ปางแดงกับบทสะท้อนเรื่องสิทธิมนุษยชน...ละครเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้จริงหรือ? (ตอน 3)

Thu, 01/05/2012 - 11:04 -- ประชาธรรม

 

 

 

หลังจากชาวบ้านปางแดงได้ถูกละเมิดสิทธิ ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยเข้าปิดล้อมจับกุม เข้าคุกถึง 3 ครั้งติดต่อกันนั้น ได้ทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้หันมาตระหนักทวงถามและค้นหารากเหง้าของตน จนเกิดกระบวนการเรียนรู้ขึ้นในชุมชน โดยที่ทุกคนเรียกกันว่า "ห้องเรียนชุมชน" ที่ชาวบ้านได้ตั้งขึ้นมาเอง โดยมีการแยกเป็นกลุ่มย่อยในแต่ละเรื่องที่มีอยู่ชุมชน

 

แน่นอนว่า การจัดกิจกรรมเช่นนี้ ได้ทำให้ชาวบ้าน จากที่ไม่เคยคุยกัน ก็หันกลับมานั่งคุยกัน ถกเถียงกัน ตัดสินใจร่วมกัน ว่านับจากนี้ จะทำอะไรกันต่อไป ชุมชนปางแดงจะเดินไปในทิศทางใด?

 

"คือเราทำให้เกิดกลุ่มย่อยในชุมชนเยอะๆ แล้วในกลุ่มย่อย ก็ให้ชาวบ้านปางแดงคุยกัน โดยที่เราก็มีประเด็นแหย่ลงไป อย่างเช่น เรื่องวัฒนธรรมเอาไหม เรื่องรำดาบเอาไหม เสร็จแล้วทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ เราก็เอามาทำเป็นละคร คือเราใช้วิธีการละครนี่แหละ แต่ว่าทำเรื่องย่อยๆไป แล้วก็เอามาทำเป็นละครเรื่องใหญ่ ตอนนั้นทำอย่างอยู่ประมาณครึ่งปีได้ จนชาวบ้านเริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้น"  นางสาวปองจิต สรรพคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายละครชุมชน มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) บอกเล่าให้ฟัง

 

น.ส.ปองจิต บอกเล่าอีกว่า ตอนนั้นชาวบ้านปางแดงนั้นมีทุกข์มาก ฉะนั้น วิธีการไหนก็ได้ที่จะช่วยให้เขาสื่อสารกับคนอื่นได้ เขาก็ลุกขึ้นมาทำ คนเฒ่าคนแก่ก็ลุกขึ้นมาทำ มันมีข้อมีอยู่อย่าหลังจากอำนาจภายในที่มีอยู่ในตัวชาวบ้านที่เขาเริ่มภาคภูมิใจในความเป็นดาระอั้ง เริ่มมีจังหวะท่วงทำนองการพูด อะไรต่างๆ ในตัวเขามันดีขึ้น แล้วมันเหมือนมีอำนาจภายในมันเริ่มขึ้น

 

เช่นเดียวกับ น.ส.สุรารักษ์ ใจวุฒิ ผู้ประสานงาน ก็บอกว่า หลังจากจัดกิจกรรมห้องเรียนชุมชน ชาวบ้านปางแดงตื่นตัว กระตือรือร้นกันมากขึ้น

 

"ก่อนหน้าที่เราจะเข้าไป จำได้ว่าชาวบ้านปางแดงนั้นถูกกดดันอย่างมาก เพราะว่าทุกครั้ง ชาวบ้านปางแดงจะพูดว่า คนนอกชอบพูดเสมอๆ ว่า พวกเขาไม่มีสัญชาติ เหมือนไม่ใช่คน จนรู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นแมลงต้นไม้?แต่พอได้จัดกิจกรรมห้องเรียนชุมชนของตนเอง ออกแบบการสอนเป็นรายวิชา สมมติว่าคอร์สนี้เป็นคอร์สรำดาบ สี่เดือนต่อหนึ่งเทอม จำได้ว่าผู้ชายทั้งหมดในหมู่บ้าน เข้าไปเรียนรำดาบในป่า ตอนนั้นไม่มีใครรำดาบเป็น ผู้ชายทั้งหมู่บ้านเข้าไปในป่า ไปหาครูจากหมู่บ้านอื่น พอออกมาจากป่า ความคิดเปลี่ยนไปเลย ซึ่งผู้ชายเหล่านี้เป็นเหมือนกำลังหลักของชุมชน แต่ก่อนนั้น กล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าจะพูดคุย ไม่กล้าแลกเปลี่ยนกัน พอเข้าป่า ไปทำกิจกรรม พอออกมา ก็กลายเป็นคนมีความเข้มแข็งในจิตใจ เขาก็เริ่มกล้า เพราะว่าทุกคนหันมาคิดเรื่องเชิงบวก" น.ส.สุรารักษ์ บอกเล่า

 

เมื่อพลังชีวิตของคนปางแดงเต็มล้น ด้วยพลังแห่งศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ พวกเขาและทีมงานละครมะขามป้อม จึงออกเดินทางไปแสดงละครที่กรุงเทพฯ ทันที

 

นางสาวปองจิต สรรพคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายละครชุมชน มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) บอกเล่าให้ฟังว่า"ตอนนั้น เราพากันไปเล่นละครที่กรุงเทพฯ ที่เรื่องกรณีที่จะต้องโยกย้ายจากชุมชนปางแดงออกมาอยู่ข้างนอก แต่ว่าทุกคนไม่มีเงินค่าจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างชุมชนใหม่กันเลย ในจำนวนเงินแปดแสนบาทที่เราจะต้องหามาให้ได้ เราก็ตัดสินใจไปเล่นละครที่กรุงเทพฯ เรื่องนางดอยเงินนี่แหละ คนอื่นๆ เขาจะได้รู้จักตัวดาระอั้งมากขึ้น เราก็ทำเป็นโปรดักชั่นไปทัวร์อะไรต่างๆ  ก็ระดมทุนได้ทัน ก็ได้มาซื้อที่ดิน ซื้อถนนทางเข้าหมู่บ้าน"

 

เธอบอกย้ำว่า ประเด็นของการแสดงละครครั้งนั้น มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่ต้องการหารายได้ หางบมาจัดซื้อที่ดินเท่านั้น แต่นั่นเป็นเหมือนการประกาศพื้นที่ตัวตนของชนเผ่าดาระอั้ง ให้สังคมข้างนอกได้รับรู้

 

"ใช่ คือว่าละครมันไม่ใช่เครื่องมือที่มันไปช่วยสร้างความเข้มแข็งหรือไปเสริมสร้างพลังภายในให้แก่ตัวชุมชนอย่างเดียว แต่ ณ ตรงจุดนั้น ละครมันกลายเป็นเครื่องมือที่ชุมชนใช้สื่อสารกับชุมชนอื่น ตอนนั้นเราไปเป็นโปรดักชั่นใหญ่ไปเลย ในแต่ละที่ มีคนเข้ามาดูเยอะมาก ตัวละครกลายเป็นกระบอกเสียง สำหรับตัวชุมชน แล้วพอเราเล่นละครเสร็จ ก็จะมีการพูดเกี่ยวปัญหาต่างๆ ในชุมชน ในขณะเดียวกัน มันก็มีเปลี่ยนตัวบทบาทของตัวชาวบ้านปางแดงเอง ที่ตอนแรกเขาเหมือนกับผู้ขอ ขอเข้ามาอยู่ รอรับความช่วยเหลือ แต่การออกไปครั้งนั้น กลายเป็นว่าเขากลายเป็นผู้ให้องค์ความรู้เหล่านี้แก่สังคม สื่อมวลชนเข้ามารับลูกเยอะมาก นักข่าวก็เอาไปตีข่าวประสบการณ์ของปางแดงมันดียังไง มันทำให้สังคมได้เรียนรู้อะไรต่างๆ"

 

ว่ากันว่า โดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆ ดาระอั้งปางแดง ที่ไปแสดงกลับมา ทุกคนล้วนเกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตัวเองเพิ่มมากขึ้น

 

และนี่อาจเป็นคำตอบให้กับหลายคนที่ตั้งคำถามว่า ละครชุมชนเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือ?

 

"ถ้ามองว่าตัวละครมันเข้าไปซัพพอร์ตยังไง มันมีสองส่วน คือ มันเป็นตัวเสริมสร้างแรงข้างใน และเป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารกับคนข้างนอกแล้วก็ดึงการช่วยเหลือต่างๆ กลับเข้ามาในชุมชน" ผู้อำนวยการฝ่ายละครชุมชน มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) สรุปให้ฟัง

         

แน่นอนว่า หากใครได้เข้าไปเยือนชุมชนปางแดงในขณะนี้ จะมองเห็นว่า มีความเปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งในตัวของชุมชนชนเผ่าดาระอั้ง หรือปะหล่อง ทั้งจากผู้คนข้างนอกที่หลั่งไหลเข้าไปเยี่ยมเยือน เรียนรู้วิถีชาวบ้านปางแดงกันมากขึ้น

 

นางคำ นายนวล ตัวแทนชาวบ้านปางแดง บอกเล่าให้ฟังว่า ถ้าเราพูดถึงผลดีผลเสีย มันก็มีทั้งสองฝ่าย แต่สิ่งที่ชาวบ้านมองเห็นก็คือว่า ถ้าเราพูดถึงองค์หรือหลายๆ กลุ่มที่เข้ามาช่วยเหลือที่ผ่านมา ถ้าไม่ได้กลุ่มเหล่านี้ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าชาวบ้านปางแดงจะไปอยู่ที่ไหน แล้วผ้าถุงสีแดงไม่รู้จะหายไปอยู่ที่ไหน แต่ว่าก็ยังโชคดีที่มีหลายองค์กร หลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วยในชุมชน ก็ได้มีชีวิตอยู่และได้อยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังดีกว่าที่เราจะไปอยู่ตามไร่ตามสวน เป็นลูกจ้างของใคร ถึงเราจะมีบ้านเล็กๆ  ก็ดีกว่าที่เราจะไปเป็นเครื่องมือของคนอื่นเขา

 

ทุกวันนี้ ชุมชนหมู่บ้านมั่นคงปางแดง นอกจากเป็นที่อยู่ที่ยืนให้กับพี่น้องชนเผ่าดาระอั้งแล้ว ยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชุมชนวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของอำเภอเชียงดาวอีกด้วย

 

นางคำ บอกว่า การที่สื่อหลายสื่อเข้ามา และองค์กรหลายองค์กรเข้ามา การที่เราดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาก็ เป็นสิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้ชาวบ้านเรามีการพัฒนาฝีมือ การเย็บผ้า ทอผ้า แล้วก็เรื่องวัฒนธรรม

 

"ซึ่งก่อนหน้านั้น ตอนที่ไม่มีนักท่องเที่ยวและองค์กรเข้ามา วัฒนธรรมของเราก็เริ่มจะหาย โดยเฉพาะเรื่องของชุดประจำเผ่าดาระอั้งของเราเอง ตอนนั้น ทุกคนจะคิดเราไม่ทำดีกว่า ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ เห็นคนอื่นเขาใส่ได้ เราก็ใส่ไป แต่ว่าพอมีสื่อมวลชนแล้วก็มีหลายองค์กรเข้ามาเริ่มมองเห็นชุดของเราหายไม่ได้เพราะว่าหายไปแล้ว เราจะหาไม่ได้ ดูหลายเผ่าเริ่มไม่มีชุดของเผ่าตัวเองแล้ว เขาก็จะหาไม่ได้ อีกหน่อยเราก็กลัวว่า อนาคตของลูกหลานจะทอผ้าไม่เป็น เราก็สร้างครูในชุมชนสอนเด็กๆ บางครั้งก็เป็นงบประมาณของแต่ละองค์กรสมทบมานิดหน่อย เล็กน้อย ก็สามารถมาสมทบเป็นกองทุนที่เราจะมาสอนนักเรียนเด็กๆ ในชุมชน การทอผ้า การเย็บผ้า การทำเรื่องวัฒนธรรม สร้างให้เด็กๆ เข้าใจเรียนรู้"

 

แน่ละ รายได้จากการขายสินค้าที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว อาจดูน้อยนิดในสายตาคนนอก แต่กับชาวบ้านปางแดง พวกเขาบอกว่า นั้นมีค่ามหาศาลเท่ากับต่อลมหายใจให้กับชาวบ้านเลยทีเดียว

 

"คนที่มีเงินทองก็อาจจะมองว่า เงินแค่นี้ เสียเวลาทั้งวันรับแขก ได้แค่ไม่กี่บาทไม่กี่ร้อยเอง แต่ว่าชาวบ้านอย่างเรา ร้อยหนึ่งสองร้อย มันก็เป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตครอบครัวเราได้ แล้วก็เป็นการเลี้ยงได้ทั้งครอบครัวและระดับชุมชน ถึงเล็กน้อยก็เป็นสิ่งที่ดี" นางคำ นายนวล บอกเล่า

 

หมายเหตุ : วงเสวนากรณีปางแดงครั้งนี้,มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)ร่วมกับ ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ SEAMEO-SPAFA ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่7-9 ตุลาคม2554ที่ผ่านมา ในงาน International People"s Theatre Forum ละครเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือ?

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร