้านปางแดง นั้นถูกเจ้าหน้าที่ล้อมจับเข้าคุกถึง 3 ครั้งด้วยกัน

"ตอนแรก เขาบอกว่า ให้เราไปเอาข้าวสาร เขาจะแจกผ้าห่ม เขาล่อลวงเราทุกวิถีทางเพื่อให้เราเชื่อเขา  ครั้งแรกก็บอกว่าให้ไปเอาผ้าห่มที่อำเภอ พอชาวบ้านไป เขาก็จับไปหมดไม่ได้กลับมา ครั้งที่สองก็เหมือนกัน เขาบอกว่า ไม่ต้องกลัวนะ เราไม่ได้มาจับ เราแค่มาเรียกชาวบ้านไปคุยกันที่อำเภอ ซึ่งครั้งที่สองนั้นเขาจับแค่ผู้ชาย เด็กกับผู้ใหญ่ แต่ผู้หญิงเขาไม่จับ แต่พอครั้งที่สาม เขามาจับทั้งผู้หญิง คนพิการ คนสูงอายุ คนแก่ คนท้อง ตัวคำเองก็กำลังท้องเหมือนกัน ต้องถูกจับด้วย ตอนนั้นรู้สึกเครียดมากเลย แล้วพอออกมา คำก็แท้ง..." นางคำ นายนวล หญิงดาระอั้ง บ้านปางแดงนอก บอกเล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ได้กลายเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศ และสั่นสะเทือนต่อรัฐไทยไม่น้อย ในประเด็นเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเห็นได้ชัดแจ้ง

และนั่นทำให้คนหลายกลุ่ม ไม่ว่านักสิทธิมนุษยชน นักสิทธิชนเผ่า นักกฎหมาย ทนายความ และนักวิชาการ ได้เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่

ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการ  ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ก็เป็นนักวิชาการอีกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาหาทางช่วยเหลือแก้ไข้ปัญหาให้กับชาวบ้านปางแดง มาตั้งแต่ต้น

ดร.ชยันต์ บอกเล่าให้ฟังว่า ชุมชนปางแดง มีอยู่ทั้งหมด 2 กลุ่ม คือปางแดงในกับปางแดง กลุ่มแรก คือชาวบ้านปางแดงใน นั้นถูกจับ แล้วก็ถูกปล่อยออกมาแล้ว ในราวๆ ปี 2532

"แล้วก็ในเดือนมีนาคม ปี2541ชาวบ้านก็ถูกจับครั้งที่สอง เป็นชาวบ้านปางแดงนอก ประมาณ 46 คน ช่วงนั้นก็เป็นช่วงฤดูร้อน ชาวบ้านเพิ่งกลับจากทำไร่ กลับเข้ามาในหมู่บ้าน ประมาณ 5 โมงเย็น ก็ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แล้วก็มีทหาร ตำรวจ ก็มีหลายฝ่ายด้วยกันเข้ามาจับชาวบ้านไป โดยบอกว่าอยากจะให้ชาวบ้านไปที่อำเภอ ไปรับผ้าห่มกับข้าวสาร ซึ่งในช่วงขณะนั้น เป็นเดือนมีนาคม ชาวบ้านก็ฉุกคิดว่า นี่ไม่ใช่ฤดูหนาว ไปรับผ้าห่มทำไม แต่ว่าชาวบ้านก็ต้องยอมไป เพราะว่าชาวบ้านไม่มีบัตรประจำตัว แล้วก็กลัวเจ้าหน้าที่ ถูกจับไป"

นั่นทำให้ ดร.ชยันต์ เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือชาวบ้านปางแดงมาอย่างต่อเนื่อง

"เราก็คิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะว่าตอนนั้นเราเพิ่งมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ตอนนั้นพวกผมก็ทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์ที่จะให้ได้รัฐธรรมนูญใหม่ด้วย ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิชุมชน แล้วก็มีมาตราบางมาตรา บอกว่า เจ้าหน้าที่จะเข้ามาจับชาวบ้านจะต้องมีการแจ้งก่อน แต่ว่ากรณีปางแดง เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำตามรัฐธรรมนูญ เราก็เลยคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องใช้รัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์ ถึงแม้ว่าปะหล่องจะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน แต่ว่ารัฐธรรมนูญจะต้องคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย" ดร.ชยันต์ บอกย้ำ ถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญไทย

แน่นอนว่า วิธีการทำงานและวิธีคิดของนักวิชาการ นักวิจัย นักเคลื่อนไหว นักสิทธิมนุษยชน ส่วนใหญ่จึงสวนทางกับแนวคิดของระบอบราชการและรัฐไทย

ดร.ชยันต์ บอกว่า "วิธีคิดของเราอาจจะเรียกได้ว่า คิดแบบไม่เข้าใจระบอบราชการ แต่พวกเราเป็นนักวิชาการ นักวิจัย เราก็ต้องการที่จะทำประวัติความเป็นมา ทำให้เรารู้ว่า ในราวๆ ปี 1985 กลุ่มปะหล่องเดินทางเข้ามาที่บ้านนอแล มาทำงานพร้อมทั้งถวายฎีกาถึงในหลวงเพื่อที่จะขออนุญาตมาอยู่ในแผ่นดินไทย ซึ่งตามธรรมเนียมของประเทศไทยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขของประเทศ โดยธรรมเนียมแล้วก็จะต้องให้ที่อยู่อาศัย ให้ที่หลบภัย ให้ที่พักพิง ต่อใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวพม่าหรือชาวลาว หรือคนเนปาล คนต่างชาติถ้าจะเข้ามาอยู่หรือที่เรียกว่าอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร พระมหากษัตริย์ก็ยินดีที่จะทำให้ นั่นก็เป็นธรรมเนียม  แต่ว่าเหตุการณ์ต่อมา นั่นคือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้พาชาวดาระอั้ง หรือปะหล่อง จากบ้านนอแล มาทำงานปลูกป่าที่เชียงดาวแล้วก็ทิ้งไว้ หัวหน้าป่าไม้ก็ไม่ดูแลเลย แต่กลับมาจับชาวบ้าน เราก็เลยอยากจะอธิบายให้กับทางศาลได้ทราบว่า ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ความเป็นมาชาวบ้านเหล่านี้ ก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่เข้าไปบุกรุกทำลายป่า เพราะว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นคนเอาเขามาอยู่ที่นี่"

นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทับซ้อน จึงยากที่ระบุชัดเจนว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าได้อย่างไร?

"ที่น่าสนใจก็คือว่า พื้นที่ตรงนี้มันเป็นพื้นที่ที่มีความทับซ้อนกัน คือพื้นที่ปางแดงทั้งหมดนี่มันเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าสงวน นอกจากนั้นก็ยังอยู่ในพื้นที่ปฏิรูป ในขณะเดียวกันก็จะพบว่า มีชาวบ้านที่อยู่ที่เชียงดาวจับจองพื้นที่ต่างๆ ทำไร่ แล้วก็จ้างชาวดาระอั้ง ชาวปะหล่องให้ทำงานด้วย ให้เป็นลูกจ้าง ฉะนั้น ความคิดบุกรุกป่าสงวนนี่ไม่ใช่ชาวปะหล่อง แต่มันน่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่จ้างชาวปะหล่องมาทำ เราก็เลยเข้ามาช่วย ได้ถ่ายรูปแต่ละครอบครัว แล้วก็ทำประวัติ แล้วก็เอาเรื่องนี้ไปยื่นต่อศาล ไปอธิบายให้ศาลฟัง แต่ว่าศาลก็เรียกผมไปบอกว่า สิ่งที่อาจารย์ทำมาเป็นประวัติศาสตร์แบบนี้ เป็นเหตุเป็นผลของการเข้ามาอยู่ที่นี่ ศาลไม่ถือว่านี่เป็นหลักฐาน เพราะศาลไทยเชื่อหลักฐานพยานบุคคล หรือถ้าเขาเห็นคนทำผิดซึ่งๆ หน้าหรือพยานบุคคล หรือมีหลักฐานว่ามีการเผา หรือมีการตัดต้นไม้ เขาถึงจะเชื่อ แต่ถ้าเป็นหลักฐานจากการบอกเล่าทางประวัติศาสตร์เขาไม่เชื่อ  เราใช้ความรู้ทางงานวิจัยมาช่วยปรากฏว่าช่วยไม่ได้ ศาลต้องการฟังแค่เพียงหลักฐานพยานบุคคล" ดร.ชยันต์ บอกเล่าให้ฟัง

คดีและการพิจารณาของศาลจึงดำเนินต่อไป

ดร.ชยันต์ บอกว่า ฉะนั้น จึงทำให้ชาวบ้านปางแดง จำนวน 47 คนถูกจับกุมในครั้งที่สาม เมื่อปี2547 แล้วก็ประมาณมากกว่าครึ่งก็ยอมรับสารภาพ โดยศาลจะพยายามให้ชาวบ้านรับสารภาพเพราะว่ามันจะได้ลดคดีต่อศาล ชาวบ้านก็ยอมรับว่าทำผิด อาจจะมีการลงโทษให้ขังคุกประมาณ 1-2 ปี หรือว่าปรับแล้วก็ปล่อยตัวไป แต่ว่ามีชาวบ้านบางส่วนไม่รับสารภาพ ก็ต้องต่อสู้ต่อไป ซึ่งท้ายสุดก็ปรากฏว่า ศาลก็มีความเห็นว่าชาวบ้านเหล่านี้ไม่มีความผิด

"เอาเข้าจริงๆ ที่น่าสนใจ ก็คือ ข้าราชการไทยจะไม่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นแนวทางในการปฏิบัติ แต่เขาจะใช้กฎหมาย ทั้งที่รัฐธรรมนูญมีสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน แต่เขาบอกว่า เขาจะใช้กฎหมายป่าไม้ โดยหลักการแล้ว เมื่อกฎหมายมันมีฐานะด้อยกว่ารัฐธรรมนูญ ก็ต้องถือว่ากฎหมายนั้นต้องตกไป นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมเข้ามาช่วย" ดร.ชยันต์ บอกย้ำ

กระทั่ง ชาวบ้านปางแดง ได้ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย เข้าปิดล้อมหมู่บ้านและทำการจับกุมอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3

ดร.ชยันต์ บอกเล่าเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า การที่ชาวบ้านปางแดงถูกจับเป็นครั้งที่ 3 จะเห็นว่า มีชาวบ้านบางคนถูกจับซ้ำๆ คือ คนเดียวถูกจับสามครั้ง และด้วยข้อหาอย่างเดียวกัน ก็คือบุกรุกป่าสงวน ทั้งที่บริเวณนี้ป่าก็หมดแล้ว

"เรารู้สึกกว่าการใช้วิธีการต่างๆ เราไม่สามารถที่จะต่อสู้ได้ เพราะฉะนั้น ก็ยังนับว่าโชคดี เพราะหลังจากชาวบ้านปางแดงถูกจับครั้งที่ 3 ต่อมา ศาลเห็นว่า ถ้าหากว่ายังเป็นอย่างนี้อยู่ คือ หนึ่ง ประชาชนไม่มีบัตรประจำตัว สอง ไม่มีที่ดินให้เขาทำมาหากิน ก็ต้องเข้าไปอยู่ในป่าสงวน ดังนั้น ศาลจึงเรียกให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาไกล่เกลี่ยกันว่า ให้หาพื้นที่ให้จำนวนหนึ่ง เพื่อให้ชาวดาระอั้ง หรือชาวปะหล่องที่ปางแดงได้สร้างบ้านอยู่ แต่ไม่มีที่ทำกิน มีแค่บ้านแล้วก็มีพื้นที่เล็กๆ ประมาณไม่ถึงจำนวน 2 งาน ให้ได้อาศัยอยู่ต่อไป"

กระนั้น แม้ว่าคดีดังกล่าวนั้น ศาลได้หาทางออกให้ แต่ปัญหาพื้นฐานของเขาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข นั่นคือ ยังไม่มีพื้นที่ทำกิน

ดร.ชยันต์ บอกว่า แต่ก็โชคดีที่มีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยสร้างบ้านให้ แต่ชาวบ้านก็ช่วยสบทบทุนในการสร้างบ้านของเขาเอง แล้วก็พยายามทำงานด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานด้านการฝีมือเพื่อที่จะหารายได้ให้กับชุมชนของเขา

โดยได้รับการสนับสนุนเงินจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในการสร้างบ้าน โครงการหมู่บ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง  ครอบครัวละ 30,000 บาท ซึ่งมีสมาชิกในชุมชนกว่า 400 คน ปรากฏว่า เมื่อชาวบ้านได้ดำเนินการก่อสร้างบ้านในแต่ละหลังไปแล้ว กลับพบว่างบประมาณดังกล่าวไม่เพียงพอ จากการเดินสำรวจดู พบว่า ในแต่ละหลังคา สามารถดำเนินการได้เพียงการยกเสา มุงหลังคากระเบื้อง และการสร้างฝาบ้านได้บางส่วนเท่านั้น

อีกทั้งชาวบ้านปางแดงนอกกลุ่มนี้ ยังต้องดำเนินการเช่าที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยระยะยาวสำหรับชุมชนบ้านปางแดงจำนวน 30 ไร่จากกรมป่าไม้ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกจำนวน 700,000 บาท แน่นอนว่า ลำพังแค่ชาวบ้านที่ต้องหาเช้ากินค่ำไปวันๆ ไหนจะต้องพะวักพะวงว่า ศาลจะตัดสินคดีที่ถูกจับเมื่อปี 2547 อีกเมื่อไร ย่อมเป็นเรื่องยากและหนักหนาอย่างยิ่งกับการจะต้องหาเงินจำนวนมากขนาดนี้ เพื่อใช้สำหรับการเช่าที่ดินในครั้งนี้

มูลนิธิสื่อชาวบ้าน(มะขามป้อม) ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ที่ได้โดดเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านปางแดง กลุ่มนี้ โดยการเข้าไปช่วยเหลือ หนุนเสริม ให้กำลังใจและนำเด็กชนเผ่าดาระอั้ง ไปแสดงละครสะท้อนชีวิตของชนเผ่าดาระอั้ง หรือปะหล่อง จนได้งบประมาณจากการเปิดการแสดงละครมาส่วนหนึ่ง มาช่วยสมทบทุนสร้างบ้านใหม่ให้กับชาวบ้านปางแดง จนกลายเป็น หมู่บ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง ในขณะนี้

"ประเด็นที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ถึงแม้ว่าชาวดาระอั้ง ชาวปะหล่องที่ปางแดงจะได้รับความเดือดร้อนถูกจับหลายต่อหลายครั้ง แต่ว่ากรณีของปางแดง ก็เป็นกรณีหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยได้เข้าใจว่า สังคมไทยมันไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจชนกลุ่มน้อยเลย แล้วอีกกรณีหนึ่ง ก็คือ ทำให้สังคมไทยได้รับรู้เรื่องราวของชาวบ้านปางแดง รับรู้ถึงความไม่ยุติธรรมในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างทัศนคติที่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์" ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ กล่าวทิ้งท้าย.

หมายเหตุ : วงเสวนากรณีปางแดงครั้งนี้,มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)ร่วมกับ ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ SEAMEO-SPAFA ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่7-9 ตุลาคม2554ที่ผ่านมา ในงาน International People"s Theatre Forum ละครเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือ?

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร