เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม (ตอน 7)

Fri, 01/20/2012 - 14:07 -- ประชาธรรม

 

เหตุการณ์น้ำท่วมแม่แจ่มครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา ถือว่ามีความรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อคนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่อย่างหนัก หลังถูกน้ำป่าไหลหลากลงมาจากดอย ผ่านช่องเขาลงมาในหุบเขา จนทำให้สายน้ำจากแม่น้ำแจ่มได้ล้นทะลักเข้าท่วมทุ่งนาและชุมชนที่อยู่ทั้งสองฟากฝั่งอย่างรุนแรง ยังคงสร้างความวิตกหวั่นไหวต่อคนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก

"น้ำมาในตอนตีหนึ่งตีสอง มาแรงมาก แล้วไหลเข้าท่วมตั้งแต่พื้นที่บ้านทับ มาจนถึงเขตเทศบาลตำบลแม่แจ่ม เขตตัวอำเภอ ท่วมทั้งทุ่งนา บ้านเรือน บางแห่งท่วมเกือบมิดหลังคาบ้านเลยทีเดียว และที่สำคัญ มีต้นไม้และท่อนซุงไหลมากระแทกบ้านชาวบ้านด้วย" นายสมเกียรติ มีธรรม จากสถาบันอ้อผญา บอกเล่าให้ฟัง

นายสมเกียรติ บอกเล่าให้ฟังว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแม่แจ่มครั้งนี้ ความตื่นตัวของชาวบ้านโดยเฉพาะบ้านแพม ก็ค่อนข้างตื่นตัวกว่าหมู่บ้านอื่นหน่อย เพราะว่าโดนหนัก แต่ว่าพื้นที่หมู่บ้านทับก็โดนหนักเหมือนกัน แต่ว่าการเข้ามามีส่วนร่วมการที่จะมาคิดแก้ปัญหาตรงนี้จะน้อยจนแทบจะไม่มีเลย

"หรือว่าเป็นธรรมชาติของชาวบ้านก็ไม่รู้นะ เพราะว่าหลังจากน้ำท่วม เราจัดเวทีพูดจากันที่บ้านแพม คนบ้านแพมจะมาร่วมเยอะ หลังจากนั้นก็ไปจัดเวทีที่บ้านทับ บ้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ โดนน้ำท่วมเหมือนกัน ที่นั่นจะมีคนมาร่วมน้อยมากเลย จึงเห็นได้ว่า ความสนใจในการแก้ปัญหาในวันข้างหน้าระยะยาวชาวบ้านก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่

แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าชุมชน หมู่บ้านใด ไม่ว่าในพื้นที่บนดอย หรือพื้นราบ ต่างก็มีส่วนที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้อย่างแน่นอน

"ส่วนหนึ่งคือ ทุกคนเหมือนกับโทษกันไปโทษกันมามากกว่า บ้านแพมโทษสาเหตุที่ฝาย บ้านทับล่องไปทางใต้ก็โทษชาวบ้านข้างบนปลูกไร่ข้าวโพดเยอะ มันก็จะเกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นในทุกๆ ที่ แน่นอนว่า ทุกๆ บ้านจะมุ่งไปที่ไร่ข้าวโพดบ้าง นอกจากนั้นถ้าเป็นบ้านทับ ก็จะโทษเพราะขัว สะพานมันต่ำ สะพานมันเป็นสะพานตรง พอน้ำมันขึ้นสูงมันก็ติดช่องแคบ" นายสมเกียรติ บอกเล่าให้ฟัง

เช่นเดียวกับ นายอุทิศ สมบัติ ประธานกลุ่มสภาพัฒนาเมืองแจ๋ม บอกเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดน้ำท่วมแม่แจ่มประมาณ 3 เดือนก่อน ตนเองเคยได้พูดวิเคราะห์ทำนายและคาดการณ์เอาไว้ให้คนแม่แจ่มฟังว่า อีกไม่นาน คนแม่แจ่มอาจเจอน้ำท่วมใหญ่ แล้วก็เกิดขึ้นจนได้

"ผมเคยทำนายเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า น้ำจะท่วมอำเภอแม่แจ่ม เพราะว่า ป่าต้นน้ำบางพื้นที่นั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว แล้วพื้นที่ตรงนั้นมันรับน้ำไม่ได้ คุณเจอแน่ ผมบอกชาวบ้านไปไม่ถึง 3 เดือน คนแม่แจ่มเจอน้ำท่วมเลย"

เท่านั้นยังไม่พอ ครูอุทิศได้วิเคราะห์ไปอีกว่า นี่เป็นเพียงสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ในอนาคต แม่แจ่มจะเจอหนักกว่านี้อีกหลายเท่า

"ที่ผ่านมา น้ำอาจหลากนองลงมาไม่ถึง 24 ลำน้ำสาขา มันอาจไหลมาเพียง 10 กว่าลำน้ำสาขาเท่านั้นเอง หากวันไหนที่มันลงพร้อมกันเมื่อไหร่นะ คุณเจอแน่ ผมบอกไม่ถึงสามเดือนเจอเลยปีนี้" ครูอุทิศ บอกเล่า

นอกจากนั้น ครูอุทิศ ยังบอกอีกว่า ยังพบปัญหาแม่น้ำตื้นเขิน ดินทรายทับถม จนทำให้ตะกอนสูงมากขึ้น แถมยังมีสะพานมาสร้างกั้นบริเวณบ้านทับ แล้วพอน้ำป่าไหลมา มันพากิ่งไม้ ต้นไม้พัดไหลมาด้วย พอมาเจอทางแคบ น้ำจึงทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านทับเสียหายอย่างหนัก

"เพราะว่าน้ำแม่แจ่มมันตื้นเขิน ฝายก็ไปกั้นเอาไว้ แล้วสะพานก็ไปกั้นตรงนั้นอีก พอน้ำป่ามันหลากลงมา และมันไม่ได้ไหลมาเฉพาะน้ำ แต่มันมีกิ่งไม้อะไรต่างๆ มาปิดกั้นกับสะพานที่บ้านทับพอมันกั้น ตรงนั้นมันก็ไม่รู้จะไปไหน มันก็ไหลพุ่งแทงเข้าบ้านพ่อหลวงตรงนั้น แทงเข้าท่วมหมู่บ้านทับทันทีเลย"

แน่นอนว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมแม่แจ่ม หลายฝ่ายเริ่มออกมาพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงครั้งนี้ ทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น ทั้งหน่วยงานราชการ ก็ต่างออกมาบอกวิธีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกันอย่างอึงอลบ้างก็บอกว่า จะขุดลอก จะสร้างกำแพงกั้นแม่น้ำแจ่ม

ต่อเรื่องนี้ ครูอุทิศได้บอกว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จะต้องมีการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ

"จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทบทวนแก้ไขกันทั้งระบบ จะขุดลอก จะสร้างกำแพงกั้นแม่น้ำแจ่มคุณก็สร้างไป แต่คุณจะต้องมองทั้งต้นน้ำปลายน้ำ พื้นที่ป่าต้นน้ำตรงไหนที่ถูกทำลาย เราต้องขอให้หยุด คนข้างบนก็ต้องเห็นใจคนข้างล่าง และคนข้างล่างก็ต้องเห็นใจคนข้างบนด้วย

"ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมอยากให้รัฐไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ไปแก้ที่ปลายเหตุ อย่างเช่น คุณเอางบประมาณไปขุดลอกทุกปีๆ แต่ปัญหาข้างบนคุณก็ไม่ได้ทำอะไรเลย หรือจะนำงบไปสร้างกำแพงแม่น้ำ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ และการสร้างกำแพงกั้นแม่น้ำแจ่ม นั่นจะยิ่งทำให้สายน้ำไหลเปลี่ยนทิศทาง มันจะวกอ้อมไปอีกทางหนึ่ง ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมองและวางแผนแก้ปัญหาทั้งในระยะต้น ระยะกลาง ระยะยาว แล้วอันไหนที่สามารถดำเนินการได้ไปพร้อมๆ กัน เราก็ต้องทำพร้อมกันไปเลย"

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงแปลกใจว่า ทำไมครูอุทิศ สมบัติ คนนี้ถึงสามารถทำนาย คาดการณ์ล่วงหน้าได้แบบนั้นว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม                                                           

"ก็เพราะว่าเรารู้ว่าแม่แจ่มเปลี่ยนไปมาก เพราะระบบทุนนิยมนั่นแหละที่เข้าไป แล้วทำชาวบ้านที่อยู่ตามเขตป่าเขตต้นน้ำ พากันรุกปลูกพืชเศรษฐกิจอย่าง หอมแดง ข้าวโพดกันอย่างต่อเนื่อง แน่นอน เมื่อถึงหน้าแล้ง น้ำแห้ง พอถึงหน้าฝน ดินถูกชะล้าง ไม่สามารถซับน้ำได้ มันก็ต้องไหลทะลักลงมาอย่างแรง" นายอุทิศ บอกย้ำ

 

หลังน้ำท่วมใหญ่แม่แจ่ม ความคิดเรื่อง "เขื่อน" ผุดขึ้น ท่ามกลางความกังขาของคนท้องถิ่นทั่วไป

หลังน้ำลด เริ่มมีการจับกลุ่มคุยกัน ฟากหนึ่งเป็นเสียงของชาวบ้านที่บอกว่านี่คือสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติว่า แม่แจ่มกำลังใกล้วิกฤติซึ่งจำเป็นต้องค้นหารากเหง้าและหาทางแก้ไขทรัพยากรดิน น้ำ ป่าทั้งระบบ แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีเสียงอีกฟากหนึ่ง ได้เสนอแนวคิดกลางวงประชุมระดับอำเภอว่า จำเป็นต้องสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแจ่ม ซึ่งได้ทำให้ชาวบ้านและคนทำงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เกิดความวิตกและฉงนมากขึ้น ว่าทำไมระดับผู้นำท้องถิ่นถึงออกมาเสนอแนวคิด ได้มีความพยายามเสนอสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บริเวณบ้านกองกาย อย่างนี้

ทั้งๆ ที่ผ่านมา ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในเขตภาคกลางและกรุงเทพ ที่ทุกคนรับรู้ว่า สาเหตุหลักๆ นั้นมาจากเขื่อนและการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน

"ปัญหาน้ำท่วมแม่แจ่มครั้งนี้ มันเป็นเพียงแค่การเตือนของธรรมชาติเท่านั้น และหนทางแก้ไข มันคงไม่ใช่การสร้างเขื่อนหรอก แต่มันต้องมีการแก้ไขปัญหากันทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะฉะนั้น คนแม่แจ่มทั้งหมดจะต้องมานั่งคุยกัน หาทางออกร่วมกัน อย่าเพิ่งใจร้อน ผลีผลาม เอะอะอะไรๆ ก็สร้างเขื่อนๆ" นายอุทิศ บอกเล่าด้วยน้ำเสียงเครียด

ครูอุทิศ ยังได้อธิบายให้เห็นภาพว่า การแก้ไขทั้งระบบนั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง

"ยกตัวอย่าง ลำห้วยลุ่มน้ำตรงไหนที่มันถูกทำลาย ก็ขอหยุด แล้วคนข้างล่างต้องเข้ามาตรวจสอบดูว่าป่าต้นน้ำเป็นยังไง ต้องเข้ามาร่วมกันด้วย คนข้างล่างก็ต้องเห็นใจคนข้างบน คนข้างบนก็ต้องเห็นใจคนข้างล่าง เพราะเราทำมาหาด้วยกัน มันก็คงจะต้องทำไปพร้อมๆ กัน แต่ว่าถ้าจะแก้ปัญหาให้ยั่งยืนก็คงจะต้องแก้ที่ต้นเหตุ ถ้าคุณไปแก้ที่ปลายเหตุทุกปี เอาเงินไปขุดลอกลำน้ำทุกปีๆ แล้วข้างบนคุณก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ดังนั้น เราจะต้องทำทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว อันไหนที่รัฐทำพร้อมกันได้คุณก็ต้องทำ  ขุดลอก คุณว่ามันแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง งั้นขุดก็ขุด แต่ข้างบนคุณก็ต้องทำ ไม่ใช่ว่าจะแก้ข้างล่างอย่างเดียว นี่แหละที่ผมคิด

บ่ายวันนั้น เรานั่งอยู่ภายในเพิงนาของครูอุทิศ ซึ่งตั้งอยู่ติดริมลำน้ำแม่วาก ลำน้ำสาขาอีกสายหนึ่งที่ไหลลงไปแม่น้ำแจ่ม ซึ่งถือว่าเป็นลำน้ำสาขาที่สมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง และในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมแม่แจ่ม ลำน้ำสาขานี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใดๆ เลย

"อย่างลำน้ำแม่วาก ในช่วงที่น้ำป่าไหลนอง น้ำมันไม่ค่อยมีสีแดงเลย เพราะว่าป่ามันดี มันอุดมสมบูรณ์ มันน้ำจะออกมาสีดำๆ ขุ่นๆ แค่นั้นแหละ เพราะว่าป่าซับน้ำเอาไว้ดี ลองไปดูเถอะ ในลำน้ำสาขาอื่นๆ จะเห็นว่า พอน้ำนองแล้วน้ำเป็นสีแดงทันทีเลยนะ ชะหน้าดินออกมาหมด เพราะอะไร ก็เพราะมันไม่มีป่า ผมเห็นว่าฝนจะตกหนักแค่ไหน น้ำแม่วากก็ท่วมแค่นี้ ไม่เคยที่จะมีแบบไหลบ่าลงมา เพราะฉะนั้น ต้นน้ำต้องช่วยกันดูแลดีดี และที่สำคัญ ถ้าจะแก้ไขก็ต้องแก้ไขทั้งระบบ" ครูอุทิศ บอกเล่า

"พอเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม คนก็มักจะหาทางออกด้วยการสร้างเขื่อน เอะอะอะไรๆ ก็สร้างเขื่อน ก็คิดว่า ถ้าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมทุกคน ก็ไปมองที่เขื่อนไม่มองที่ว่าทำกำแพงกั้น คุณคิดไหมว่าจะแก้ที่ต้นเหตุของมัน อย่างน้อยคุณเฉลี่ยงบประมาณขึ้นมาให้ถึงคนต้นน้ำหน่อย ที่จะแก้ไขปัญหาจากข้างบน เพราะไม่อย่างนั้นก็แก้ที่ปลายเหตุหมด ซึ่งผมว่ามันเอาไม่อยู่หรอก"                                                                  

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำทะลักท่วมตัวเมืองแม่แจ่ม ครูอุทิศ บอกเล่าให้ฟัง การบุกรุกลำน้ำแม่แจ่ม การรุกถมที่ดินลงไปในลำน้ำแม่แจ่มก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง

ที่สำคัญ ไม่ใช่มีเพียงแค่ชาวบ้าน เอกชนเท่านั้นที่บุกรุกลำน้ำแม่แจ่ม ทว่ามีหน่วยงานของรัฐเข้าไปรุกล้ำพื้นที่อีกด้วย

"ผมจำได้ว่า บริเวณฝั่งที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอ สมัยตอนผมเป็นเด็ก พื้นที่ตรงนั้นมันเป็นท่าแพนะ พอมีการสร้างอำเภอมา เทศบาลมาก็ทำยื่นลงไปอีก ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าพูดแบบว่าเห็นแก่ตัวนะ ตัวผมเองไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เรื่องตรงนี้ แต่เราเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเขานะ จนผมต้องเข้าไปคุยกับนายอำเภอหลายครั้งมาแล้ว ทำหนังสือถึงหน่วยงานราชการ ที่เขาประชุมหัวหน้าส่วน บอกว่ากลุ่มสภาพัฒนาเมืองแจ๋มจะขอเข้าไปนำเสนอ แลกเปลี่ยน เกี่ยวกับเรื่องปัญหาน้ำท่วมอำเภอแม่แจ่ม ให้หน่วยงานได้รับฟังดูว่าเขาคิดยังไง เพื่อจะทำให้เกิดเวทีสาธารณะขึ้นในอำเภอแม่แจ่ม ว่าสาเหตุการเกิดน้ำท่วมจริงๆ แล้วมันเกิดจากอะไร"

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น ครูอุทิศ สมบัติ ในฐานะประธานกลุ่มสภาพัฒนาเมืองแจ๋ม ได้มีการจัดเวทีมาหลายหมู่บ้านแล้ว ซึ่งก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้ด้วย

"ชาวบ้านเขาก็บ่นมาว่า สาเหตุเกิดจากปัญหาเรื่องฝายก็ดี เรื่องการทำลายป่าก็ดี เรื่องการบุกรุกลำน้ำแม่แจ่มก็ดี เรื่องการตื้นเขิน เรื่องอะไรต่างๆ จนมันกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านท่วมเมืองเรา นี่เป็นปัญหาที่เราไปรับทราบจากปากชาวบ้านมาจะแก้ไขอย่างไร"                    

กระนั้น "เขื่อน" ก็ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันมากที่สุดในขณะนี้

แน่นอนว่า พอมีคนเสนอให้มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแจ่มขึ้นมา ก็ย่อมมีการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันไปในวงกว้างกันมากขึ้น บางองค์กรเริ่มมีการศึกษาผลดีผลเสียที่คนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มอาจจะได้รับในอนาคต

จากข้อมูล วารสารแม่แจ่มนิวส์ ที่สถาบันอ้อผญา และกลุ่มสภาพัฒนาเมืองแจ๋ม ได้จัดทำขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแม่แจ่ม ระบุไว้ว่า การเสนอสร้างเขื่อนกั้นน้ำแม่แจ่มเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมบริเวณ"ผาสะกาบ" ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากบ้านกองกาน ต.แม่ศึก เพียงไม่กี่กิโลเมตร ของนายก อบต.และกำนันในอำเภอแม่แจ่ม นั้นกำลังกลายเป็นประเด็นใหม่ที่คนเมืองแจ่มต้องหันมาใส่ใจ และเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนามากกว่าในเวลานี้

เนื่องจากการคิดแก้ปัญหาที่ปราศจากข้อมูลหรือองค์ความรู้รองรับนั้น ทำให้เกิดปัญหามากกว่าแก้ปัญหา การจะทำอะไรก็ตามในสังคมแม่แจ่มวันนี้ ซึ่งไม่เหมือนแม่แจ่มเมื่อ20-30 ปีก่อน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ในการแก้ปัญหา ที่สำคัญต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลหรือองค์รวมรู้อย่างรอบด้าน กรณีการสร้างเขื่อนแก้ปัญหาน้ำท่วมแม่แจ่มก็เช่นกัน ต้องให้ชาวบ้านทั้งหน้าเขื่อนหลังเขื่อนคิดและตัดสินใจบนพื้นฐานของความรู้ทั้งด้านบวกและด้านลบ

ทั้งนี้ ได้มีการหยิบยกข้อมูลให้ฉุกคิดด้วยว่า ปัจจุบันประเทศที่เจริญแล้วอย่างอเมริกา สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ก่อนใครและมากที่สุดในโลก ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา มีเขื่อนทั้งประเทศมากถึง 1,800 เขื่อน มีทั้งเขื่อนป้องกันน้ำท่วม, เพื่อการชลประทาน และผลิตไฟฟ้า ในรอบ 75 ปีที่ผ่านมา 43 รัฐในอเมริกาพากันทุบเขื่อนทิ้งไปแล้ว 175 เขื่อน เฉพาะปี 2542 เพียงปีเดียว ทุบเขื่อนทิ้งไปแล้ว 62 เขื่อน เนื่องจากไม่คุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ล่าสุด ในเดือนพฤศจิกายน 2553 ทุบเขื่อนขนาดใหญ่ 2 เขื่อน ที่ปิดกั้นแม่น้ำเอลวาในอุทยานแห่งชาติโอลิมปิก มลรัฐวอชิงตัน เพื่อเปิดทางให้ฝูงปลาแซลมอนสายพันธุ์แปซิฟิก 6 ชนิด และปลาสตีลเฮดได้อพยพขึ้นไปวางไข่ทางต้นแม่น้ำได้ และเปิดทางให้ดินตะกอนที่ถูกปิดกั้นนำธาตุอาหารลงไปสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่พื้นที่ท้ายน้ำ ในการรื้อเขื่อนครั้งนี้ รัฐบาลต้องจ่ายเงินซื้อเขื่อนและโรงไฟฟ้าคืนจากเอกชนมากถึง 1,180 ล้านบาท ใช้เวลารื้อทำลาย 3 - 5 ปี ขณะที่เขื่อนขนาดเล็กลงมา เช่น เขื่อนมาร์มอตในแม่น้ำแซนดี้และเขื่อนในแม่น้ำลิตเติลแซนดี้ มลรัฐออริกอน รัฐบาลต้องจ่ายเงินเพื่อทุบเขื่อนมากถึง 640 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมงบประมาณในการฟื้นฟูร่องน้ำให้คืนสู่สภาพธรรมชาติอีกนับพันล้านบาท

จากข้อมูลงานวิจัยผลกระทบจากเขื่อนมากมายทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงรายงานองค์การอนามัยโลก (WHO) และรายงานธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการสร้างเขื่อนทั่วโลกพูดตรงกันว่า การสร้างเขื่อนแม้จะก่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีผลกระทบมหาศาลในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม สุขภาพ และการเปิดเขื่อนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นป่าธรรมชาติและป่าต้นน้ำถูกน้ำท่วม ดินหน้าเขื่อนและท้ายเขื่อนขาดแร่ธาตุ สัตว์ป่าล้มตายและมีลักษณะด้อย สัตว์น้ำบางชนิดสูญพันธ์เนื่องจากไม่สามารถขยายพันธุ์ในน้ำนิ่งได้ พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยถูกน้ำท่วม ต้องอพยพไปอยู่ที่ใหม่ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการทำมาหากิน วัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนเปลี่ยนแปลงไป  ทำให้เกิดโรคที่มากับระบบนิเวศน้ำนิ่งซึ่งมียุงและหอยเป็นพาหะ ขณะที่การเปิดเขื่อนเป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็กระทบต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรในสถานที่ท่องเที่ยว

นายสมเกียรติ มีธรรม จากสถาบันอ้อผญา ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ได้มีการวิเคราะห์ถึงกรณี "เขื่อนแม่แจ่ม" ไว้อย่างน่าสนใจว่า ถ้าหากมีการสร้างเขื่อนแม่แจ่มจริงๆ เชื่อว่า คนแม่แจ่มไม่มีทางเลี่ยงผลกระทบนี้ไปได้ เพราะว่าบทเรียนจากการสร้างเขื่อนขนาดเล็กและขนานใหญ่หลายประเทศทั่วโลก ร่วมทั้งในประเทศไทย นั้นเป็นบทเรียนที่ต้องเรียนรู้และหาทางออกที่สอดคล้องเหมาะสมกับท้องถิ่นร่วมกัน

"โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนกั้นน้ำแม่แจ่ม ซึ่งเป็นลำน้ำเพียงแห่งเดียวที่หล่อเลี้ยงผู้คนมานาน และเป็นบ่อเกิดวัฒนธรรมแห่งสายน้ำที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวแม่แจ่มมาจนถึงทุกวันนี้ และที่สำคัญสายน้ำที่เห็นทุกเมื่อเชื่อวันดูว่าไม่มีอะไรน่าสนใจนั้น มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากสายน้ำอื่นหลายอย่างที่คนแม่แจ่มต้องร่วมกันรักษาไว้"

ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนแม่แจ่ม หากมีการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม นั่นคือ

1. สองฝั่งลำน้ำแม่แจ่มและลุ่มน้ำแม่แจ่ม มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ที่ช่วยรักษาความสมดุลของทุกชีวิตสองฝั่งลำน้ำเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ความแตกต่างของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และวัฒนธรรม ได้ชี้ให้เห็นถึงอัญมณีอันล้ำค่าที่มากับสายน้ำแห่งนี้ เมื่อมีเขื่อนเกิดขึ้น "หอยก้นแหลม" ซึ่งมีเฉพาะต้นน้ำแม่แจ่มเพียงแห่งเดียว และสัตว์น้ำอื่นๆ ที่ขยายพันธุ์ได้เฉพาะในน้ำไหลก็จะสูญพันธุ์ไป ไม่มีปลาที่อร่อยให้มาทำ "น้ำพริกโย๊ะ" ซึ่งมีแห่งเดียวในโลกได้อีกสองฝั่งลำน้ำแม่แจ่ม ไม่ว่าจะเป็นหอย ต้นไม้ และสำเนียงพูด ของคนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

2. ตัวเขื่อนตั้งอยู่ใกล้พื้นที่รับน้ำจากลำห้วยสาขาน้อยใหญ่มากมาย ส่วนใต้เขื่อนมีเพียง 2 ลำห้วยเท่านั้น น้ำท่วมแม่แจ่มเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 จำนวน 90 เปอร์เซ็นต์ของน้ำ มาจากลำห้วยต่างๆ หน้าเขื่อนขึ้นไป เมื่อเขื่อนรองรับน้ำไว้เต็มอัตรา ดังที่เกิดขึ้นกับเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2554 น้ำที่มีปริมาณมากก็จะถูกระบายออกมาจนท่วมทุ่งนาและบ้านเรือนอย่างเคย

3. เขื่อนรองรับน้ำน้อยลงทุกปีเนื่องจากมีตะกอนเต็มเขื่อน จากข้อมูลสำนักอุทกวิทยาและบริหารน้ำ กรมชลประทาน ได้วัดตะกอนน้ำแม่แจ่มตั้งแต่ปี 2511-2548 พบว่า ตะกอนน้ำแม่แจ่มเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 771,418 ตัน ตะกอนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในแต่ละปี เช่นปีพ.ศ.2548 ปริมาณน้ำเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 1,199.42 ล้าน ลบ.ม.  มีตะกอนเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 1,487,688 ตัน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าในปี 2548 มีปริมาณตะกอนมากกว่าปริมาณน้ำถึง 2 แสนกว่าตัน ปริมาณตะกอนมหาศาลดังกล่าวมานี้ เมื่อมีเขื่อนกั้นไว้ก็จะสะสมหนาขึ้นทุกปี ทำให้หน้าเขื่อนตื้นเขิน ไม่สามารถรองรับน้ำเติมที่และไม่มีทางขุดลอกออกได้ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากก็จะล้นทะลักออกจากเขื่อนท่วมพื้นที่ใต้เขื่อนเหมือนเดิม การสร้างเขื่อนจึงไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้

4. สถานที่ตั้งของเขื่อนตั้งอยู่บริเวณพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้องห้ามตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2528 ไม่ให้มีการใช้พื้นที่ในทุกกรณีโดยเด็ดขาด

5. เขื่อนตั้งอยู่ใกล้รอยเลื่อน หรือรอยแตกในเปลือกโลกที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวถึง 4 รอย ได้แก่รอยเลื่อนแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็น 1 ใน 13 รอยเลื่อนที่กรมทรัพยากรธรณีระบุว่าเป็นรอยเลื่อนที่มีพลัง นอกจากนั้นยังมีรอยเลื่อนขุนยวม, รอยเลื่อนแม่ลาน้อย, และรอยเลื่อนแม่ลาหลวง เมื่อเกิดแผ่นดินไหวบริเวณรอยเลื่อนหนึ่งรอยเลื่อนใดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขื่อนนัก โอกาสที่จะทำให้เขื่อนปริร้าวและแตกได้ ผู้รับกรรมจะเป็นใครถ้าไม่ใช่คนใต้เขื่อน

6. กรณีปัญหาขาดแคลนน้ำการเกษตร ในปี 2553 อำเภอแม่แจ่มมีพื้นที่นาซึ่งใช้ปลูกข้าวและพืชอื่นๆ 33,056 ไร่ มีแหล่งน้ำที่พัฒนาแล้ว 38 แห่ง ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำ สระเก็บน้ำ สถานีสูบน้ำ และฝายขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป รองรับพื้นที่ใช้น้ำการเกษตร 27,264 ไร่ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเรามีพื้นที่ขาดแคลนน้ำการเกษตรเพียง 5,792 ไร่เท่านั้น พื้นที่ดังกล่าว กรมชลประทานมีแผนสร้างฝายและอ่างเก็บน้ำทุกตำบล จำนวน 7 โครงการ โดยจะเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2555 - 2561 ด้วยเงินลงทุน 1,165 ล้านบาท นอกจากนั้นกรมทรัพยากรน้ำ ยังมีแผนพัฒนา ฟื้นฟู และปรับปรุงแหล่งน้ำอีก 7 โครงการ/ตำบล ดังนั้นปัญหาขาดแคลนน้ำการเกษตรก็จะหมดไป จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างเขื่อนให้เสียงบประมาณโดยใช่เหตุ

7. เขื่อนไม่ได้เกิดจากความต้องการของชุมชน จากข้อมูลงานวิจัยโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจังหวัดเชียงใหม่ แผนพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำอำเภอแม่แจ่ม พบว่า ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำมีระดับความรุนแรงน้อยมาก แต่เมื่อพิจารณาจากความต้องการเร่งด่วนของชุมชนกลับพบว่า ชุมชนต้องการฝาย อ่างเก็บน้ำ ประปาหมู่บ้าน คลองส่งน้ำ ฝายน้ำล้น ประปาภูเขา ปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ ขุดสระน้ำ สร้างฝายและลำเหมือง ฝายต้นน้ำ บ่อบาดาล และถังเก็บน้ำ เท่านั้น ซึ่งทางกรมชลประทานและทรัพยากรน้ำมีแผนจะดำเนินการแก้ปัญหาอยู่แล้ว

แน่นอนว่า น้ำท่วมแม่แจ่มเมื่อเดือนตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา อาจเป็นสิ่งที่หลายคนวิตก แต่ประเด็นเรื่อง "เขื่อนแม่แจ่ม" นั้นกำลังสร้างวิตกกังวลมากยิ่งกว่า เพราะชาวบ้านหลายคนที่ศึกษาข้อมูล รับรู้แล้วว่าในห้วงเวลานี้ "เขื่อน"ไม่ใช่ทางออกสำเร็จรูป และยังไม่ใช่ความต้องการของชาวบ้านเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างแท้จริง

 

ข้อมูลและภาพประกอบ : วารสาร แม่แจ่มนิวส์ เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2554  

 

อ่านเรื่องเกี่ยวข้อง

เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 1)

เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 2)

เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 3)

เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 4)

เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 5)

เรียนรู้แม่แจ่ม ผ่านชีวิตครูอุทิศ สมบัติ : เราต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(ตอน 6)

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร