"ปกาเกอะญอ โคอิ" แห่งผืนป่าแก่งกระจาน

Fri, 01/20/2012 - 14:31 -- ประชาธรรม

ปู่โคอิ ดูสดชื่นขึ้นกว่าครั้งแรกที่พบกันที่เซฟเฮ้าส์ เมื่อเดือนกันยายน 2554 ที่ผ่านมา

 

อาจเป็นเพราะเมื่อเทียบกับคราวที่แล้ว-ปู่เป็นฝ่ายเดินทางมาหาพวกเรา จากบ้านโป่งลึก-บางกลอย กว่าจะถึงตัวเมืองแก่งกระจาน ก็ร่วมสามชั่วโมงที่คนโดยสารต้องกระเด้งไปมาตามแรงกระแทกและแรงเหวี่ยงของรถกะบะที่วิ่งไปอยู่บนทางลูกรังที่คดเคี้ยว เพราะเป็นเส้นทางป่าเขา คราวนี้เราเป็นฝ่ายเดินทางมาหาปู่โคอิ เพราะนอกจากต้องการคุยกับปู่อีกครั้ง เราอยากเห็นสภาพของหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย พื้นที่ที่ใช้รองรับการ(บังคับ)โยกย้ายหลายครอบครัวหลายชีวิตจากบ้านบางกลอยบนในช่วงปี-สองปีที่ผ่านมา

 

 

 

เราสองคนเดินตามล่ามไปตามเส้นทางเดินของหมู่บ้าน มาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้ชั้นเดียว พื้นบ้านเป็นไม้ไผ่ที่ถูกตีให้แบน เมื่อเดินผ่านทางเข้าก็จะเห็นปู่นอนชิดทางขวาของตัวบ้าน ใกล้ๆ กับกองไฟที่ให้ความอบอุ่น(และเป็นที่ทำอาหาร) ถัดไป-มีชายชราผอมๆ อีกคนที่นอนอยู่-เราทราบในเวลาต่อมาว่า คือนายสมจิตร ศุภางค์กูล (นามสกุลเดิม กว่าบุ) ลูกเขย ซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและเป็นลูกเขยของปู่

 

 

บ้านนี้คือบ้านของลูกสาวและลูกเขยของปู่โคอิ นับแต่เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไปเอาตัวปู่และนอแอะ (ลูกชายคนโตที่เกิดจากเมียคนที่สอง) ออกมาจากบ้านที่บางกลอยบน-บ้านที่ปู่และลูก-หลานอยู่มาเกือบตลอดชีวิต ..มีคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ว่า เมื่อปู่และลูกหลาน (รวมถึงครอบครัวอื่นๆ) ออกมาจากบ้านแล้วจะให้ไปอยู่ที่ไหน ไม่มีบ้านหรือพื้นที่จัดสรรใดๆ รองรับการ(บังคับ)โยกย้ายออกจากบ้านบางกลอยบน

 

 

เสียงเรียกของล่ามทำให้ปู่ค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่ง ดูเหมือนปู่จะคุ้นเคยกับการมาของคนแปลกหน้า ปู่พยักหน้าพร้อมพูดอะไรบางอย่างออกมา ล่ามหันมาแปลให้ฟังว่า "ปู่บอกว่าคุยได้"

 

 

 

ถ้อยคำจากปู่โคอิ ผ่านล่าม

 

 

ตอนที่เราขอให้ปู่เล่าเรื่องของปู่ให้ฟัง ปู่ตำหมากและเคี้ยวหมากไปพร้อมๆ กัน ปู่บอกว่า ปู่ "เกิดที่ต้นน้ำภาชี"

 

 

เมื่อเริ่มเป็นหนุ่ม พ่อแม่ก็พาปู่และครอบครัวมาตั้งรกรากที่บ้านบางกลอยบน ใกล้บริเวณที่เรียกว่า "ใจแผ่นดิน" ปู่บอกว่า "ตอนนั้น เดินอยู่วันนึง-ก็ถึงบ้านใจแผ่นดิน"

 

 

พ่อแม่ของปู่ชื่อ นายมิมิและนางนอดี ปู่เป็นลูกคนที่ห้าจากพี่น้องทั้งหมด 6 คน คือ ดึ๊ลือ, นอมือรึ, น่อเจนัว, เคอะ, ปู่โคอิ, และนอโพะ

 

 

ปู่บอกว่า วันที่เดินมาถึงบ้านบางกลอยบน ตอนนั้น-มีคนตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว 4 ครอบครัว คือ ครอบครัวพื้อโบ, ครอบครัวพื้อท้อเคาะ (มีลูกคือพ้ะลุ้ย และเพาะกลอมึ ซึงเป็นลูกของเพาะกลอมึ) ครอบครัว  พื้อชาลัวะ (มีลูกคือ นายจอโจ่) และครอบครัวสุดท้าย-พื้อคุ (ต่อมามีลูกสาวชื่อปีจิ๊ ซึ่งเป็นมารดานายสมจิตร กว่าบุ และต่อมานายสมจิต เป็นสามีนางบุเรมิ)

 

 

ปู่อาศัยอยู่ได้ประมาณ 10 ปี จึงอยู่กินกับนางหน่อทิกิพู้ สองปีต่อมาก็มีลูกคนแรกคือ จอเงเง และต่อมาอีกสองคนคือ กะเทรอและบุเรมิ หลังจากนางหน่อทิกิพู้เสียชีวิต ไม่นาน-ปู่ก็อยู่กินกับนางนอตะกี มีลูกด้วยกันสองคนคือ หน่อเอะ หรือนอแอ๊ะ และหน่อสะ

 

 

ปู่เล่าว่า พ่อแม่ของปู่ ปู่และลูกหลานของปู่ ทำกินด้วยการปลูกข้าวไร่หมุนเวียน ปลูกต้นหมากไว้ 2-3 แปลง แปลงละร้อยกว่าต้น ช่วงที่อยู่กับภรรยาคนแรก ปู่เคยเข้าป่าล่าสัตว์กับเพื่อนๆ แล้วให้ "ซุ" (หมายถึง เพื่อนนำมิตร) พาไปขาย ซึ่งเวลานั้นพ่อค้าหรือเจ้านายมักจะ "ฝากหา" เพื่อไปเป็นของกำนัลเจ้านาย--สืบค้นต่อมาจึงพบว่า "ซุ" ที่ปู่โคอิ พูดถึงก็คือนายระเอิน บุญเลิศ บิดาของนายวุฒิ บุญเลิศ ปราชญ์ชาวปกาเกอะญะในพื้นที่ฝั่งตะวันตก[1] มาช่วงหลังๆ ที่ลูก-หลานเริ่มปลูกพริก ลงมาขายที่อำเภอท่ายาง เพื่อเอาเงินไปซื้อเกลือ ยาบางอย่าง ซื้อลูกไก่ไปเลี้ยงที่บ้านฯลฯ

 

 

ไม่ต่างไปจากที่คาด-เมื่อถามถึงวันเดือนปีเกิด-ปู่ตอบว่า "ไม่รู้"

แต่บอกได้ว่า ตอนนี้ "อายุ 103 ปี"

 

ล่ามแปลให้ฟังถึงวิธีการที่ปู่ใช้นับอายุ-ปู่บอกว่า ปู่นับอายุจากจำนวนเมล็ดข้าวโพดที่เก็บไว้ในแต่ละปี ผ่านไปแต่ละปีจะเก็บเมล็ดข้าวโพดเพิ่มอีกหนึ่งเมล็ด โดยเริ่มจากที่พ่อแม่เก็บไว้ให้ก่อน ปู่ประมาณเอาจากปีที่ลูกชายคนโตของแกเกิด ปีนั้นนับเมล็ดข้าวโพดได้ 27 เมล็ดแล้ว และปู่เอาเม็ดข้าวโพดมาเรียงเก็บไว้ ทุกปี-เม็ดข้าวโพดจะเพิ่มขึ้นตามขวบปีของลูกชายที่โตขึ้น

 

ปู่จึงตอบอย่างมั่นใจว่า "ตอนนี้อายุ 103 ปี"

 

 

 

เหรียญชาวเขาของครอบครัว

 

 

เมื่อถามถึงช่วงที่ทางราชการมาแจกเหรียญชาวเขา ปู่บอกว่า "ไม่ได้ไปเอา"

คำตอบนี้ทำให้เราต้องถามปู่ย้ำถึงสอง-สามครั้ง และหันมาถามล่ามเพื่อให้แน่ใจว่าแปล-ไม่ผิดความ

 

ล่ามยืนยันว่า ปู่ "ไม่รู้ และไม่เคยไปรับ"

 

 

ปู่เล่าต่อว่า ลูกชายคือนายจอเงเง และลูกเขยคือนายสมจิต ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านได้ลงจากเขาไปยังตัวอำเภอท่ายาง ได้เจอกับผู้ใหญ่มา ผู้ใหญ่จึงบอกให้ไปรับเหรียญชาวเขา นายสมจิต ซึ่งนอนอยู่บนเรือน และฟังเราถามคำถามปู่ ก็ตอบเหมือนกับปู่ ว่า "ปู่ไม่ได้ไปเอา ลูกชายแกเป็นคนไปรับ"

 

 

ปู่บอกว่า "ถ้ารู้ ก็คงไปรับเหรียญ แต่ระยะทางก็ไกลมาก"

         

 

 

อย่างไรก็ดี ในความรู้สึกของลูก-หลานแล้ว มันเป็นเหรียญที่ทางราชการแจกให้กับชาวเขาหรือชาวปกาเกอะญอ อย่างพวกเขา สำหรับครอบครัวของพวกเขา

 

 

 

"ท.ร.ช.ข." เอกสารจากทางราชการชิ้นแรกของปู่โคอิ

เราถามปู่โคอิอีกครั้ง ถึงทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน หรือท.ร.ช.ข. ที่จัดทำโดยกรมประชาสงเคราะห์[2] และมีการบันทึกชื่อปู่ไว้

 

ปู่จำไม่ได้ว่า-ปีนั้นคือปีพ.ศ. 2531 แต่ปู่จำได้ว่ามีเจ้าหน้าที่มาที่บ้าน มาสอบถามชื่อปู่ และถามว่ามีใครอยู่ในบ้านบ้าง ตอนนั้นนอกจากปู่แล้วก็มี เมียของปู่คือนางนอตะกี และลูกชายทั้งสองคนคือหน่อเอะ หรือนอแอ๊ะ และหน่อสะ

 

ชื่อของทุกคนจึงถูกบันทึกไว้ในท.ร.ช.ข. แฟ้มบางกลอย 4 ครอบครัวที่ 3[3] เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2531 โดยระบุว่า ชื่อนายโคอิ เป็นหัวหน้าครอบครัว เกิดเมื่อปีพ.ศ.2454 ที่จังหวัดเพชรบุรี ประเทศไทย พ่อชื่อ มิมิ แม่ชื่อพินอดี ทุกคนเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง และนับถือผี"

         

 

เอกสารชิ้นนี้ลูกหลานของปู่ยังคงเก็บสำเนาเอาไว้ให้ปู่

 

 

 

เมื่อบ้านบางกลอยถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ

         

 

ปู่โคอิ รวมถึงเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านบางกลอยบน ไม่มีทางรู้ได้ว่าผืนป่าที่เรียกว่าบ้านบางกลอยบน บ้านใจแผ่นดินซึ่งพวกเขาอาศัยทำกินและเดินเที่ยวไปทั่ว ถูกประกาศให้เป็น เขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในปีพ.ศ.2524 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่ายางน้ำกลัดเหนือ และป่ายางน้ำกลัดใต้ ในท้องที่ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ กิ่งอำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอเขาย้อย และตำบลสองพี่น้อง ตำบลแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ.2524[4]

 

 

โดยเฉพาะปู่โคอิ ที่เกิดและเติบโตในผืนป่าแห่งนี้ ย่อมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงต้องถูก(บังคับ)ให้โยกย้ายออกจากบ้านที่เขาเกิดและอยู่อาศัยมาจนล่วงเข้าวัยชรา

 

 

เมื่อถามปู่ว่า ถ้ามันเป็นบ้านเป็นที่ดินของปู่ ปู่ก็อยากจะได้คืนใช่ไหม?

 

คำตอบจากปู่ไม่ได้แตะแม้แต่น้อยถึงการอ้างความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของหรือกรรมสิทธิ์ ปู่บอกเพียงว่า "อยากกลับไปอยู่ที่เดิม ..เพราะมีหมาก พลู ของกินที่(ฉัน)ปลูกไว้ จะกลับไปทำไร่ที่เดิม กลับไปที่ที่ร่องรอยของพ่อแม่เคยอยู่"

 

 

 

 

ปกาเกอะญอที่ "ตกหล่น" บัตรสีฟ้าและบัตรเขียวขอบแดง

 

 

เมื่อถามถึง "การสำรวจบัตรสีฟ้า" ภายใต้โครงการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงและบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง (ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533) ในช่วงปีพ.ศ.2533-2534 ที่กรมการปกครองดำเนินการเพื่อสำรวจบุคคลที่อยู่บนพื้นที่สูงทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะชาวเขา เท่านั้น แต่รวมถึงชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่บนพื้นที่สูง 20 จังหวัด[5]

 

 

ปู่บอกว่า ปู่ไม่ได้รับการสำรวจ (ตกสำรวจนั่นเอง) เพราะว่า "ไม่รู้เรื่อง" สาเหตุสำคัญก็คืออำเภอ หรือเจ้าหน้าที่ไม่ได้มาทำการสำรวจที่บ้านบางกลอยบน รวมถึงไม่เคยมาแจ้งให้ปู่หรือเพื่อนบ้านรู้เลย

 

 

และสำหรับการสำรวจบัตรเขียวขอบแดง (บัตรชุมชนบนพื้นที่สูง) ภายใต้โครงการสำรรวจและเพื่อทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวชุมชนบนพื้นที่สูง (บัตรสีเขียวขอบแดง) ซึ่งดำเนินการในช่วงปีพ.ศ.2542[6] ปู่และครอบครัวก็ไม่ได้รับการสำรวจหรือตกสำรวจอีกเหมือนกัน และแม้คราวนี้อำเภอแก่งกระจานจะเคลื่อนที่ออกมารับการสำรวจและจัดทำแบบพิมพ์ประวัติให้แก่ชาวบ้าน แต่ทางอำเภอก็ไม่ได้ขึ้นไปถึงบางกลอยบน แต่ตั้งโต๊ะทำงานกันอยู่ที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย

 

 

ปู่โคอิและครอบครัว ไม่รู้เรื่องถึงการสำรวจบัตรเขียวขอบแดง ปู่บอกว่าไม่มีใครมาบอก มาเรียก จึงเป็นผู้ตกหล่นจากการสำรวจและทำบัตรเขียวขอบแดงอีกครั้ง

 

 

รวมถึงเพื่อนบ้านอีกหลายคนที่ไม่ได้เดินทางลงมา เพราะไม่รู้ หรือพยายามเดินทางลงมา ก็มาไม่ทัน หรือปกาเกอะญอหลายครอบครัวก็ตัดสินใจไม่เข้ารับการสำรวจด้วยได้รับข้อมูลว่าบัตรเขียวขอบแดงเป็นบัตรสำรวจคนต่างด้าว เพราะพวกเขาเป็นปกาเกอะญอที่เกิดและเติบโตในผืนป่าแก่งกระจาน ไม่ใช่คนต่างด้าว

 

 

 

ในวันที่(ถูกบังคับให้)จากบ้าน

 

เหตุการณ์สำคัญในชีวิตสำหรับปู่โคอิ ก็คือ วันที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ[7] นำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์และบ้านที่อาศัยถูกเผา

 

ปู่เล่าว่า ก่อนหน้านี้-ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาพบ มาแจ้งให้ออกจากพื้นที่เลย

 

วันนั้น-เจ้าหน้าที่บอกผ่านล่ามว่า "ให้ปู่และครอบครัวลงไปจากป่า อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว"

 

ปู่ก็ตอบว่า "ไปไหน ไม่ได้หรอก ตามองไม่เห็นแล้ว"

 

เจ้าหน้าที่บอกว่า-จะลากไป แล้วเขาก็ลากปู่ไป ผ่านไปตรงที่มีตอไม้เยอะๆ จนถึงเฮลิคอปเตอร์

         

เมื่อเราถามว่า แล้วปู่รู้ได้ยังไงว่าเป็นเจ้าหน้าที่?

 

ปู่ตอบว่า "รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ เพราะล่ามบอก"

 

 

ปู่โคอิไม่ได้เห็นภาพทรัพย์สินถูกทำลาย บ้านถูกเผากับตาของตัวเอง มีเพียงคนบอกมาว่า "เจ้าหน้าที่อุทยานเผาบ้าน" และรับรู้จากลูกชายว่า ข้าวของในบ้านถูกเผา-ทำลายเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย มีด เคียว หรือ "เงินเป็นร้อย ที่ไม่ได้หามาได้ง่าย"

 

ปู่บอกว่า "เสียดายหมดทุกอย่าง"

 

 

เมื่อถามปู่ว่า-อยากได้คืนไหม อยากเรียกร้องให้เขาคืนของให้เรา หรือให้เงินเราเป็นค่าของที่เสียหายไปไหม?

 

 

ปู่ตอบว่า "หากได้ของคืน ก็จะสุขใจ แล้วแต่จะคืนของให้ ใจจริงๆ ก็ไม่ว่าอะไรเขาสักอย่าง จะคืนเป็นของหรือเป็นเงินก็ได้ ..แต่ก็ไม่กล้าขออะไร ..กลัวเขาจะมายิง"

 

 

และเมื่อถามถึงสิ่งที่อยากได้คืนมามากที่สุด

 

ปู่บอกว่า "เข็มขัดเงิน กับสร้อยคอที่เป็นรูปเหรียญซึ่งห้อยกับด้าย สร้อยลูกประคำ" และ "อยากกลับไปอยู่ที่เดิม ..เพราะมีหมาก พลู ของกินที่ปลูกไว้ กลับไปทำไร่ที่เดิม กลับไปที่ที่ร่องรอยของพ่อแม่เคยอยู่"

 

หลังจากประโยคนี้ ปู่พูดประโยคยาวๆ โดยที่เราไม่ได้ถาม-ว่า "ปู่ยืนยันว่าไม่เคยทำลายป่า ไม่เคยทำลายแผ่นดิน ไม่เคยนำไม้ไปขาย ทำแค่มีบ้าน พื้นที่ปลูกข้าวไร่ พืชผัก แม้ว่าบ้านเมืองจะพัฒนาไปอย่างไร ปู่ก็ทำเหมือนคนอื่นๆไม่ได้ ทำได้แค่นี้ เท่าที่พ่อแม่สั่งสอนมา"

 

 

 

ข้อเท็จจริงที่ยังขาดอยู่..

 

มันเป็นเวลาช่วงบ่าย-สองวัน สำหรับการสัมภาษณ์ปู่โคอิ เราอัดเสียงการพูดคุยระหว่างเรากับปู่ หลังจากการคุยในวันแรก เราบันทึกเรื่องเล่าของปู่ลงในกระดาษเปล่า และเติมเรื่องที่ปู่เล่าเพิ่มในวันที่สอง เราขอให้ล่ามอ่านให้ปู่ฟัง และก่อนกลับ เราได้คุยกับสมจิตร สุภางกูล-อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

 

เรามีแผนผังเครือญาติของครอบครัวปู่-อย่างคร่าวๆ เพราะตัวปู่ และหลานของปู่จำชื่อญาติของตัวเองได้ไม่ครบทุกคน

 

สิ่งที่เราขาดก็คือ เอกสารล่าสุดที่ทางอำเภอแก่งกระจานดำเนินการให้ปู่-เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางปลัดอำเภอแก่งกระจานชี้แจงกับผู้ใหญ่กระทงว่า โดยส่วนตัวแล้ว เขาเชื่อว่าปู่และกะเหรี่ยงอีกหลายคนเป็นคนดั้งเดิม แต่การที่ทุกคนไม่มีเอกสารแสดงตน ทำให้การเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ หรือการเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านคนไทย-เป็นไปได้ยาก ระหว่างนี้ ปู่และคนอื่นๆ ควรเข้ารับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร (ท.ร.38 ก) และรับการกำหนดเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ไปก่อน โดยปู่จะได้บัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถาสนะทางทะเบียนราษฎรขึ้นต้นด้วยเลข 0 และเอกสารสองชิ้นนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อและรายการบุคคลของปู่เข้าในทะเบียนบ้านคนไทย (ท.ร.14)

 

 

ก่อนหน้าลงพื้นที่ เราได้คุยกับปลัดอำเภอแก่งกระจานทางโทรศัพท์ ปลัดให้ข้อมูลตรงกับที่ผู้ใหญ่บ้านเล่า เพียงแต่เวลานี้ ยังไม่ได้เรียกปู่และชาวบ้านคนอื่นๆ ไปถ่ายบัตรประจำตัว ตอนนี้ทุกคนมีเพียงแบบตอบรับว่าเป็นผู้ที่ได้รับการสำรวจแล้ว (แบบ 89/1)

 

ในวันที่เราไปสัมภาษณ์ปู่ เอกสารชิ้นนี้ติดไปกับรถของหลานอีกคนหนึ่ง ซึ่งออกไปนอกหมู่บ้าน น่าเสียดายที่เราไม่ได้ถ่ายรูปเอกสารฉบับนั้นมา

 

          หลังจากงานชิ้นนี้-งานเรียบเรียงข้อเท็จจริงของปู่โคอิ สิ่งที่เราต้องทำต่อก็คือการปรับข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย เพื่อตอบคำถามถึงสถานะบุคคลตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิที่ดิน-ทรัพย์สินของปกาเกอะญอคนนี้-ปู่โคอิ

 

 



[1] สัมภาษณ์นายวุฒิ บุญเลิศ ทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554, ดูภาพประกอบโดยสืบค้นได้ที่

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=125279907527038&set=a.125272544194441.45186.100001350892849&type=1&permPage=1

[2] ภายใต้โครงการสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขา หรือโครงการสิงห์ภูเขา (เป็นการสำรวจชาวเขาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2527)

[3] สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ อดีตเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี ว่าเขาเคยได้รับมอบหมายให้มาสำรวจพื้นที่ใจแผ่นดินและบ้านบางกลอย ด้วยเพราะเวลานั้นกรมประชาสงเคราะห์ได้ข่าวว่าบริเวณดังกล่าวมีชุมชนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ ในเวลาเขาเดินเท้าจากบ้านพุระกำ (อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี) เข้าทางต้นน้ำลำพาชี ผ่านสันปันน้ำและเดินลงมาทางต้นน้ำบางกลอย โดยมีคนกะเหรี่ยงที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นลูกหาบและคนนำทางคือนายกระทง จีโบ้ง (ปัจจุบันเป็นผู้ใหญ่บ้าน)

และจากการตรวจสอบจากเอกสารคือสำเนาท.ร.ช.ข. ที่ถูกจัดทำขึ้นในปี 2531 ในเบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 8 เล่ม(แฟ้ม) ด้วยกัน ในเวลานั้นพื้นที่เหล่านี้ขึ้นกับกิ่งอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีประกอบไปด้วยบางกลอย 1  บางกลอย 2 บางกลอย 3 บางกลอย 4 บางกลอย 5 บางกลอย 6 บ้านโป่งลึก 1 และบ้านโป่งลึก 2 รวมแล้ว 71 ครอบครัว 367 คน

[4] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม98 ตอนที่ 92 ฉบับพิเศษ หน้า3 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2524

[5] ฝ่ายการทะเบียนชนกลุ่มน้อย ส่วนการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง,  "ชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย, เอกสารเผยแพร่, มกราคม 2542

          พื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา น่าน ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก เพชรบูรณ์ เลย พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี

[6] มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำสถิติจำนวนชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศ โดยรัฐบาลกำหนดนโยบายให้มีสถานะเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยผ่อนผันให้มีสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราว เพื่อรอการพิสูจน์สถานะต่อไป

[7] สอดคล้องคำชี้แจงของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ถึงการปฏิบัติการของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานร่วมกับหลายหน่วยงาน ภายใต้โครงการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย - พม่า ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 5 - 9 พฤษภาคม 2554, อ้างอิงจาก เอกสารสรุปผลการปฏิบัติงานยุทธการตะนาวศรี  โครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแกเงกระจาน ระหว่างวันที่ 5 - 9 พฤษภาคม 2554 โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช กระทรวงการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร