ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ตั้งคำถามสำคัญ"ทำไมมาเลเซียมีความเสมอภาคมากกว่าไทย?"

Thu, 01/12/2012 - 12:18 -- ประชาธรรม

นักวิชาการที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เคยแสดงตัวเลขชี้ให้เห็นว่า ที่มาเลซียนั้นผู้คนมีความเสมอภาคด้านรายได้มากกว่าที่เมืองไทย เขาใช้ตัวชี้ที่เรียกว่า ค่าจีนี (GINI Co-Efficient) ยิ่งค่านี้สูงความเหลื่อมล้ำยิ่งสูงและในทางกลับกัน

ตัวเลขแสดงว่า ที่มาเลเซียเมื่อปี2518 มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าไทย คือ ค่าจีนีในปีนั้นเท่ากับมากกว่า 0.5 แต่ของไทยเป็นเพียง 0.4 แต่ยิ่งพัฒนาไป 2ประเทศนี้สวนทางกันขณะนี้(พ.ศ.2552) ค่าจีนีที่มาเลเซีย0.4 แต่ของไทยสูงกว่า 0.5

เป็นที่ชัดเจนว่า มาเลเซียพัฒนาไปโดยมีความเสมอภาคมากขึ้น แต่ของไทย ยิ่งพัฒนายิ่งเหลื่อมล้ำกันมากขึ้น

ทำไมมาเลเซียจึงพัฒนาไปโดยมีความเสมอภาคมากกว่าไทย ?

หนังสือ ชื่อ The Institutional Imperative: The Politics of Equitable Development in Southeast Asia โดย Erik Kuhonta พยายามให้คำตอบที่น่าสนใจ

เขา เสนอว่า เป็นเพราะว่าที่มาเลเซีย พรรคการเมืองใหญ่ซึ่งเป็นรัฐบาล (พรรค UMNO) สามารถพัฒนาการจัดตั้งองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง (มาตั้งแต่ทศวรรษ 2480) มีฐานสนับสนุนจากผู้คนชาวมาเลเซียเชื้อสายมาเลย์ระดับรากหญ้า เริ่มแรกเป็นพรรคชาตินิยม แต่ต่อมาสร้างพันธมิตรกับคนระดับนำของมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดียด้วย ผู้นำของพรรคได้พัฒนาพรรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์จลาจล ระหว่างคนจีนและคนมาเลย์เมื่อ พ.ศ.2512 จนชาวมาเลย์เชื้อสายจีนถูกฆ่าตายไปเกือบ 200 คน สภาพสังคมในขณะนั้นโดยย่อคือ คนมาเลย์เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศกระจุกตัวอยู่ที่ชนบท รายได้ไม่ค่อยสูง คนจีนเป็นกลุ่มน้อยกว่า อังกฤษสนับสนุนให้ทำธุรกิจ มีอาชีพแบบคนชั้นกลางในเมืองเป็นส่วนมาก จึงฐานะดีกว่า

ผู้นำของพรรค ตระหนักดีว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจีนและคนมาเลย์ เป็นต้นเหตุประการหนึ่งที่สำคัญของการจลาจลครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.2512 จึงดำเนินการปฏิรูป 2 แนวทางสำคัญ แนวทางหนึ่ง คือ ปฏิรูปองค์กรพรรค และอีกหนึ่งคือ ปฏิรูปนโยบายและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสังคม ภายใต้โครงการ New Economic Policy (NEP) เพื่อแก้ปัญหาความจนในบรรดาชาวมาเลย์ นอกจากนั้นยังต้องการเพิ่มจำนวนคนชั้นกลางที่เป็นชาวมาเลย์ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เน้นให้ภาครัฐบาลมีบทบาทสูงในการเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ คือ ไม่ใช้อุดมการณ์เลเซแฟร์ (laisses-faire) ที่ปล่อยให้กลไกตลาดกำกับระบบเศรษฐกิจเป็นหลักอย่างแต่ก่อน

สำหรับ การปรับปรุงพรรคนั้น ที่สำคัญ คือ ขจัดนักการเมืองฉ้อฉลออกไป สนับสนุนให้องค์กรต่อต้านการคอร์รัปชั่นทำงานให้ได้ผล บังคับให้ ส.ส.ของพรรคทำงานเป็นตัวแทนของชุมชนอย่างเต็มที่ ในการนำความคับขัองใจของชาวบ้านมาเสนอกับพรรค อธิบายข้อมูลของโครงการต่างๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจ และให้คนของพรรคเข้าควบคุมการดำเนินโครงการท้องถิ่นร่วมกับข้าราชการอย่างมี ประสิทธิภาพ

นโยบายหลัก 3 ประการในโครงการ NEP ก่อให้เกิดความเสมอภาคในสังคมมาเลเซีย หลังปี 2512 ได้แก่ หนึ่ง โครงการกระจายที่ดินของภาครัฐให้กับเกษตรกรไร้ที่ดินครอบครัวละ 12.5 ไร่ เพื่อปลูกยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน โดยรัฐบาลให้กู้เงินเพื่อตั้งตัว กำหนดเวลาใช้คืนภายใน 15 ปี เมื่อชำระเงินครบก็ได้เป็นเจ้าของที่ดินนั้น โครงการนี้มีการลองผิดลองถูกหลายครั้ง และแม้ว่าจะถูกวิจารณ์ต่างๆ นานา แต่ในท้ายที่สุด พ.ศ.2548 สามารถกระจายที่ดินให้เกษตรกรระดับล่าง มีไร่เพื่อทำมาหากินมีความมั่นคงขึ้น และส่งลูกเรียนหนังสือสูงขึ้นได้กว่าห้าแสนครัวเรือน ธนาคารโลกวิเคราะห์ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จมากกว่าโครงการจัดสรรที่ดิน ประเภทเดียวกันในประเทศอื่นๆ

สอง คือ ปฏิรูปการศึกษา มุ่งเน้นให้เด็กมาเลย์ในชนบทได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงจนถึงระดับมัธยมและ มหาวิทยาลัย ปรับปรุงคุณภาพของครูชนบท เพิ่มแรงจูงใจให้พวกเขาทั้งเรื่องเงินเดือนและที่พักอาศัย สำหรับการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้น จัดการให้นักเรียนจากชนบทได้เข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นโควตาเฉพาะ เมื่อจบออกมาก็ยังกำหนดให้บริษัทเอกชนเพิ่มโควตารับนักศึกษาจากชนบทเป็นการ เฉพาะอีกด้วย ด้วยกุศโลบายต่างๆ เหล่านี้ ทำให้สัดส่วนของชนชั้นกลางมีการศึกษาสูง ได้ทำงานดีที่เป็นชาวมาเลย์เพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว และช่องว่างของรายได้ระหว่างคนมาเลย์และคนจีนก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

โครงการ อย่างที่สาม คือ ด้านการรักษาพยาบาลรัฐบาลอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลแบบสุขภาพถ้วนหน้าจนถึงปี พ.ศ.2536 เมื่อมหาธีร์ประกาศว่าจะไม่อุดหนุน 100% อีกต่อไป

ในการใช้ จ่ายเพื่อโครงการต่างๆ เหล่านี้ในทศวรรษ 2510 และ 2520 รัฐบาลนำโดย UMNO ใช้เงินจากภาษี เงินกองทุน Provident funds และเงินกู้ภายในประเทศ ทำให้ค่าใช้จ่ายภาครัฐทั้งหมดสูงถึงร้อยละ 40 ของ GDP ขณะที่รัฐบาลของประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้จ่ายเพียงร้อยละ 10-20 ของ GDP เท่านั้น

โดยสรุปมาเลเซียสามารถพัฒนาไปโดยสังคมมีความ เสมอภาคมากขึ้น ด้วยเหตุผลใหญ่ 2 ประการ คือ เพราะว่าพรรคการเมือง มีการพัฒนาและก่อร่างสร้างตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัดด้วยการรัฐประหาร พรรคสร้างฐานการเมืองโยงกับพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ และเพราะว่าพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลได้จากการเลือกตั้งสามารถตอบสนอง กับความต้องการของพลเมืองระดับล่างได้อย่างทันการณ์ โดยไม่ถูกต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษนิยม

ในทางกลับกัน Erik Kuhonta วิเคราะห์ให้เห็นว่า ไทยไม่ประสบความสำเร็จเท่ามาเลเซียก็เพราะว่า 1.ขาดพรรคการเมืองที่พัฒนาองค์กร และสั่งสมประสบการณ์แบบเรียนไปทำไปอย่างต่อเนื่อง (ถูกรัฐประหารบ่อยมาก) อีกทั้งขาดการก่อร่างสร้างฐานเสียงสนับสนุนจากพลเมืองในวงกว้าง และ 2.พรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งยังไม่สามารถตอบสนองความต้อง การของพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศได้ เพราะว่าพลังต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษนิยม (ทหาร ข้าราชการ ผู้นิยมเจ้า และฝ่ายธุรกิจบางส่วน) ที่เป็นพลเมืองส่วนน้อยยังแข็งแรงมาก

Kuhonta วิเคราะห์ความล้มเหลวของ 4 รัฐบาลตัวอย่างในเมืองไทยไว้อย่างน่าสนใจ ในกรณีของนายปรีดี พนมยงค์ คณะราษฎรถูกต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างเข้มแข็ง โดยไม่มีฐานการเมืองที่หนาแน่นพอ ในกรณีของพรรคกิจสังคม หลังปี พ.ศ.2516 สามารถได้รับความร่วมมือจากกลุ่มนักธุรกิจบางกลุ่ม (บุญชู โรจนเสถียร ธนาคารกรุงเทพ) แต่ไม่อาจผลักดันกฎหมายปฏิรูปที่ดินและค่าเช่านา เพราะว่าหัวหน้าพรรคเอง (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ไม่ได้เห็นความจำเป็นของโครงการดังกล่าว จึงเปิดช่องให้กองทัพผลักดันออกจากอำนาจ

กรณี ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อไทยรักไทยเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลมีโครงการเดียวที่ Kuhonta เห็นว่าประสบความสำเร็จสูงจากการริเริ่มและดำเนินการโดยพรรคไทยรักไทย คือ โครงการสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) พรรคนี้ท้าทายพรรคอื่นๆ ให้คิดถึงนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ แต่พรรคไทยรักไทยก็มีปัญหา เพราะว่าอิงกับคนคนเดียวด้านการเงินและผู้นำจึงไม่ยั่งยืน และเปิดช่องให้กองทัพทำการรัฐประหารสำเร็จ

สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคเก่ามีความต่อเนื่องที่สุด แต่ปฏิเสธฐานสนับสนุนและความต้องการของชนบทนอกภาคใต้ พื้นเพมาจากกลุ่มนิยมเจ้า แม้ว่าจะไปทางเสรีนิยมขึ้นในภายหลัง แต่คงความอนุรักษนิยม ไม่ต่อต้านทหาร เป็นพรรคที่เอียงไปทางชนชั้นนำ และไม่สนับสนุนการปฏิรูปเพื่อคนระดับล่าง

มีเรื่องหนึ่งที่ Kuhonta ยังไม่ได้ให้ความสำคัญในการเปรียบเทียบ คือที่มาเลเซียกองทัพและสุลต่านมีบทบาทไม่มากในการเมืองที่นั่น ซึ่งต่างจากไทย

 

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร