ความจริงหลังฉาก พม่าโฉมใหม่ กับ 8 โครงการใหญ่

Fri, 02/10/2012 - 11:51 -- ประชาธรรม

ภาพลักษณ์อันสวยสดของ "พม่า" ที่มีการเปิดตัวในเวทีโลก ตั้งแต่การจัดการเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาลพลเรือน การปล่อยตัว นางออง ซาน ซูจี และนักโทษการเมือง ตามด้วยการเจรจาหยุดยิงกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และล่าสุดคือการประกาศให้สิทธิพิเศษแก่นักลงทุน เพื่อดึงเงินลงทุนเข้าไปก่อร่างสร้างประเทศ ทว่ายังมีความจริงอีกด้านที่ อยู่เบื้องหลังฉากอันงดงามนี้ เป็นความจริงเกี่ยวกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของพม่าที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีความโปร่งใส และที่ร้ายก็คือ ก่อสงครามย่อยๆ ขึ้นอีกหลายพื้นที่ของประเทศ

 

ในงานสัมมนาเรื่อง "การสื่อสารเพื่อการเผยแพร่ในสื่อมวลชนสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์" ซึ่งมีองค์กรพัฒนาเอกชนและนักเคลื่อนไหวหลากหลายกลุ่มในพม่ามาร่วมงานที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีข้อมูลโครงการพัฒนาในพม่าที่น่าจับตารวม 8 โครงการ ประกอบด้วย

 

1.โครงการท่อส่งก๊าซและน้ำมันฉ่วยแก๊ส (Shwe Gas) รัฐอาระกัน เป็นโครงการก่อสร้างก่อส่งก๊าซและน้ำมันจากเมืองจ๊อกผิ่ว รัฐอาระกัน ภาคตะวันตกของพม่า ผ่านรัฐฉานเข้าสู่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน ระยะทาง 1,100 กิโลเมตร ท่ามกลางการสู้รบระหว่างกองทหารพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนเหนือของรัฐฉาน และตอนใต้ของรัฐคะฉิ่น

 

การก่อสร้างและการวางท่อแก๊สทำให้การเกิดการบังคับยึดที่ดินของชาวบ้าน โดยปราศจากค่าชดเชย และมีความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่รัฐบาลทหารพม่าได้รับ เพราะชาวบ้านกว่า 80% ของประเทศยังไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่กลับขุดก๊าซส่งขายประเทศจีน

 

โครงการนี้มีบริษัทร่วมทุนของจีนและทางการพม่าเป็นผู้รับสัมปทาน เริ่มขุดเจาะน้ำมันที่ Block-M มีพื้นที่กว่า 3,007 ตารางไมล์ เมื่อปี ค.ศ.2005 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยกว่า 6 แสนคน ชาวบ้านต้องสูญเสียที่ทำกินและบ่อน้ำมันที่เคยเจาะโดยวิถีชาวบ้านมาหลายชั่ว อายุคนต้องถูกทำลายด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่

 

2.โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เป็นความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับพม่าในการพัฒนาอ่าวทวาย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของพม่า ติดทะเลอันดามัน ให้เป็นประตูการค้าและเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ โครงการประกอบด้วยการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม มีถนนและทางรถไฟจากเมืองทวายเข้าสู่ จ.กาญจนบุรีของไทย และมีโครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากทวายเข้าไทยด้วย โดยบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ของไทย เข้าไปลงทุนก่อสร้างโครงการนี้

 

3.โครงการสร้างเขื่อนขนาดยักษ์ ส่วนใหญ่เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำสายหลักของประเทศอย่างแม่น้ำอิระวดีและสาละวิน มีโครงการก่อสร้างทั้งหมด 25 เขื่อน พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ 35,000 เมกะวัตต์ แต่ 98% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่งออกขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน ไทย และอินเดีย

 

โครงการเหล่านี้ไม่มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมกับโครงการ มีปัญหายึดที่ดินทำกินของชาวบ้าน เกณฑ์แรงงานและละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบต่างๆ

 

เฉพาะเขื่อนกั้นแม่น้ำอิระวดีมีทั้งหมด 7 เขื่อนใหญ่ และเขื่อนมิตส่งที่รัฐบาลเพิ่งประกาศให้ยุติโครงการไปเมื่อปลายปี ค.ศ.2011 เป็นหนึ่งใน 7 โครงการ ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทจากจีน ลงทุนร่วมกับรัฐบาลทหารพม่า ที่ผ่านมาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านอย่างเปิด เผย ส่วนแม่น้ำสาละวินก็มีโครงการเขื่อนท่าซาง อยู่ในพื้นที่รัฐฉาน มีการตัดไม้ทำลายป่าอย่างกว้างขวาง

 

4.โรงงานไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินทีจิต ทางตอนใต้ของรัฐฉาน ถูกสำรวจในปี ค.ศ.1989 ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินสร้างเสร็จในปี ค.ศ.2005 โดยบริษัทจากจีนและบริษัททหารพม่า แม้จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 120 เมกะวัตต์ แต่เถ้าถ่านหินที่ปนเปื้อนในน้ำและอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านใน พื้นที่อย่างมาก

 

5.เหมืองแร่เหล็กที่ปางแปก ภาคกลางของรัฐฉาน เป็นเหมืองแร่เหล็กใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพม่า ลงทุนโดยบริษัทจากอิตาลี รัสเซีย และทหารพม่าในปี ค.ศ.2007 รัสเซียเคยประกาศจะใช้เหมืองแห่งนี้วิจัยนิวเคลียร์ ที่ผ่านมามีการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่เพราะอากาศและน้ำเป็นพิษ และมีการตัดไม้เป็นพื้นที่กว้าง

 

6.เหมืองต่างๆ ในภาคตะวันออกของรัฐฉานและพื้นที่ริมแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรแร่จำนวนมาก มีการทำเหมืองและขับไล่ชาวบ้านออกจากที่ดินทำกินโดยไม่จ่ายค่าชดเชย มีปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ลักลอบค้าสัตว์ป่า และยาเสพติด

 

7.โครงการถ่านหินเมืองก๊ก ห่างจากชายแดนไทย-พม่าเพียง 40 กิโลเมตร อยู่ในหุบเขารัฐฉานตะวันออก โครงการนี้มีการเปิดเหมืองถ่านหิน และสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อส่งออกถ่านหิน อาจส่งผลต่อแม่น้ำกกที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยด้าน จ.เชียงรายด้วย

 

8.โครงการขายที่ดินให้บริษัทต่างชาติเพื่อการเกษตร หรือ contract farming ซึ่งมีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและสภาพดิน เช่น สบู่ดำ มีปัญหาการเกณฑ์แรงงานและบังคับยึดที่ดินทำกินของประชาชน

 

นอกจากนั้น ข่าวการเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม เช่น ไทยใหญ่ และกะเหรี่ยงเคเอ็นยู แม้จะเป็นข่าวใหญ่โต แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีการสู้รบอีกหลายพื้นที่ในพม่า เช่น การสู้รบระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังเอกราชคะฉิ่น หรือ เคไอเอ ในรัฐคะฉิ่น ภาคเหนือของรัฐฉาน ซึ่งสงครามเปิดฉากขึ้นในเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ทำให้มีผู้ลี้ภัยหลายหมื่นคน มีรายงานผู้หญิงและเด็กถูกข่มขืน ซึ่งจำนวนผู้หญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณที่มีโครงการลงทุนต่างๆ เพราะทหารพม่าส่งกำลังเข้าพื้นที่เพื่อรักษาความปลอดภัยให้โครงการเหล่านั้น

 

ข้อมูลจากนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานในพม่า ระบุอีกว่า รัฐบาลพม่าต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นอุตสาหกรรม วาดหวังว่าจะมีรายได้ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยใช้ "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" ดึงดูดนักลงทุน ให้สิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งในจำนวนนี้มีบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของไทยได้รับประโยชน์ด้วย

 

ตัวเลขการลงทุนระหว่างปี ค.ศ.1989-2012 สะท้อนความจริงหลายประการ คือยอดการลงทุนตลอด 23 ปีรวม 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่เป็นการลงทุนห้วงปี ค.ศ.2010-2011 ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงที่พม่าเปิดประเทศและกำลังปรับภาพลักษณ์ในเวทีนานาชาติ ส่วนปี ค.ศ.1989-2009 มีการลงทุนเพียง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ และในจำนวนนั้น 6 พันล้านดอลลาร์ยังมาจากโครงการเขื่อนท่าซางในรัฐฉานเพียงโครงการเดียวอีก ด้วย

 

ที่ผ่านมารัฐบาลพม่าชูนโยบาย "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" เพื่อสร้างงานให้ประชาชน แต่การลงทุนเกือบทั้งหมดเน้นเรื่องพลังงาน ก๊าซ เขื่อน และถ่านหิน ส่งผลกระทบต่อการใช้พื้นที่และที่ดินทำกินของประชาชนชาวพม่าเอง ตลอดจนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่า

 

ปัญหาที่จะตามมา คือ ชาวบ้านต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเพราะถูกบังคับเอาที่ทำกิน แม่น้ำหลายสายเริ่มสกปรก มีสารพิษ

 

คำถามก็คือ การเปิดประเทศรับนักลงทุนของพม่านั้น มีกฎหมายรองรับสำหรับป้องกันผลกระทบของชาวบ้านหรือยัง มีกฎหมายสำหรับรักษาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีพอหรือยัง เพราะมิฉะนั้นคนพม่าเจ้าของดินแดนเองนั่นแหละที่จะกลายเป็นเหยื่อของการ พัฒนา!

 

 

 

ที่มา : http://transbordernews.in.th/home/?p=399

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร