ประชาสังคมไทยกับความท้าทาย "การเปลี่ยนแปลงสังคม" และการปลดปล่อยตัวเองจากกรงขังทางอำนาจ

Sat, 12/24/2011 - 09:06 -- ประชาธรรม

 

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาวิชาการ "6 ทศวรรษ กับการเปลี่ยนแปลงในสังคมท้องถิ่นล้านนา" เนื่อง ในโอกาสเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง โดยมีนักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้ารับฟังเสวนาครั้งนี้อย่างคับคั่ง

 

 

สำนักข่าวประชาธรรม ขอนำเสนอการอภิปรายโดย ผศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พูดถึง civil society หรือประชาสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่นำไปสู่ความสัมพันธ์กับภาคประชาชน เกิดการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหวขึ้นในสังคม

 

 

"มนุษย์จะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติได้ ต่อเมื่อมนุษย์จะตระหนักได้ว่าความยากจน ไม่ได้เป็นมรดกที่อยู่ในสายเลือดของมนุษย์ แต่ตระหนักได้ว่าเกิดจากความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง พูดให้เข้าใจง่ายคือ ความยากจนแก้ไขได้ แต่สำนึกแบบประชาสังคมไทยไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้"

 

ผศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ผศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ได้เริ่มต้นพูดถึงการทำงานวิจัยในเมืองเชียงใหม่ จนได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง และได้รู้จักอาจารย์ธเนศวร์ในฐานะนักปฏิวัติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ในยุคราชการของอาจารย์ได้เกิดประกายเล็กๆ ในท้องถิ่นอยู่บ้าง  ตนจะอภิปรายถึงประชาสังคมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย  และประเด็นที่สองจะอภิปรายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าประชาสังคมแบบใหม่ในอายุราชการของ อ.ธเนศวร์  ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติอย่างไร

 

ประเด็นแรกที่จะพูด คือ civil society หรือประชาสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งการปฏิบัติ วาทกรรม หรือแนวคิด ประเด็นที่สองจะพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงในอายุราชการของอ.ธเนศวร์ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็น civil society หรือประชาสังคมแบบใหม่ที่นำไปสู่ political หรือการเมือง และการเมืองนั้นนำไปสู่การปฏิวัติอย่างไร

 

การอภิปรายครั้งนี้ขอใช้คำว่า civil society ก็คือส่วนรวมนอกภาครัฐ ซึ่ง civil society มีพลังในการอธิบายการเคลื่อนไหวและเครือข่ายของเอ็นจีโอเป็นหลัก ซึ่ง civil society ไม่เคยรวม อสม. ไม่เคยรวมเครือข่ายของกลุ่มแม่บ้าน นักปฏิวัติที่ซ่อนเร้นเพื่อที่จะลุกขึ้นมาทำการปฏิวัติอีก ไม่เคยรวมผู้ที่ฝักใฝ่ชาตินิยม และรัฐชาตินิยม หรือไม่ราชาชาตินิยม

 

ประชาสังคมที่มีพลังในสังคมไทย หมายถึงอะไรบ้าง ดิฉันคิดว่าที่ผ่านมาหมายถึงเอ็นจีโอและกิจกรรมของเอ็นจีโอ จากการสังเกต การปฏิบัติการของเอ็นจีโอนั้น มีลักษณะเป็นเครือข่ายที่ทำกับผู้ปฏิบัติงานด้วยกัน ไม่ใช่การทำงานประชาชนกับประชาชน จะเห็นว่า ผู้ปฏิบัติงาน แกนนำ หรือคนที่มีบทบาท มักจะเป็นคนเดือนตุลาฯ คนเหล่านี้มีประสบการณ์ร่วมกันคือต่อสู้เผด็จการ และการต่อสู้กับทุนนิยม มีแนวคิดแบบการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน 

จากการศึกษาเปรียบเทียบกับเอ็นจีโอในประเทศต่างๆ นั้น อย่างเช่นเอ็นจีโอในประเทศญี่ปุ่น จะเห็นว่าจำนวนคนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่าผลสะเทือน หมายความว่าจำนวนคนมีไม่มากเท่าภาพพจน์ที่ออกมา กรณีเอ็นจีโอในประเทศไทย  จำนวนสมาชิกที่ส่งผลสะเทือนในเรื่องการเคลื่อนไหว หรือประเด็นต่างๆ ถ้าหากนับจำนวนคน กับการมองภาพจากสื่อมวลชน จะเห็นว่าจำนวนคนที่มีส่วนร่วมน้อยแต่กลับมีผลสะเทือนมาก หากลองวิเคราะห์แต่ละกรณี จะพบว่าไม่ใช่การเอาจำนวนคนมากดดัน แต่ผลสำเร็จมาจากการล็อบบี้ และต่อรอง นั่นคือการปฏิบัติงานของเอ็นจีโอที่ผ่านมา

 

ส่วน Discourse วาทกรรมภาคประชาชน คำว่า civil society หรือประชาสังคมได้ไปผูกพันกับภาคประชาชน ซึ่งจะไปช่วยขยายผลสะเทือนของการเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอใหญ่มากขึ้น โดยใช้คำว่า ภาคประชาชน นั่นทำให้มีความหมายถึงตัวแทนของประชาชนทั้งหมด นอกจากนี้นักวิการก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาสังคมใหญ่ขึ้น ซึ่งนักวิชาการมักจะให้ความสำคัญกับบทบาทของเอ็นจีโอ และมีงานวิชาการ งานวิจัยต่างๆ ไปสนับสนุนเอ็นจีโออีกด้วย

 

ที่ผ่านมาเอ็นจีโอก็ส่งเสริมชุมชนนิยม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่เพียงเท่านั้นยังเป็นพุทธศาสนาแบบเถรวาท   เน้นด้านจริยธรรม ความเป็นคนดีจึงมากำกับความคิดของเอ็นจีโอ โดยสรุปคือเอ็นจีโอต่อต้านทุนนิยม  และนักการเมือง เพราะนักการเมืองเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ไม่มีจริยธรรม  

  

ดังนั้นหากมองในเชิงเปรียบเทียบ หรือมองในรูปแบบกว้างๆ ประชาสังคมในความหมายของไทย มีความสอดคล้องกับ Royal Hegemony หรือการครองความเป็นใหญ่ทางความคิดแบบราชาชาตินิยมแบบไทย เช่น ความถูกต้อง ความดีงาม ความเป็นไทย และความเป็นชุมชน ต่างจากประชาสังคมทางตะวันตก เพราะต้นทุนทางสังคมผูกพันแบบเครือญาติ แบบพรรคพวก การรวมกันไม่ได้รวมกันในฐานะหนึ่งสมาชิก แต่เป็นการรวมกันเป็นเครือข่าย เป็นพรรคพวก

 

ทำไมประชาสังคมแบบนี้ไม่ถูกเปลี่ยนแปลง 

มนุษย์จะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติได้ ต่อเมื่อมนุษย์ตระหนักได้ว่าความยากจน ไม่ได้เป็นมรดกที่อยู่ในสายเลือดของมนุษย์ แต่ตระหนักได้ว่าเกิดจากความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง พูดให้เข้าใจง่ายคือ ความยากจนแก้ไขได้ แต่สำนึกแบบประชาสังคมไทยไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ตนเองมีความยากจนเป็นปัญหาของโครงสร้างรัฐ ที่มนุษย์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และยังอยู่ในกรอบคิดเดียวกับรัฐ ไม่สามารถสร้างกรอบแนวคิดแบบทางเลือกให้เกิดความชัดเจนขึ้นได้ในบริบทของรัฐไทย

 

ประชาสังคมที่จะพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับของการปฏิวัติได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติ ประการแรกคือ มนุษย์ต้องตระหนักว่าตนเองต้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ต่อสู้กับการถูกกดทับ และต้องปลดปล่อยตัวเองออกจากกรงขังทางอำนาจ ประการที่สองคือ ความเป็นพลเมือง ไม่ควรตระหนักว่าตนเองคือหน่วยย่อยที่สุดที่จะต่อสู้กับอำนาจรัฐที่มันใหญ่โต และไม่เห็นด้วยกับอำนาจรัฐในทุกๆ รูปแบบ ซึ่งอำนาจรัฐเป็นประธิปไตยที่เราสามารถจับต้องได้เช่นกัน และประการที่สาม ไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับรัฐ คือความเป็นพลเมืองของประชาสังคมแบบเดิม เมื่อมันไม่เกิดขึ้น จึงไม่ส่งผลให้เราตระหนักถึงตนเองในการยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐ ในการยืนอยู่ในประชาสังคมที่อยู่นอกภาครัฐ และต้องการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ หรือสนับสนุนรัฐในแบบไหน ทั้งนี้ประชาชนไม่ถูกกระตุ้นให้เป็นมนุษย์ทางการเมือง ดังนั้นจึงไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

 

ผศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ได้อภิปรายถึงการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดขบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เกิดขึ้นได้อย่างไร

ดิฉันเห็นว่า เกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ ไร้ประสิทธิภาพ และเป็นโครงสร้างอำนาจรัฐที่มีตัวกลางระหว่างรัฐและสังคมแทรกอยู่ ตัวกลางเหล่านั้นคือ เจ้าพ่อท้องถิ่น ผู้มีอิทธิท้องถิ่น หรือถ้าใครไม่ได้อยู่ในเครือข่ายดังกล่าว ก็เป็นเครือข่ายของกลุ่มเอ็นจีโอ เครือข่ายภาคประชาสังคมในแบบที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นโครงสร้างดังกล่าวนี้ ไม่สามารถทำให้มนุษย์ปลดปล่อยออกมาได้ ดังนั้นมนุษย์ไม่อาจรับรู้ได้ว่า ตนเองมีสิทธิ เสรีภาพ เพราะมนุษย์อยู่ในโครงสร้างรัฐ อย่างเช่นโครงสร้างรัฐกับการบริโภค ซึ่งแท้จริงแล้ว รัฐไม่เกี่ยวกับการบริโภค ภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ มนุษย์ไม่รู้แม้กระทั่งการสร้างถนน หรือการใช้ถนน มันเกิดขึ้นจากอำนาจของตนเองโดยแท้ และป็นอำนาจของตนเองที่ตนเองนั้นเป็นผู้กำหนด

 

แต่การเคลื่อนไหวของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งในชุมชน ผลประโยชน์มาถึงชุมชน คนรู้ว่าผลประโยชน์มีความชัดเจนขึ้น มันผูกกับประชาธิปไตยในท้องถิ่น จนทำให้เกิดการต่อสู้เพื่อให้ได้ผลประโยชน์นั้นมา ทั้งนี้ประชาชนถูกทำให้เป็นพลเมือง และถูกทำให้เป็นมนุษย์ทางการเมือง ทำให้เห็นการปลดปล่อย แต่มีบางส่วนยังไม่ถูกปลดปล่อย สิ่งเหล่านี้คือเชื้อเพลิงของการปฏิวัติ ทำให้เกิดประชาสังคมแบบใหม่ ที่ประชาชนตระหนักถึงเสรีภาพของตนเอง ตระหนักถึงผลประโยชน์ของตัวเอง, ตระหนักถึงความเป็นพลเมืองของตัวเอง ที่จะต้องต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง.

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร