ปางแดงกับบทสะท้อนเรื่องสิทธิมนุษยชน...ละครเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้จริงหรือ?(ตอน 2)

Wed, 12/28/2011 - 10:49 -- ประชาธรรม

"โดยมุมมองของนักละคร เรามองเห็นตัวตนชาวบ้านปางแดงหลังเกิดเหตุการณ์ตอนนั้น พวกเขาจะตัวตกแบบค้อมลงดินหมดเลย ตัวบรรยากาศในชุมชนดูซึมเซามาก เพราะว่าตอนนั้นโดนจับแล้วก็จะต้องขึ้นศาล เราก็กลับมาคุยกันว่า เราจะทำยังไงให้ชาวบ้านรู้สึกว่าแกนของร่างกายของเขาต้องตั้งตรงขึ้นมาได้"

 

น.ส.สุรารักษ์ ใจวุฒิ ผู้ประสานงานมูลนิธิสื่อชาวบ้าน(มะขามป้อม) เป็นอีกผู้หนึ่งที่ลงพื้นที่ไปคลุกคลีกับชาวบ้านเพื่อทำงานขับเคลื่อนในชุมชนปางแดงอย่างต่อเนื่อง บอกเล่าให้ฟังว่า แม้ตอนนี้กฎหมายจะรองรับ หรือว่ามีช่องทางอื่นใดทำให้ชาวบ้านปางแดงได้มีที่อยู่ที่ยืน แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว รากของปัญหาของสังคมไทยมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์นั้นยังคงมีอยู่นั่นคือทัศนคติเชิงลบ แล้วก็นำมาสู่การเลือกปฏิบัติ ซึ่งทางมูลนิธิสื่อชาวบ้าน หรือกลุ่มละครมะขามป้อม ก็คิดกันว่าจะทำยังไงก็ได้ ที่จะนำคนปางแดง คนดาระอั้งออกมาสู่สาธารณะ เพราะว่าความจริง พวกเขาเป็นชนเผ่ากลุ่มที่เล็กมาก แทบจะไม่มีใครรู้จักเขา ดังนั้น เรามาคิดกันว่า ทำยังไงถึงจะให้คนรู้จัก เพราะว่าเรื่องที่พวกเขาถูกละเมิดสิทธิ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราก็ต้องพูด ต้องทำความรู้จักให้มากขึ้น

"จริงๆ เราเชื่อว่าพี่น้องดาระอั้ง หรือคนปางแดงนั้นมีความงดงาม มีความสวยงามทางวัฒนธรรม มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย จึงได้นำเด็กๆ เยาวชน ชาวบ้านปางแดงมาเล่นละคร พากันไปแสดงละครที่กรุงเทพฯ เชิญสื่อมวลชนต่างๆ เข้ามา แล้วก็พยายามประสานเชื่อมสัมพันธ์ทั้งหน่วยงานราชการ รัฐ เอกชน ดึงคนเข้ามาให้ได้มากที่สุด ก็มีทั้งกลุ่มคนธรรมดา ทั้งคนที่มีอำนาจทางนโยบาย หน่วยงานรัฐต่างๆ เราทำทุกระดับทั้งนักเรียน ทั้งผู้ใหญ่ พยามยามทำทุกระดับทั้งหมด"

 

 

น.ส.สุรารักษ์ ใจวุฒิ

ผู้ประสานงานมูลนิธิสื่อชาวบ้าน(มะขามป้อม)

 

น.ส.สุรารักษ์ บอกย้ำว่า "หน้าที่ของกลุ่มละครมะขามป้อม ก็คือทำหน้าที่แค่ตัวกลางให้คนอื่นได้มารู้จักกับปางแดง เพราะว่าเอาเข้าจริง ถ้าเราจะเดินเข้าไปบอกนายอำเภอว่า นายอำเภอค่ะ กฎหมายเป็นแบบนี้กรุณาเซ็นด้วย คงไม่มีใครเซ็น เหมือนกฎหมายสัญชาติ ซึ่งจริงๆ แล้วคนปางแดงจำนวนมากเข้าข่ายสามารถขอสัญชาติได้ เพราะเกิดในเมืองไทย แต่ว่ายังไม่ได้สัญชาติสักที นี่อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องของทัศนคติไม่ดีของคนทำงานรัฐในพื้นที่"

กระนั้น เชื่อว่าหลายคนอาจงุนงง สับสนว่า ละครมะขามป้อมเข้าไปมีบทบาทช่วยเรื่องสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร และละครสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือ?

นางสาวปองจิต สรรพคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายละครชุมชน มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) บอกว่า จริงๆ ตอนแรก เราก็นึกไม่ออกว่าเราจะไปช่วยได้ยังไง เรารู้แต่ว่าเรากับปางแดงมีพันธะกับปางแดง หรืออะไรไม่รู้ เพราะว่าตอนที่กลุ่มละครมะขามป้อมย้ายมาอยู่ที่นี่ ซึ่งเรารู้จักเชียงดาว ก็เพราะคนปางแดงนี่แหละ เพราะว่าเรามาร่วมกับงาน หลังจากชาวบ้านโดนจับครั้งก่อน ในปี 2547 แล้วทาง อ.นิธิ (เอียวศรีวงศ์)ก็บอกว่าชวนกันมาเยอะๆ ใครก็ได้จะได้มาช่วยกันช่วยเหลือชาวบ้าน เราก็เลยมา พอมาแล้ว เราก็ได้มารับรู้เรื่องราวต่างๆ ของชาวบ้าน แล้วเราก็มาเห็นเชียงดาวว่าสวยงาม เราก็เลยมาตั้งกลุ่มละครมะขามป้องที่เชียงดาว

"ดังนั้น กรณีปางแดง จึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของมะขามป้อม เชียงดาว ที่เราได้มาอยู่ที่นี่ แล้วเวลาที่เราย้ายมาอยู่ที่นี่ เราก็รู้สึกว่าชาวบ้านปางแดงเขาสำคัญ เขาเป็นจุดเริ่มต้นของเราที่ได้เข้ามาอยู่ที่นี่ ตอนที่ทำงานกันใหม่ๆ เราก็เทียวไล้เทียวขื่ออยู่ก่อน เพราะว่าเราไม่รู้จะไปแทรกตรงจุดไหนดี เราจะตูมลงไปทำงานกับชาวบ้าน มันก็ไม่ใช่ เพราะชาวบ้าน ตัวชุมชนเองก็แตกสานส่านเซ็นกันไปมากในช่วงนั้น แต่สิ่งหนึ่งเราก็ได้ปุ้ย(สุรารักษ์) ขี่มอเตอร์ไซค์ไปมา อยู่ร่วมกับชาวบ้าน ใช้วิธีค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปคุยอยู่ก่อนโดยใช้เวลาเป็นปีๆ เริ่มแรกนั้นเราไม่ได้ทำอะไรเลย คุยๆๆ จนกระทั่งชาวบ้านเริ่มไว้ใจ เริ่มรู้ว่าเราเป็นใคร" นางสาวปองจิต บอกเล่า

 

นางสาวปองจิต สรรพคุณ

ผู้อำนวยการฝ่ายละครชุมชน มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)

 

และในมุมมองของนักละครชุมชน นั้นย่อมมองภาพ มิติสังคม ชุมชนปางแดง ได้ละเอียด ลึกในจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่พึงมีให้กัน

"สิ่งหนึ่งที่เราเห็นชาวบ้านในตอนนั้นก็คือว่า เราเป็นนักละครเวลาเราเริ่มทำงานกับชาวบ้าน เราก็จะคุยกันเรื่องความรู้สึกของตัวตนเป็นยังไง โดยมุมมองของนักละคร เรามองเห็นตัวตนชาวบ้านปางแดงหลังเกิดเหตุการณ์ตอนนั้น พวกเขาจะตัวตกแบบค้อมลงดินหมดเลย ตัวบรรยากาศในชุมชนดูซึมเซามาก เพราะว่าตอนนั้นโดนจับแล้วก็จะต้องขึ้นศาล เราก็กลับมาคุยกันว่า เราจะทำยังไงให้ชาวบ้านรู้สึกว่าแกนของร่างกายของเขาต้องตั้งตรงขึ้นมาได้ คิดแบบนักละครตอนนั้น เราก็มองว่าตัวชาวบ้าน ตัวเด็กๆ เองก็เริ่มไม่มั่นใจ เราก็เริ่มคุยกับเด็กๆ เขาก็บอกว่าไม่อยากจะใส่ชุดดาระอั้งอีกแล้ว เพราะกลัวจะโดนจับอีก ทำไมเกิดเป็นดาระอั้ง มันต้องโดนอย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้ความภูมิใจของการเป็นดาระอั้งมันลดลง เด็กที่ไม่มีราก คนที่ไม่มีราก และจะพยายามปฏิเสธตัวเอง มันแย่มากๆ นะ" น.ส.ปองจิต บอกเล่าความรู้สึกในห้วงขณะนั้น

ในที่สุด มูลนิธิสื่อชาวบ้าน(มะขามป้อม) จึงค้นหาประเด็นในการทำงานขับเคลื่อนในชุมชนปางแดงและเริ่มลงมือทำงาน

น.ส.ปองจิต บอกว่า โครงการแรกที่ทำก็คือ เรื่องของประวัติศาสตร์ชุมชน เราลงมือทำเพื่อดึงตัวตนของดาระอั้งให้เขากลับมาภาคภูมิใจในตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

"เราลงไปเอากลุ่มเด็กปางแดงมาทำละคร หลักๆ ก็คือให้เด็กๆ ไปคุยกับชุมชน ไปสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่ ว่าความเป็นมาของดาระอั้ง คืออะไร ตำนานของดาระอั้งเป็นยังไง ปฏิทินในรอบปี ภูมิปัญญาทั้งหมดมีอะไรบ้าง ก็ไปคุย พอเริ่มคุย จำได้ว่าลุงอินพรม(ปราชญ์ดาระอั้ง)คุยเรื่องนางดอยเงิน ให้ฟัง เรื่องนี้มันก็เลยโดนใจชาวบ้านเลย เพราะในตำนานนั้น ดาระอั้งไม่ใช่คนธรรมดานะ ก็บอกกับเด็กๆ ว่า รู้ไหม...ลูกหลานพวกเอ็งนะสืบเชื้อสายมาจากสวรรค์นะ เห็นไหมมีปีก มีหาง แล้วก็ค่อยๆ บินลงมาอยู่โลกมนุษย์ แล้วโดนจับ"

เมื่อค้นหาตัวตนและรากเหง้า ชาวดาระอั้งปางแดงจึงรู้สึกมีคุณค่าและศักดิ์ศรี

"ใช่ ตอนนั้น เรื่องนี้โดนใจชาวบ้านเยอะมาก โดยเฉพาะตัวเด็กๆ เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองภูมิใจ ว่าตัวเองไม่ใช่กระจอก ที่ใครๆ จะมาบอกว่า ปางแดงเหม็น เป็นคนนอก เขาสืบเชื้อสายมาจากไหน อยู่ในตำนานเรา ก็เอาตรงนั้นมาทำเป็นละคร จำได้ว่าเล่นละครที่หมู่บ้านเก่า ตอนนั้นยังอยู่แออัดกันอยู่ ชาวบ้านมาดูกันเยอะมากแล้วพอเล่นเรื่องนี้เสร็จ คนเฒ่าคนแก่ก็เริ่มถกเถียงกัน คือตำนานมันมีหลายทิศทาง ชาวบ้านเริ่มคุยกันสนุกมาก ชาวบ้านเองเริ่มกลับมาคุยความเป็นตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นเราก็ไม่ทำอะไรเป็นพวกกองเชียร์ ก็เชียร์ให้คุยดาระอั้ง ว่ามีของดีอะไรอีกไหม ที่เราจะเอามาโชว์ให้ลูกหลานฟัง มันเกิดบรรยากาศ ตอนนั้นชาวบ้านตีกลองกันทั้งคืน เล่าให้คนนอกฟังว่า ดาระอั้งมีของดีอะไรต่างๆ แล้วก็ฟ้อนรำตีกลองกันทั้งคืน อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ชาวบ้านเริ่มหันกลับมามองตัวเอง เริ่มภูมิในความเป็นดาระอั้งของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง" ผู้อำนวยการฝ่ายละครชุมชน มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) บอกเล่าบรรยากาศ หลังผ่านความตึงเครียดมาเนิ่นนาน

และเมื่อรากเหง้า ตัวตนเริ่มเผยออกมาทางตำนานความ หลังจากนั้น ชาวบ้านปางแดงก็มีการคุยกันอีกว่า นอกจากมีตำนานแล้ว ยังมีอะไรอีกไหม ที่จะต้องเล่า หลายคนเริ่มค้นหาและนำเอาสิ่งเหล่านั้นมากองรวมกัน

"จนนำไปสู่ห้องเรียนชุมชนที่ชาวบ้านได้ตั้งขึ้นมาเอง แล้วพี่น้องชาวบ้านดาระอั้ง เขาก็ตั้งวงคุยกัน"

 

หมายเหตุ : วงเสวนากรณีปางแดงครั้งนี้,มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)ร่วมกับ ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ SEAMEO-SPAFA ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่7-9 ตุลาคม2554ที่ผ่านมา ในงาน International People"s Theatre Forum ละครเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือ?

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ปางแดงกับบทสะท้อนสิทธิมนุษยชน...ละครเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้จริงหรือ?(ตอน 1)

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร