เอ็นจีโอกับการผลิตซ้ำอุดมการณ์ชาตินิยม

Fri, 12/23/2011 - 17:55 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาวิชาการ "6 ทศวรรษ กับการเปลี่ยนแปลงในสังคมท้องถิ่นล้านนา" เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง โดยมีนักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้ารับฟังเสวนาครั้งนี้อย่างคับคั่ง

 

สำนักข่าวประชาธรรม ขอนำเสนอการอภิปรายโดย ดร.อัจฉรา รักยุติธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้อภิปรายเกี่ยวกับการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นจีโอไทยกับรัฐไทย

 

...............................

 

"เอ็นจีโอบอกว่าเอ็นจีโอไทยมีความหลากหลาย และมีพลวัต แต่พวกเขาก็มองข้ามความหลากหลายและพลวัตของชุมชนท้องถิ่น เช่นการพูดถึงโฉนดชุมชน และเกษตรยั่งยืน ที่อธิบายแบบเหมารวมว่าชาวบ้านพึ่งพาเฉพาะฐานทรัพยากรในท้องถิ่น หรือทำการเกษตรเป็นหลัก ซึ่งไม่ช่วยให้เข้าใจวิถีการผลิตที่หลากหลายของชุมชนท้องถิ่นได้เลย"

 

ดร.อัจฉรา รักยุติธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร

 

จากการทบทวนวรรณกรรมมีการมองกันว่า ทุกวันนี้เอ็นจีโอหันไปร่วมมือกับรัฐมากขึ้นเพราะเงื่อนไขสองระดับ ระดับแรกเอ็นจีโอต้องพึ่งพาแหล่งทุนจากรัฐมากขึ้น และกระบวนการทำงานของเอ็นจีโอก็ไม่ได้เรียกร้องให้คิดวิเคราะห์อะไรที่ลุ่มลึกนอกจากจะการเรียนรู้จากประสบการณ์ของรุ่นพี่

 

เงื่อนไขระดับที่สอง กรอบคิดที่เอ็นจีโอใช้ที่ไม่ช่วยในการวิพากษ์วิจารณ์และท้าทายอำนาจรัฐอย่างถึงรากถึงโคน เพราะหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์ชนชั้น และเน้นการประนีประนอมและร่วมมือกับรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม ก็พบว่าเอ็นจีโอประสานงานกับรัฐมานานแล้วอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ.2528 ที่เริ่มจัดตั้ง "คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน" (กป.อพช.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ข้อหนึ่ง คือประสานงานกับหน่วยงานราชการ และการจัดตั้ง กป.อพช.ก็ได้รับการสนับสนุนจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวณิช เป็นประธานคนแรก ดังนั้นการสานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มชนชั้นสูงจึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ใหม่ของเอ็นจีโอ แต่เอ็นจีโอไทยก็มีหลายกลุ่ม นอกจากสายที่ประสานกับรัฐ ก็มีสายที่ท้าทายอำนาจรัฐอยู่ด้วย แต่ก็ท้าทายแบบไม่ค่อยคงเส้นคงวา และมีแนวโน้มจะปรองดองกับรัฐและระบบราชการมากขึ้นเรื่อย ๆ 

 

พยายามจะทำความเข้าใจว่าเอ็นจีโอไทยมอง "รัฐ" อย่างไร และจะเสนอว่าการปรองดองระหว่างเอ็นจีโอกับรัฐไม่ได้ เป็นเพราะความจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งทุน หรือเอ็นจีโอคิดไม่ได้เหมือนที่ถูกวิจารณ์ แต่จะชี้ว่าเอ็นจีโอและรัฐมีอุดมการณ์บางอย่างร่วมกัน  วันนี้จะอภิปรายเฉพาะแนวคิด ชุมชนนิยม (Communalism) ที่ได้รับความนิยมจากปูชนียบุคคลของเอ็นจีโอทางภาคเหนืออย่างมาก

 

การวิจารณ์แนวคิดชุมชนนิยมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ดิฉันจะชี้ว่าแนวคิดนี้ยังเป็นที่นิยมและสนับสนุนการปรองดองระหว่างเอ็นจีโอไทยกับรัฐได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยคลี่คลายวิกฤติทางสังคมที่เป็นอยู่แล้วกลับจะยิ่งเพิ่มปัญหา

 

ดร.อัจฉรา ได้อภิปรายที่เน้นวิพากษ์ยุทธศาสตร์ "เกษตรยั่งยืน" และ "โฉนดชุมชน"  โดยชี้ว่าทั้งเอ็นจีโอและรัฐได้ร่วมกันสร้าง "ชุมชนจินตกรรม" (Imagined community) แบบหนึ่งซึ่งไปลดทอนและกดทับสิทธิของปัจเจกบุคคล

 

งานเขียนของเอ็นจีโอไทยมักเล่าถึงปัญหาสังคมไทยโดยเริ่มจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ที่ชักนำระบบทุนนิยมเข้ามาขูดรีด ทำลายวิถีชีวิต วัฒนธรรม อันสงบเรียบง่ายของชุมชนท้องถิ่น ล่อลวงให้เกษตรกรทำเกษตรพาณิชย์ เป็นเบี้ยล่างของระบบตลาด  เอ็นจีโอไทยจึงพยายามส่งเสริมให้ "ชุมชน" ท้องถิ่น และชนชั้นกลางผู้มีสำนึกดี ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและพึ่งตนเอง เช่น เสนอว่า "เกษตรยั่งยืน" และ "โฉนดชุมชน" จะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยรอดพ้นจากการถูกรัฐคุกคาม ไม่ถูกระบบทุนนิยมขูดรีด บางแห่งถึงกับร่าง "ธรรมนูญชุมชน" ขึ้นมา เพื่อจัดการตนเองอย่างเป็นอิสระจากรัฐและทุน

 

เครือข่ายหรือองค์กรชาวบ้านที่เอ็นจีโอจัดตั้ง ได้รวมเอาผู้คนจากต่างถิ่นฐาน ชาติพันธุ์ หรือแม้แต่มีปัญหาต่างกัน มาสร้างสำนึกร่วมกันบางอย่าง ภายใต้ยุทธศาสตร์ "รวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง"  ทำนองเดียวกันกับการสร้างชุมชนจินตกรรมของรัฐที่พยายามกลืนกลายความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติ และวัฒนธรรมของผู้คน  เพื่อสร้างชาติให้แข็งแกร่งป้องกันภัยจากข้าศึกศัตรู

 

รัฐมีจินตนาการว่าผู้คนในชุมชนชาติแน่นิ่งอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่หนึ่ง ที่จะสามารถแจงนับและควบคุมได้ถูกต้องแม่นยำ แต่สำมะโนประชากรของรัฐไม่สะท้อนสภาวะที่เป็นอยู่จริงของประชาชน เพราะผู้คนเคลื่อนย้ายข้ามท้องถิ่นและข้ามพรมแดนตลอดเวลา โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์แบบปัจจุบัน

 

เอ็นจีโอบอกว่าเอ็นจีโอไทยมีความหลากหลาย และมีพลวัต แต่พวกเขาก็มองข้ามความหลากหลายและพลวัตของชุมชนท้องถิ่น เช่นการพูดถึงโฉนดชุมชน และเกษตรยั่งยืน ที่อธิบายแบบเหมารวมว่าชาวบ้านพึ่งพาเฉพาะฐานทรัพยากรในท้องถิ่น หรือทำการเกษตรเป็นหลัก ซึ่งไม่ช่วยให้เข้าใจวิถีการผลิตที่หลากหลายของชุมชนท้องถิ่นได้เลย

 

การพูดถึง "ชุมชนจินตกรรม" ที่ไม่สะท้อนความจริงได้ลดทอนความชอบธรรมและพลังของขบวนการประชาชนเอง เมื่อมีผู้พบว่าชุมชนท้องถิ่นมีลักษณะต่างไปจากที่เอ็นจีโอกล่าวอ้าง หรือเกิดความขัดแย้งภายในชุมชนเพราะมีผู้ละเมิดข้อตกลง เช่น ต้องการเอาที่ดินโฉนดชุมชนไป ขาย หรือให้เช่า หรือทำการเกษตรแบบไม่พึ่งตนเอง เอ็นจีโอมักอธิบายกรณีดังกล่าวว่าเป็นปัญหา "จิตสำนึก" ส่วนบุคคล ซึ่งผู้ทำเช่นนั้นมักถูกผลักให้เป็นชายขอบของขบวนการ หรือหลุดจากการเป็น "พื้นที่เป้าหมาย" การทำงานของเอ็นจีโอ เพราะไม่อาจเป็น "ปราชญ์ชาวบ้าน" "บุคคล/หมู่บ้านต้นแบบ" การรณรงค์เรื่องการเกษตรและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นแบบนี้แม้จะเรียกว่า "การพัฒนาทางเลือก" แต่กลับสอดคล้องกับการพัฒนากระแสหลักของรัฐในปัจจุบัน ที่โหมโฆษณาชวนเชื่อในสื่อต่าง ๆ  การณรงค์แบบนี้ทำให้ปัจเจกบุคคลที่ประสงค์จะมีทางเลือก นอกกรอบทางเลือกดังกล่าว อยู่ได้ยากมากขึ้น

 

เอ็นจีโอมองรัฐอย่างไร

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าเอ็นจีโอจำนวนมากสมาทานแนวคิด "ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่" และแนวคิด "ประชาสังคม" แบบที่เน้นการร่วมมือกับรัฐ ทั้งสองแนวคิดนี้เห็นว่ารัฐเป็นองค์กรหรือสถาบันที่มีผลประโยชน์เหนือทรัพยากรส่วนรวมที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของ "ประชาชน" แต่หากสามารถต่อรองและจัดสรรผลประโยชน์กันใหม่ได้ลงตัว เช่น หากรัฐส่งเสริมการเกษตรแบบพึ่งตนเองแทนการสนับสนุนกลไกตลาดเสรี หรือออกโฉนดชุมชนที่จะช่วยป้องกันการเปลี่ยนที่ดินให้เป็นสินค้า ก็ไม่จำเป็นที่เอ็นจีโอต้องต่อต้านหรือท้าทายอำนาจรัฐ แต่ควรจะต้องร่วมมือกับรัฐพัฒนาแนวทางดังกล่าว 

 

เมื่อไม่ได้มองว่ารัฐเป็นที่มาของอำนาจซึ่งกดทับประชาชน แต่เป็นเพียงกลุ่มผลประโยชน์ที่ต่อรองได้  เอ็นจีโอจึงไม่สนใจที่จะผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างและสถาบันภายรัฐ ทั้งยังไม่ให้ความสำคัญเมื่อมีปัจเจกบุคคลถูกละเมิดสิทธิ หรือถูกรัฐคุกคาม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นสิทธิของปัจเจกบุคคล ไม่ใช่สิทธิชุมชน และไม่ใช่สิทธิในทรัพยากรส่วนรวม เช่น สิทธิการเลือกตั้ง สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง สิทธิในการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น

 

แม้เอ็นจีโอจะอ้างว่าการผลักดันการจัดสรรทรัพยากรส่วนรวมใหม่ เป็นการปรับเปลี่ยน "เชิงโครงสร้าง" ที่ทำให้เกิดความเป็นธรรม และเป็น "ประชาธิปไตยทางตรง" แบบหนึ่ง แต่ "ขบวนการประชาชน" หรือเครือข่ายองค์กรต่าง ๆ ที่เอ็นจีโอจัดตั้งมีข้อเรียกร้องเฉพาะ และขีดวง "ชุมชน" หรือกลุ่มคนที่จะได้รับผลประโยชน์ (ก่อน) อย่างชัดเจน  ดังนั้น ข้อตกลงจากการเจรจาระหว่างเอ็นจีโอกับรัฐจึงเป็นการต่อรองผลประโยชน์เพื่อประชาชนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทำงานของเอ็นจีโอเท่านั้น และในปัจจุบันเอ็นจีโอชนชั้นนำ ก็สามารถเจรจาต่อรองดังกล่าวได้ดี แต่น่าเสียดายว่ามีประชาชนอีกจำนวนมากที่ถูกกันออกไป

 

รัฐไทยสนับสนุนการสร้าง "ชุมชนจินตกรรม" ของเอ็นจีโอเป็นอย่างดีเพราะสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง และอุดมการณ์ชาตินิยม ซึ่งช่วยผลิตซ้ำ  "ความเป็นไทย" ที่จะทำให้พลเมือง "เชื่อง" และรัฐควบคุมได้ง่าย แต่วิกฤติสังคมไทยในช่วงนี้เป็นเรื่องของความพิลึกพิลั่นของการใช้อำนาจรัฐแบบไม่บันยะบันยัง กลายเป็นปัญหาสองมาตรฐาน ความไม่เสมอภาคของประชาชน และอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจดังที่ เอ็นจีโอชนชั้นนำ มักกล่าวอ้าง

 

ล่าสุดกรณี "อากง" และ ม.112 มีการทวงถามถึงบรรทัดฐานของกระบวนการยุติธรรม สิทธิและความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ ที่เป็นปัญหาแทรกซึมอยู่ในค่านิยมแบบไทย ๆ และแฝงฝังอยู่กับระบอบและสถาบันต่าง ๆ ของสังคม แต่การเคลื่อนไหวเรื่องเหล่านี้อยู่นอกความสนใจของเอ็นจีโอ โดยเฉพาะในสายทรัพยากรและเครือข่ายเกษตรฯ 

 

ขณะที่กรอบคิดแบบชุมชนนิยมก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาทำความเข้าใจว่าปัญหานี้เชื่อมโยงกับประเด็นการทำงานของตนเองอย่างไร เพราะชุมชนนิยมเป็นแนวคิดอนาธิปไตยแบบโรแมนติก ที่ปฏิเสธรัฐและระบบการเมือง โดยไม่สนใจที่จะควบคุมและผลักดันให้รัฐเป็นกลไกของประชาชนเพื่อสร้างความ "เสมอภาค" สำหรับประชาชนทุกคน แต่นั่นก็อาจจะไม่แปลก เพราะความเสมอภาค ไม่ค่อยสะท้อนจากสโลแกนหรือการรณรงค์ของเอ็นจีโอ ไม่ว่าจะเป็นสโลแกน "เพื่อสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน" หรือ "ประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง" ซึ่งมีความกำกวม เช่น "ประชาชน" หมายถึงใครได้บ้าง "เป็นธรรมและยั่งยืน" หมายถึงอะไรและสำหรับใคร

 

หากทบทวนเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในอดีตที่ผ่านมาจะพบว่าเอ็นจีโอไม่ได้เป็นตัวละครสำคัญมากนัก แต่เป็นที่น่าสนใจว่าภาพลักษณ์ของเอ็นจีโอไทยกลับโดดเด่นอย่างมากในฐานะผู้ปกป้องทรัพยากรส่วนรวมของ "ชาติ" ต่อสู้กับทุนชาติและทุนข้ามชาติ เช่น การค้านการสร้างเขื่อน ป่าอนุรักษ์ทับที่ และต่อต้านการค้าเสรี การแปรรูปกิจการสาธารณะ เป็นต้น

 

และเป็นที่รับรู้กันว่าเอ็นจีโอมีบทบาทนำ (และสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ) ในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเสื้อเหลือง ซึ่งแม้จะอ้างว่าเคลื่อนไหวเพื่อ "ประชาธิปไตย" แต่เป้าหมายเพื่อกำจัด "ทุนนิยมสามานย์" และ "กู้ชาติ" ก็โดดเด่นมากกว่า ทั้งยังมีการชูกระแสชาตินิยมชัดเจน และมีข้อเสนอหลายอย่างที่ขัดกับหลักการเรื่องความเสมอภาคของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด

 

ในแง่นี้ดิฉันจึงค่อนข้างเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ของนักวิชาการบางท่านที่ว่าขบวนการภาคประชาชน (ของเอ็นจีโอ) ไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย แต่เป็นขบวนการเพื่อต่อรองผลประโยชน์เหนือทรัพยากรส่วนรวมที่ไม่ได้การันตีว่าประชาชนทุกคนจะได้รับจัดสรรผลประโยชน์อย่างเสมอภาค

 

ถึงแม้ว่าการทำงานของเอ็นจีโอที่ผ่านมาจะมีคุณูปการต่อสังคมอย่างมาก แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เครือข่ายประชาชนต่าง ๆ ซึ่งเป็น "ชุมชนจินตกรรม" ที่เอ็นจีโอจัดตั้งขึ้นมานั้นมีลักษณะร่วมกับชุมชนจินตกรรมของรัฐชาติ ที่ปลุกเร้ากระแสชาตินิยม  ผลิตซ้ำค่านิยมแบบไทย ๆ ที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่มากก็น้อย

 

อย่างไรก็ตาม ดิฉันเห็นว่าเราควรจะต้องวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นจีโอกับรัฐ โดยพิจารณารัฐในความหมายที่กว้างไปกว่าการเป็นองค์กรหรือ สถาบัน หรือกลุ่มผลประโยชน์ แต่คงต้องดูปฏิบัติการของอำนาจรัฐ ที่แทรกซึมอยู่ในองค์กร และสถาบันที่ไม่ใช่รัฐ รวมทั้งในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ซึ่งทุกวันนี้ประชาชนทั่วไปรวมทั้งเอ็นจีโอก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐโดยไม่รู้ตัว ซึ่งประเด็นนี้ดิฉันกำลังทำการศึกษาต่อไป.

 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

6 ทศวรรษกับการเปลี่ยนแปลงสังคมชาวนาภาคเหนือ

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร