พันธุกรรมพืชพื้นบ้านกับความมั่นคงทางอาหารสู้วิกฤตโลกอนาคต

Thu, 12/29/2011 - 14:28 -- ประชาธรรม

 

วันนี้(29 ธ.ค. 54) เวลา 9.00 น. ณ ข่วงเกษตรอินทรีย์จังหวัดเชียงใหม่ ภายในงานมหกรรมสินค้าเกษตรอินทรีย์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ครั้งที่ 2/2554 ได้มีเวทีเสวนาเรื่อง "พันธุกรรมพืชพื้นบ้านกับความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม" ซึ่งภายในงานมีผู้เข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง

 

นายพัฒน์ อภัยมูล ปราชญ์ชาวบ้านลุ่มน้ำแม่ทา กิ่งอ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำเกษตรเชิงเดี่ยวสู่การทำเกษตรอินทรีย์ว่า "ตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรมานานกว่า 25 ปี ทำเกษตรและปลูกทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลผลิต แต่ก็เป็นหนี้สินเพิ่มพูน เพราะเมื่อก่อนตนทำเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้สารเคมีและเป็นหนี้สินเยอะมาก ถึงแม้จะได้ผลผลิตเยอะก็ตาม แต่ยังไม่พ้นความยากจน ภายหลังจากการที่ตนเองได้ทำสมุดจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวันสำหรับการทำเกษตร จึงเห็นได้ชัดเจนว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยว เกิดการลงทุนสูง แต่ได้ผลตอบแทนน้อย เนื่องจากต้องใช้เงินซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ย ซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำนวนมาก ตนจึงหันมาศึกษาค้นคว้าการทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกผักปลอดสารพิษ ไม่พึ่งสารเคมี กินอาหารตามฤดู ทำให้ชีวิตดีขึ้น มีอิสระภาพทางความคิด มีอาหารไว้เลี้ยงตนและครอบครัว ฉะนั้นตนจึงเห็นว่าความมั่นคงของมนุษย์ คือ อาหาร ความมั่นคงของเกษตรกร คือ อาหาร เช่นกัน"นายพัฒน์กล่าว

 

 

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (Bio Thai) กล่าวว่า "พูดถึงรากของเกษตรอินทรีย์ ที่เราร่วมทำกันมานานกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งเราเห็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากเมื่อก่อนชาวบ้านต่างคนต่างทำไร่นาของตัวเอง แต่ตอนนี้เราเห็นชาวนา เกษตรกรรวมตัวกันเป็นเครือข่าย สามารถพัฒนาผลผลิตสู่ระบบตลาดเองได้

หากพูดถึงความสำคัญของเมล็ดพันธุ์นั้น ตนเห็นว่า มันเป็นรากของระบบอาหาร เป็นรากของระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งหากขาดสิ่งเหล่านี้ไป อาจจะเกิดปัญหาตามมา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น คือ กลุ่มทุนที่เข้ามาแสวงหากำไร ยึดครองระบบเกษตรและอาหาร  เกิดการเปลี่ยนแปลงและเข้าไปอยู่ในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ อย่างกรณีบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ เป็นบริษัทอาหารระดับ 1 ใน 5 ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งบริษัทดังกล่าวเติบโตมาจากการยึดครอง การควบคุมเมล็ดพันธุ์ หากเขาขายเมล็ดพันธุ์ของเขาได้ นั่นหมายถึง เกษตรกรเข้าไปสู่ระบบการตลาดของเขาอย่างไม่รู้ตัว ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเมล็ดพันธุ์ข้าวเท่านั้น แต่เกษตรกรจะเข้าไปอยู่ในระบบตลาดอื่นๆของเขาด้วย เช่น หากใช้พันธุ์ข้าวของเขา ก็ต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยา ของบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ด้วย หลังจากที่ธุรกิจเติบโตจากเมล็ดพันธุ์ บริษัทดังกล่าวก็หันไปเลี้ยงไก่ ซึ่งไก่ทุกตัว ทุกสายพันธุ์ เป็นของชาวเกษตรกรที่เลี้ยงกันมา แต่ด้วยเทคโนโลยีที่บริษัทยักษ์ใหญ่มี มันจึงเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และได้ประโยชน์จากพันธุ์ไก่ รวมถึงการได้รับรายได้จากการขายอาหารไก่พ่วงไปด้วย หากเกษตรกรทำหรือผลิตแบบนี้ จะทำให้ผลประโยชน์ 90 เปอร์เซ็นเป็นของเขา และเกษตรกรรายย่อยจะลดลงเรื่อยๆจนหายไปในสายระบบในที่สุด โดยระบบของนายทุนจะเข้ามาครอบงำหรือแทรกแทรงทันที หากเกษตรกรจะต้องต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่จะต้องต่อสู้ด้วยรากฐานระบบเกษตร เมล็ดพันธุ์ จัดการฐานรากของเมล็ดพันธุ์ของตัวเองก่อน เพราะในปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ 90 เปอร์เซ็นอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติ"ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าว

 

นายวิฑูร กล่าวอีกว่า เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ตนได้นำพันธุ์ข้าวพื้นบ้านจากเครือข่ายเกษตรกร ให้สถาบันวิจัยโภชนาการวัดคุณค่าสารอาหารที่สำคัญ เช่นวิตามินเอ อี และบี พบว่าพันธุ์ข้าวพื้นบ้านของเกษตรกรมีคุณค่าทางโภชนาการที่มีสารอาหารสำคัญสูงกว่า ข้าว กข ที่ปลูกอยู่ทั่วไป หลายเท่าตัว เช่น วิตามินอี อย่างเช่น ข้าวเล็บนก มีวิตามินมากกว่าข้าวทั่วไป 25 เท่าตัว ข้าวหอมมะลิแดง หรือข้าวก่ำพื้นบ้าน มีวิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 3 เท่าตัว หากย้อนกลับไปดูเรื่องการบริโภคซ้ำๆ ที่มาจากการผลิตของพวกบริษัท กลุ่มทุนทั้งหลายนั้น จะเห็นว่าระยะยาวสุขภาพของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เห็นภาวะโรคต่างๆ ได้ชัดเจน อย่างโรคความดัน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งที่มีคนป่วยเพิ่มมากขึ้น เพราะวิถีการกินมันเปลี่ยนแปลงไป และวิถีดังกล่าวถูกระบบตลาดของกลุ่มทุนเป็นตัวกำหนด ฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนระบบตลาด ระบบวิถีการกินให้ได้ เกษตรกรจะต้องจัดทำระบบเมล็ดพันธุ์ ระบบการผลิต ไปจนถึงแหล่งกระจายผลผลิตด้วย

 

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ได้ทำการวิจัยพบว่าระบบการกระจายอาหารอยู่ในมือของบริษัทใหญ่เกือบทั้งหมด ยอดขายของบิ๊กซี โลตัส เซเว่น ประมาณ 5.4 แสนล้านบาท ส่วนร้านค้าปลีกทั้งหลายประมาณ 2 แสนล้าน ซึ่งร้านใหญ่ๆ ประมาณ 75 เปอร์เซ็นขายอาหาร เห็นได้ว่าระบบการกระจายผลผลิตอยู่ในมือของบริษัทยักษ์ใหญ่เกือบทั้งหมด อย่างกรณีเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ห้างร้านต่างๆ ดังกล่าวไม่มีอาหารขาย หรืออาหารขาดสต๊อก จึงทำให้เห็นว่าระบบดังกล่าวไม่มีความยั่งยืน กรณีรองประธานสภาอุตสาหกรรม ยังออกมาพูดว่า ต้องมีระบบคู่ขนาน ผมคิดว่าระบบเกษตรอินทรีย์หรือระบบของเกษตรกรดังกล่าว เป็นสิ่งที่โลกต้องการและสามารถสู้กับวิกฤตอาหารของโลกในอนาคตได้ด้วย ท้ายที่สุดนำไปสู่ชีวิตที่ดีของเกษตรกรด้วย"นายวิฑูรกล่าวทิ้งท้าย.

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดมหกรรมสินค้าเกษตรอินทรีย์เหนือครั้งที่2 ดันตลาดที่เป็นธรรมสู่สังคม

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร