แม่ญิงล้านนากับพื้นที่ทางการเมือง

Tue, 12/27/2011 - 15:50 -- ประชาธรรม

 

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาวิชาการ "6 ทศวรรษ กับการเปลี่ยนแปลงในสังคมท้องถิ่นล้านนา" เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง โดยมีนักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้ารับฟังเสวนาครั้งนี้อย่างคับคั่ง

ในช่วงหนึ่งในงานเสวนา มีการอภิปรายบทบาทแม่ญิงล้านนาทางการเมือง อภิปรายโดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ และรศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ดังต่อไปนี้

 

 

"บทบาทของผู้หญิงกับการเมือง และพุทธศาสนานั้น ปรากฏอยู่ในหลักฐานทางโบราณสถาน  จะพบว่าพื้นที่ทางศาสนาของผู้หญิง ถ้าเป็นเจ้านาย หรือชนชั้นนำเท่านั้น ก็จะสามารถสร้างหอคำได้"

 

ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์

 

แม่ญิงล้านเรามองได้หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การเมือง การปกครอง พื้นที่ศาสนา พิธีกรรม หรือจะเป็นพื้นที่ชาวบ้านธรรมดา ก็สามารถมองได้ทั้งนั้น

 

สังคมผู้หญิงในอดีต เราจะนับถือเจ้าแม่  หลุมศพบ้านวังไฮ  ก็จะให้ความสำคัญคือผู้หญิง  จุดเริ่มต้นของมนุษย์  ผู้หญิงเป็นแม่เมือง  ผู้หญิงคือหัวหน้าเผ่า  หมอผี ซึ่งผู้หญิงโดยทั่วๆ ไปในอดีต ไม่เฉพาะล้านนา  ก็จะเห็นผู้หญิงเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมสำคัญ  เช่น เป็นร่างทรง  ลักธิการบูชาสตรี เทวี นางแล้ง  ก่อนที่จะนับถือพระศิวะ พระนารายณ์ หรือพระพุทธเจ้า  มีผู้หญิงเป็นใหญ่  เวลาที่ทำการเกษตร ก็ต้องบูชาพระเทพี  ต่อมาในยุคพระจามเทวี  ก็จะเห็นว่าจากโบราณสถานก็นับถือผู้หญิงอยู่

 

ต่อมา ในยุคสังคมก้ำกึ่งเป็นพุทธ ในเวียดนามก็จะเรียกแม่คล้ายกับเรา เรียกพระแม่ดิน แม่ฟ้า แม่ป่า แม่เวหา ส่วนไทยเราก็จะมีการใช้คำว่าแม่เหมือนกัน คือแม่คงคา  แม่ภูผา  พระนางจามเทวี ไม่ได้เป็นคนล้านนา  แต่การมาของพระนางคือการนำเอาพุทธศาสนาเข้ามา  แต่ในตำนานเขียนคุณงามความดีน้อยมาก  ไม่ได้ระบุตำนานว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ไม่ระบุรายละเอียดมากกว่านั้น

 

คำถามที่ตามมา  ถ้าเรานับถือพระนางจามเทวีเป็นใหญ่  ทำไมเราถึงมีพระนางจามเทวีองค์เดียว  เป็นเพราะอะไร  เป็นเพราะอิทธิพลของพุทธเถรวาทหรือไม่  หรือว่าพระนางจามเทวีไม่มีพละกำลังสู้กับผู้ชาย

 

สิ่งที่ตกค้าง คือ ผู้หญิงมีสิทธิสร้างเจดีย์ คือ เจดีปทุมวดีเจดีย์  และเจดีย์แม่ครัว  ซึ่งก็บ่งบอกความเป็นผู้หญิง  แต่ก็มีความพยายามในการเปลี่ยนชื่อเจดีย์ เป็นสุวรรณเจดีย์  และเปลี่ยนชื่อเจดีย์แม่ครัวเป็น เจดีย์เชียงยืน เพื่อที่จะลบบทบาทผู้หญิงออกไป แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่เขียนตำนานชินการณ์ เป็นพระ ซึ่งไม่เคยให้บทบาทพระนางจามเทวี ไม่เคยให้บทบาทว่าเคยมีเจ้าชายโกสัมพี มาหลงรัก หรือมีวิลังคะ มาคลั่งพระนางจนขาดใจตาย ตรงข้ามกับตำนานฝ่ายบ้าน ซึ่งไม่สนใจเรื่องที่พระนางนำเอาศาสนามาเผย แต่ตำนานฝ่ายบ้านให้ความสนใจเรื่องความสวยงาม ความเด่น ซึ่งตำนานฝ่ายบ้านนั้นก็ไม่สามารถนิ่งดูดาย หรือโยนทิ้งไปได้  เพราะตำนานฝ่ายบ้าน มีการบอกเล่าเรื่องชาติกำเนิด เรื่องความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ของพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องขบคิดกันให้มากขึ้น เกี่ยวกับบทบาทและผลงานของผู้หญิง ที่อยู่ในยุคหริภุญชัย

 

 

 

ดร.เพ็ญสุภา ได้กล่าวถึงข้อสังเกตวัดที่อยู่ในล้านนาทางด้านทิศเหนือ จะมีวิหารละโว้  เช่นวัดลำปางหลวง หริภุญชัยที่ลำพูน พระธาตุเสด็จที่ลำปาง ซึ่งคำว่าวิหารละโว้ น่าจะเป็นตัวแทนของจามเทวี (เป็นคนที่มาจากละโว้)  บทบาทของผู้หญิงกับการเมือง และพุทธศาสนานั้น ปรากฏอยู่ในหลักฐานทางโบราณสถาน  จะพบว่าพื้นที่ทางศาสนาของผู้หญิง ถ้าเป็นเจ้านาย หรือชนชั้นนำเท่านั้น ก็จะสามารถสร้างหอคำได้  ส่วนเรื่องการเมือง  หลังจามเทวีแล้ว  ผู้หญิงตกอยู่ในสถานะเชลยศึก  ไม่สามารถขึ้นได้ด้วยตนเอง  แต่เป็นเพราะว่าผู้ชายชิงอำนาจแล้วไม่ลงตัว  เช่น เรื่องของเจ้าดารารัศมีก็ตกอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ ต้องไปเป็นชายาของวังหน้า เป็นต้น

 

ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงเหนือถูกมองเป็นสาวงาม  หญิงขายบริการ  จริงๆ แล้วมีคำอธิบายในที่นี้  เป็นเพราะปี 2477 ทำให้ภาพของผู้หญิงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ คือการประกวดนางสาวสยาม  ตอนนั้นไม่มีใครส่งไป  แต่เป็นเพราะมีแต่ผู้หญิงเหนือส่งเข้าประกวด ก็เลยได้รับรางวัลเยอะ  ก็เลยเป็นที่มาว่าผู้หญิงเหนือเป็นผู้หญิงสวย  ผู้หญิงถูกกำหนดให้เป็นแบบที่คนทางใต้ต้องการ  อีกประเด็นที่ทำให้คนดูถูกผู้หญิงเหนือ คือภาพป้ายที่ห้ามผู้หญิงเข้าในบริเวณอุโบสถ  ตอนนั้นระเบียบรัตน์ไม่ลุกฮือ  แต่ตอนนั้นอ.ธเนศวร์อธิบายว่าไม่ใช่มาจากการดูถูกเหยียดหยาม  แต่เป็นเพราะว่าชายผ้าซิ่นของผู้หญิงจะทำให้ยันตร์เสื่อมมนต์ขลัง แต่เราก็ต้องมาพูดว่าป้ายนี้มีส่วนที่ทำให้อัตตลักษณ์ของผู้หญิงถูกลดทอน  มุมมองจากภายนอกก็ยิ่งมาซ้ำเติมให้ผู้หญิงต่ำต้อยลงหรือไม่.

 

 

 

"ในยุคอดีตที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาททางการเมืองนั้นมีวารสารจำนวนมากโจมตีการที่ผู้หญิงเข้ามาสมัคร สส. ว่าบ้านจะไม่ได้รับการดูแล  พื้นที่ทางการเมืองกลายเป็นพื้นที่พิเศษมาก"

 

 

รศ.ดร.นงเยาว์  เนาวรัตน์

 

อยากจะพูดถึงการเมืองของผู้หญิง  แต่ผู้หญิงที่จะพูดไม่ใช่ผู้หญิงคนเมือง  แต่อยากจะพูดถึงการช่วงชิงพื้นที่ของผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าเป็นคนป่าคนดอย  (กลุ่มชาติพันธุ์) 

เมื่อปี 2493  มีผู้หญิงคนแรก อรพิน ไชยกาญจน์ ได้มีโอกาสรับเลือกตั้งเข้ามา เป็นลูกหลานชนชั้นสูง  ถือเป็นสส.คนแรกของประเทศไทย  เป็นครูใหญ่  นี่คือภาพของผู้หญิงที่เข้ามาสู่พื้นที่ทางการเมือง  หลังจากนั้นอีก  60  ปีต่อมาก็มีผู้หญิงที่เข้ามาสู่เวทีทางการเมือง  ที่ได้เป็นนายกฯ คือยิ่งลักษณ์  มาดูเรื่องท้องถิ่น  ผู้หญิงคนแรกที่เป็นนายกเทศมนตรีก็มาจากตระกูลชินวัตร

 

กลับมาสู่ประเด็นบทบาทของผู้หญิงชาวป่าชาวดอย  ในยุคอดีตที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทางการเมืองนั้นมีวารสารจำนวนมากโจมตีการที่ผู้หญิงเข้ามาสมัคร สส. ว่าบ้านจะไม่ได้รับการดูแล  พื้นที่ทางการเมืองกลายเป็นพื้นที่พิเศษมาก  กรณีผู้หญิงชาวเขาที่มีโอกาสเข้าสู่การเมืองท้องถิ่น คือคนลีซู  คนที่สองคือคนปกากะญอ  ก็เลยตั้งคำถามขึ้นมาว่า  ในรัฐไทยเพิ่งไปสร้างความสมพันธ์เมื่อไม่นานมานี้  แล้วกลุ่มผู้หญิงนี้เข้ามาสู่พื้นที่พิเศษนี้อย่างไร  งานศึกษาตัวเองจึงเริ่มศึกษา   พบว่าวาทกรรมประชาธิปไตยไม่สามารถส่งผ่านผู้หญิงมาสู่พื้นที่ทางการเมืองได้  แต่จากการศึกษากรณีผู้หญิงชาวเขา  พบว่ามีอยู่ 3  เรื่อง คือ เหตุผลที่เลือกผู้หญิง  เพราะผู้หญิงเป็นคนกล้าที่จะต่อรองกับอำนาจรัฐ  ในการอธิบายถึงภูมิปัญญา และสิทธิของชุมชน บทบาทที่เคยเป็นของผู้ชาย ชุมชนได้ข้อสรุปว่าผู้ชายไม่สามารถปะทะ หรือต่อรองกับอำนาจรัฐได้ จึงต้องเลือกผู้หญิง

 

เหตุผลข้อสอง เลือกเพราะคิดว่าผู้หญิงจะเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของตัวเอง เช่น เรื่องสุขภาพของผู้หญิง การศึกษา ผู้หญิงจึงต้องต่อสู้ในเรื่องนี้หนักมาก จึงต้องการตัวแทนของตัวเองไปต่อสู้เพื่อที่ผู้หญิงจะเข้าถึงการศึกษา  เข้าถึงการเรียนรู้ภาษาไทย

 

เหตุผลที่สาม คือเรื่องอาชีพ  ปัจจัยการผลิตไม่ได้อยู่กับชุมชน  มีลักษณะเป็นปัจเจกมากขึ้น เช่นการทำโฮมสเตย์  มีการถกเถียงว่าอาชีพของผู้หญิงชนเผ่าคืออะไร  ความจำเป็นที่จะต้องหาอาชีพใหม่  เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยน  ก็เลยทำให้ผู้หญิงคิดว่าอะไรที่จะทำให้เขาพูดถึงเรื่องของเขาได้  เขาจึงคิดถึงการลงสมัครเลือกตั้ง  พยายามยืนหยัดขึ้นมาท่ามกลางการกดทับ

 

ประเด็นการรณรงค์ของกลุ่มผู้หญิงจึงเน้นที่การสร้างอัตตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา  เพื่อต่อสู้กับการกดทับของอำนาจ ทั้งอำนาจของผู้ชาย และอำนาจรัฐ  การที่ผู้หญิงเข้าไปสู่พื้นที่ทางการเมือง ปรากฏว่าผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก ก็ไม่สามารถกุมอะไรได้เลย  เพราะอำนาจรัฐเป็นผู้กุมอำนาจ จัดการพื้นที่ทางการเมือง ตัวแทนผู้หญิงชาติพันธุ์ไม่สามารถต่อรองกับปลัด อบต. เพราะอุปสรรคสำคัญคือเรื่องภาษา  เพราะร่างทรงของรัฐที่ผ่านกฎระเบียบ  ภาษาของปลัดฯ  และการยึดกุมกฎระเบียบ  แม้ผู้หญิงชนเผ่าจะเข้าไปในพื้นที่ทางการเมืองได้  แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือทำความต้องการของเขาได้.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร