โครงการสะพานเศรษฐกิจ (แลนด์บริจ์):ความไม่เป็นธรรมของคนสตูล

Wed, 01/11/2012 - 13:00 -- ประชาธรรม

จังหวัดสตูลและจังหวัดสงขลา ถูกเลือกให้เป็นเส้นทางการพัฒนาของโครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล  เพื่อเชื่อมทางคมนาคมจากชายฝั่งอันดามันมาที่ชายฝั่งอ่าวไทย  ด้วยเหตุผลต่างๆจากการวางแผนพัฒนาประเทศแบบบนลงล่างโดยหน่วยงานที่วางแผนพัฒนาประเทศ และจากนักการเมือง ตลอด จนการผลักดันของหอการค้าในจังหวัดสตูล  เพื่อทำระบบคมนาคมขนส่งผ่านท่าเรือน้ำลึกที่บ้านปากบารา อ.ละงู จ.สตูล และเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา  ซึ่งจะเป็นทางเลือกของการขนส่งอีกเส้นทางหนึ่งหากช่องแคบมะละกามีปัญหา 

เมื่อปี พ.ศ.2547 พรรคไทยรักไทย ขายความคิดนี้ให้กับพี่น้องชายแดนใต้ในศึกเลือกตั้งครั้งที่สองของรัฐบาลทักษิณว่า  "ท่าเรือปากบาราเป็นท่าเรือน้ำลึกแห่งแรกของอันดามัน ตามแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกของประเทศ  และเป็นเสมือนโครงการนำร่องสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม "  

ต่อมานายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีความเห็นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2552 โรงแรม บี.พี แกรนด์ ทาวเวอร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไว้ว่า "ต้องยอมรับว่า เริ่มมีคนไม่เห็นด้วยกับโครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล  ทางฝั่งสตูลยังต้องไปทำความเข้าใจ หรือคลายความกังวลให้กับคนที่ไม่เห็นด้วย ส่วนฝั่งจังหวัดสงขลาดูท่าจะยากหน่อย เริ่มมีความรู้สึกจะต้องลงไปปัตตานีแล้ว   ประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นคือ ทำท่าเทียบเรือเสร็จก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่มีถนน ไม่มีทางรถไฟเชื่อมโยง หรือไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การจะใช้ท่าเทียบเรือให้คุ้มค่า ต้องมีการขนถ่ายสินค้า อาจจะต้องมีอุตสาหรรมเกิดขึ้น ประเด็นมีอยู่ว่าพี่น้องในพื้นที่ต้องตัดสินใจร่วมกับรัฐบาลว่า ตกลงจะให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือไม่ ถ้ามี มีประเภทใด ถ้ามีแล้ว ทำอย่างไรไม่กระทบกระเทือนกับการท่องเที่ยว ตอนนี้ ผมให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ไปประเมินดูว่า ที่พูดถึงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ รวมทั้งโครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลาและสตูลแห่งนี้ หน้าตาครบทั้งวงจรแล้วเป็นอย่างไร เพื่อที่จะถามความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ได้ว่า จะเอาอย่างนี้หรือไม่ เพราะต้องทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2"

 

ท่าเรือน้ำลึกสงขลา2ที่จะนะ

 

นิคมอุตสาหกรรมละงู

ความเชื่อมโยงของโครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล ก่อให้เกิดแผนการพัฒนาโครงการต่างๆและใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนจำนวนมหาศาลดังนี้

1) การศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม     เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่บุโบย จังหวัดสตูล เมื่อปี 2540 และได้ทำการศึกษาทบทวนฯ เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากบาราเปรียบเทียบกับพื้นที่บริเวณบุโบยเมื่อปี 2546 แล้วพบว่าบริเวณพื้นที่ปากบารามีความเหมาะสมมากกว่า โดยได้รับงบประมาณประจำปี 2548-2549 ในวงเงิน 38.40 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 มิถุนายน 2548   ถ้าหากมีการดำเนินการโครงการก็จะมีการใช้งบประมาณในวงเงิน 9,741.130 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2554 - 2559)

2)โครงการทางรถไฟเชื่อมโยงการขนส่งอ่าวไทย-อันดามัน  เป็นแนวทางเลือก 2A ผ่านพื้นที่ จังหวัดสตูล ต.ปากน้ำ-ละงู-แประ-ควนกาหลง-ทุ่งนุ้ย จังหวัดสงขลา ต.เขาพระ-ท่าชะมวง-กำแพงเพชร- ฉลุง-ทุ่งตำเสา-ควนลัง-หาดใหญ่-คอหงส์-ทุ่งใหญ่-พิจิตร-จะโหนง-คลองเปียะ-ตลิ่งชัน-นาทับ    การดำเนินโครงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเบื้องต้นใช้งบประมาณ 90 ล้านบาท และงบก่อสร้างประมาณ 30,000 ล้านบาท

แนวรางรถไฟ

 

3)โครงการนิคมอุตสาหกรรม 150,000 ไร่ บริเวณอำเภอละงู จังหวัดสตูล โดย แบ่งเป็น 3 เขต ได้แก่

(1) เขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกมีทั้งอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา

(2) คลังสินค้าทัณฑ์บนบกของกรมศุลกากร

(3) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้แก่ สร้างสถานีย่อยไฟฟ้า น้ำประปา/น้ำสำหรับอุตสาหกรรม และโทรคมนาคม

 

แนวท่อน้ำมัน

4)โครงการท่อส่งน้ำมันดิบเป็นโครงการที่เริ่มจากทุ่นขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลฝั่งอันดามันห่างจากชายฝั่งอำเภอละงูประมาณ 37 กิโลเมตร กินพื้นที่ร่องน้ำลึก 25 เมตร เรือบรรทุกน้ำมันขนาดสูงสุด 300,000 ตัน และจะมีการสร้างคลังเก็บน้ำมันบริเวณบ้านปากบาง หรือ แถวมัสยิดบ้านนาพญา อำเภอละงู จังหวัดสตูล เป็นคลังขนาดกลางใช้พื้นที่ 5,000 ไร่ มีการเชื่อมทางท่อไปยังฝั่งอ่าวไทย

อุโมงค์สตูล-เปอร์ลิศ

5)โครงการเจาะอุโมงค์เชื่อมสตูล-เปอร์ลิส  เป็นโครงการภายใต้การผลักดันของจังหวัดสตูล  อยู่ระหว่างขั้นตอนการวางแผนในการตั้งงบประมาณสำหรับศึกษาในการสำรวจทางธรณีวิทยา คำนวณเส้นทางความมั่นคง และสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ 20 ล้านบาท ศึกษาออกแบบเลือกเส้นทางแต่ละหลักกิโลเมตร 29 ล้านบาท สำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม 20 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้รวมเป็น 69 ล้านบาท รอเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นและอนุมัติในขั้นต่อไป

สรุปรวมงบประมาณที่ต้องใช้ในการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คณะรัฐมนตรี เป็นจำนวน 197.4 ล้านบาท เฉพาะโครงการที่มีการอนุมัติโดย ครม.และรอเข้าสู่การอนุมัติของ ครม.  สำหรับแผนงานการใช้งบประมาณในการดำเนินการโครงการเฉพาะโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา และ โครงการทางรถไฟเชื่อมโยงการขนส่งอ่าวไทย-อันดามัน มีจำนวนทั้งหมด 39,741.130 ล้านบาท

แผนพัฒนาหรือโครงการพัฒนาต่างๆจะถูกผลักดันจากรัฐบาล นักการเมือง หรือคนในจังหวัดที่มาจากภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรมซึ่งยังเป็นคนกลุ่มน้อย  โดยอ้างว่าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศก็ตาม  แต่ความเป็นธรรมของคนสงขลา และคนสตูลจะต้องได้รับคือ  การมีบทบาทตัดสินใจว่าแผนพัฒนาและโครงการพัฒนาทุกโครงการมาจากที่ไหน ใครเป็นผู้กำหนด และรับทราบถึงงบประมาณจากภาษีของประชาชนที่ต้องใช้จ่ายไปว่าคุ้มค่าและคุ้มทุนต่อการใช้ประโยชน์และพัฒนาประเทศอย่างไร  

วัฒนธรรมของบริษัทที่ปรึกษา สถาบันการศึกษา และหน่วยงานของรัฐ  เมื่อได้รับมอบหมายจากเจ้าของโครงการให้จัดทำรายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการ หรือรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หน่วยงานเหล่านั้นก็ดำเนินการตามกรอบของโครงการที่ให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นเฉพาะโครงการนั้นๆ และไม่ตอบคำถามความเชื่อมโยงของโครงการต่างๆว่าสัมพันธ์อย่างไร   หากมี 10 โครงการก็มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น อย่างน้อย 10-20 ครั้ง ทำให้ประชาชนและชุมชนในพื้นที่เกิดความสับสน และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในชุมชน เหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยองเช่นกัน จนประชาชนเบื่อหน่ายที่จะเข้าร่วมเวที  และไม่มีความชัดเจนของข้อมูลว่าแต่ละโครงการมีลักษณะอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร  แยกไม่ออกว่าแผนพัฒนาโครงการต่างๆมีผลดีผลเสียอย่างไร

จะเห็นได้ว่างบประมาณในช่วงระหว่างการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ  ใช้เงินภาษีของประชาชนจำนวนมาก  โดยที่การริเริ่มของโครงการมาจากความคิดของกลุ่มคนหนึ่ง แต่รัฐบาลได้ตัดสินใจมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณในการศึกษาอย่างง่ายดาย  ในขณะที่สภาพัฒน์ฯมีภารกิจที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Impact Assessment/SEA) ตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่รัฐบาลไม่มีนโยบายในการอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการดังกล่าว  ทั้งๆที่โครงการต่างๆที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดสงขลาและสตูล ควรใช้เครื่องมือ SEA ในการประเมินการวางแผนพัฒนาพื้นที่มีความเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่อย่างไร ก่อนที่จะพัฒนาโครงการใดๆ เพื่อประหยัดเงินภาษีของประชาชน  สิ่งนี้เองที่เป็นคอรัปชั่นงบประมาณของแผ่นดินไปจำนวนมาก  โดยที่หาใครรับผิดชอบไม่ได้ 

ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ในการวิเคราะห์โครงการว่าคุ้มทุนหรือไม่ กลับไม่มีการวิเคราะห์ ต้นทุนทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้นทุนทางสังคม และต้นทุนทางสุขภาพ ที่รัฐบาลต้องใช้ภาษีของประชาชนมาเยียวยาปัญหาผลกระทบภายหลังการดำเนินการโครงการอีกจำนวนมาก เรื่องนี้เรียนรู้ได้จากกรณีโครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

ท่าเรือน้ำลึกปากบารา

ขอยกตัวอย่างกรณีโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราและถมทะเล  โดยกรมเจ้าท่าเป็นเจ้าของโครงการ  โครงการนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552  แต่จากความเห็นหลายฝ่ายว่าควรมีจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment/EHIA) ขึ้นใหม่ ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้

1)  เนื่องจากโครงการนี้มีความยาวหน้าท่าเกิน 300 เมตร มีการขุดลอกร่องน้ำมากกว่า 100,000 ตารางเมตร และ พื้นที่ก่อสร้างท่าเรืออยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว และจะถูกประกาศให้เป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ไว้  จึงเป็นพื้นที่อ่อนไหวอยู่ในประเภทเขตอนุรักษ์ตามกฎหมาย   เพราะฉะนั้นควรที่จะเข้าข่ายโครงการรุนแรงที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน  ซึ่งจำเป็นต้องประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ  ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 วรรค 2

2)  รายงานการศึกษาดำเนินการเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ.2547 ซึ่งเป็นฉบับที่ได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ในปี พ.ศ.2552  เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี และในปี 2554 เพิ่มอีก 2 ปี ยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้าง  ข้อมูลในรายงานศึกษาจึงไม่ทันสมัย  ซึ่งปรากฏว่ามีข้อมูลที่เพิ่มขึ้นใหม่โดยที่ไม่ปรากฏในรายงานศึกษาได้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม  ดังนี้

2.1) บริเวณปากคลองปากบารามีการทับถมของตะกอนจากบนฝั่งปิดปากคลองเป็นประจำทุกปี  เนื่องจากมีสภาพเป็นอ่าวปากบารา  มีเกาะเขาใหญ่ทางด้านทิศตะวันตก เกาะเขาตะโล๊ะแบนแต ทางด้านทิศเหนือ และเขาโต๊ะหงายทางด้านทิศใต้ เป็นแนวช่วยกำบังคลื่นลม  ความเร็วกระแสน้ำและการเคลื่อนตัวของตะกอนตามแนวชายฝั่งจึงเกิดขึ้นน้อย ตะกอนที่มาจากพื้นที่รับน้ำของคลองปากบาราส่วนใหญ่จึงตกจมบริเวณปากคลองและทับถมเป็นสันทราย ที่ปรากฏในรายงานศึกษา เพราะฉะนั้นต้องมีการขุดลอกร่องน้ำทุกปี คิดเป็นปริมาณทั้งหมด 12.97 ล้านลูกบาศก์เมตร ในรายงานยังไม่มีการกล่าวถึงต้นทุนในการขุดลอกร่องน้ำ และเป็นต้นทุนที่สูงเมื่อคิดเรื่องต้นทุนในการสร้างแล้วจะมีความคุ้มทุนหรือไม่

2.2) ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา มีความเห็นว่าเนื่องจากเป็นพื้นที่ในการก่อสร้างท่าเรือ อันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็ม เป็นระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรหญ้าทะเล และปะการัง ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ   และควรประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรอบด้านในการดำเนินการโครงการทั้ง 3 ระยะ เพื่อการวางแผนในอนาคต (19 พฤษภาคม 2554)

2.3) รองหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา มีความเห็นว่า ยังไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมบริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตรุเตา    หากเกิดท่าเรือน้ำลึก (ระหว่างเกาะตรุเตา กับ เกาะไข่)  เส้นทางเดินเรือสมุทรผ่านทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตรุเตา  ทำให้ทรัพยากรชายฝั่ง แหล่งหญ้าทะเล ปะการังเสียหาย 900,000 กว่าไร่ ปัจจุบันหมู่เกาะตรุเตาเป็นมรดกแห่งอาเซี่ยน จะผลักดันให้เป็นมรดกโลก ข้อดีของการเป็นมรดกโลก คือ การรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรที่มีคุณค่าของท้องทะเลไทย มีทรัพยากรให้หากิน และ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับชุมชน นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เที่ยวโซนอาดัง หลีแป๊ะซึ่งเป็นพื้นที่ดำน้ำดูปะการังของนักท่องเที่ยว (19 พฤษภาคม 2554)

2.4) แหล่งหินอุตสาหกรรมในจังหวัดสตูลส่วนใหญ่เป็นหินปูนปริมาณสำรอง   บนพื้นที่ประมาณ 1,276 ไร่ บริเวณพื้นที่อำเภอควนกาหลง และอำเภอทุ่งหว้า  ปริมาณหินถมที่ใช้ในการก่อสร้างท่าเรือเป็นจำนวน 1,188,439 ลูกบาศก์เมตร  อ.วัฒนา  ตันเสถียร  โรงเรียนกำแพงวิทยา กล่าวว่า  ดร.ธนิต  วงศ์วานิช นักธรณีวิทยา ยืนยันว่า พบซากดึกดำบรรพ์ ครบ 6 ยุค ที่แหล่งหินควนกาหลง และยืนยันว่ามีที่เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับรางวัลจากการประกวดมาแล้ว   บริเวณเขาจุหนุง อ.ละงู พบแหล่งกลุ่มซากปลากหมึกโบราณ ยืนยันว่าพบที่เดียวในโลก   เพราะฉะนั้นจึงควรให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ทำการสำรวจ และ อนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ ให้เป็นพื้นที่มรดกโลก พัฒนาการท่องเที่ยว และ การศึกษา (19 พฤษภาคม 2554)

2.5) เครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในสตูล เสนอว่า  ตามอนุสัญญาไซเตส  บริเวณเกาะบุโหลน พบว่ามีพันธุ์พืช (กล้วยไม้ รองเท้านารี) พันธุ์สัตว์น้ำ หลากหลาย    และบริเวณปากแม่น้ำละงู เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำที่สำคัญเป็นอย่างมาก   ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัด  ก่อให้เกิดรายได้จากการเที่ยวแต่ละปีมหาศาล รวมถึงการกระจายรายได้ที่ทั่วถึงทุกกลุ่มคน  เพราะฉะนั้นควรศึกษารายได้จากการท่องเที่ยวและภาคเกษตรของสตูลว่ามีการกระจายได้ให้คนสตูลมากน้อยอย่างไร

2.6) จากข้อมูลของรายงานการศึกษา พบว่า บริเวณที่จะก่อสร้างท่าเรือ มีรายได้ในการทำประมงแต่ละปีมีสัตว์น้ำและมูลของการผลิตจากการประมง การเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และบริการที่เกี่ยวข้องปี พ.ศ.2551 จำนวน 6,063,761,115 บาท  หากมีการดำเนินการโครงการผลผลิตของสัตว์น้ำดังกล่าวจะลดลง   จากข้อมูลของสำนักงานบัญชีประชาชาติเดือน กรกฎาคม 2552 พบว่าจังหวัดสตูลมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อไปในปี 2551 เท่ากับ 99,307 บาท เป็นลำดับที่ 7 ของภาคใต้ จึงนับว่ามีการกระจายรายได้ที่สูง สำหรับคนสตูลที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว และเราจะพัฒนาอุตสาหกรรมและท่าเรือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร     

2.7) จังหวัดสตูลมีสถิติการเกิดหลุมยุบปีละหลายแห่ง เนื่องจากมีการขุดเจาะบ่อบาดาลมาก นอกจากนี้ชายฝั่งบริเวณหาดปากบาราเป็นหาดทรายยาวประมาณ 3 กม. มีสภาพการกัดเซาะชายฝั่งต่อเนื่องมานานแล้ว  ประมาณ 300 เมตร คิดเป็นระยะทางตามแนวชายฝั่งยาวประมาณ 1 กม. อัตราการกัดเซาะประมาณ 5 เมตร/ปี จังหวัดสตูลจึงได้สร้างกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กมีหินทิ้งด้านหน้า เพื่อป้องกันการกัดเซาะ ประเด็นนี้ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องมาพิจารณาในการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                            

3) อบต.ปากน้ำ มีข้อเสนอว่าในการพัฒนาอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง และควรส่งเสริมให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ร่วมกับอุทยานแห่งชาติ  ทั้งนี้เนื่องจากจังหวัดสตูลในอีก 10 ปีข้างหน้า (2548-2558) มีการขยายตัวจำนวนนักท่องเที่ยวจาก 357,286 คน เพิ่มเป็น 702,180 คน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จะมีนักท่องเที่ยวขยายเพิ่มขึ้นจาก 76,192 คน เพิ่มเป็น 149,742 คน และอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 61,479 คน เพิ่มเป็น 126,711 คน 

4) เป็นที่น่าสังเกตว่าผังเมืองรวมระดับจังหวัดยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้  กลายเป็นว่าการจัดทำผังเมืองเกิดขึ้นภายหลังจากการพัฒนาโครงการ และขยายพื้นที่การพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมของการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการวางแผนพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืนในอนาคต

ใครคือเจ้าภาพที่จะเปิดเผยข้อมูลของแผนพัฒนาและโครงการพัฒนาๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจังหวัด ก่อนที่จะใช้งบประมาณของแผ่นดินให้คนในจังหวัดรับทราบ ถ้าไม่ใช่ผู้ว่าราชการจังหวัดในนามของจังหวัด และสภาพัฒน์ฯในนามของหน่วยงานที่วางแผนพัฒนาประเทศ   คำตอบนี้จังหวัดต้องเป็นผู้ตอบได้ว่ารัฐบาลมีมติอนุมัติอนุญาตโครงการพัฒนาใดๆ   เพื่อให้เกิดกระจายอำนาจไปที่จังหวัดและท้องถิ่นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และธรรมาภิบาลในการบริหารจังหวัด. 

         

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร