ห้องเรียนประชาธิปไตย: "สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย"

Mon, 02/13/2012 - 16:14 -- ประชาธรรม

ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ตรงข้ามกับระบอบกษัตริย์

อานันท์ กาญจนพันธุ์ นักวิชาการอาวุโส เริ่มดำเนินรายการโดยกล่าวถึงสภาพสังคมในปัจจุบันว่า เป็นสังคมที่มีปัญหาเรื่องการ "ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่จับไปกระเดียด" ตัวอย่างเห็นได้จากการเล่าลือกันไปว่า คนที่พยายามแก้ไข ม. 112 คือพวกนักวิชาการโพสโมเดิร์น เพราะมองคนกลุ่มนี้เป็นพวกชอบรื้อสร้าง อันที่จริงโพสโมเดิร์นมีรากเหง้ามาจากแนวคิดเสรีนิยม คือ การมองว่าทุกคนต้องมีเสรีภาพ ต้องพยายามให้ผู้คนพูดได้อย่างเสรีที่สุด ถึงแม้เราจะไม่ชอบความคิดของเขา แต่บางทีเราก็จะยอมตายเพื่อให้เขาได้พูด อีกประการหนึ่งคือ เสรีนิยมมองคนด้วยสายตาของมนุษย์นิยม คือ มองคนเป็นคน วันนี้จึงอยากชวนวิทยากรและผู้เข้าร่วมมองระบบกษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราควรจะพูดถึงได้ด้วยความเคารพ คนทั่วไปมองระบอบกษัตริย์ว่าขัดแย้งตรงข้ามกันกับระบอบประชาธิปไตย ส่วนตัวแล้วอานันท์มองว่า ระบอบกษัตริย์นั้นตรงข้ามกับระบอบเผด็จการ

"สังคมที่ปิดปากคนด้วยวิธีการป้ายสีต่างๆ มันเป็นสังคมที่ไม่ทำให้เกิดการพัฒนา ประเด็น คือ ถ้ามีเรื่องที่พูดไม่ได้ นั่นไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย"

อานันท์ กาญจนพันธุ์

 

สถานะของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมีการอยู่ร่วมกันอย่างไร

 สมชาย ปรีชาศิลปกุล ชวนมองภาพรวมของสถาบันกษัตริย์ สมชายมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองระดับโลกว่ามีการปรับเปลี่ยนมาตลอด บางประเทศอย่างฝรั่งเศสมีการเปลี่ยนโดยการล้มลงของสถาบันกษัตริย์ บางประเทศก็เปลี่ยนตัวระบอบการปกครองโดยที่ยังคงสถาบันกษัตริย์เอาไว้ เขาชวนคิดว่าสถานะของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมีการอยู่ร่วมกันอย่างไร จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญของระบอบนี้ คือ การมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นแหล่งอ้างอิงอำนาจสูงสุดในทางการเมือง และสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองประเภทหนึ่งจึงมีหน้าที่ในการรักษารัฐธรรมนูญ โดยที่กษัตริย์ยังคงมีหน้าที่เป็นประมุขของรัฐ อุดมการณ์สำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือ อำนาจสูงสุดทางการเมืองเป็นของประชาชน มีความเสมอภาคระหว่างพลเมือง ต้องมีการตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจ และตัวผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยมีการจำกัดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง ตรงนี้เองสมชายชี้ว่าอุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตยนั้นแตกต่างจากระบอบราชาธิปไตย ตรงที่ระบอบหลังเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์, สถานะทางสังคมของผู้คนนั้นถูกกำหนดโดยชาติกำเนิด, การใช้อำนาจปกครองเป็นไปโดยไม่มีกลไกควบคุม และผู้ปกครองดำรงอยู่ในอำนาจจนกว่าจะตาย โดยมีการสืบทอดอำนาจแก่ทายาท

สมชายกล่าวว่าในสังคมไทยเวลานี้เกิดข้อถกเถียงสำคัญขึ้นหลายประการซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ เช่น เรื่องรัฐประหาร เมื่อเกิดรัฐประหารก็กลายเป็นจารีตประเพณีว่า การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถเกิดขึ้นภายใต้พระปรมาภิไธย ในห้วงเวลาแห่งการต่อสู้ทางการเมือง สถาบันกษัตริย์จึงกลายเป็นอำนาจสูงสุดในทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่าเมื่อมีการรัฐประหาร มักมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือบทบัญญัติกฎหมายที่โน้มเอียงไปในทางขยายอำนาจและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ในเวลาเขียนก็เขียนกันเงียบๆ แต่เมื่อเกิดข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขบ้านเมืองก็จะลุกเป็นไฟเมื่อนั้น ดังกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้เรียกร้องให้มีการล้มล้างผลพวงของรัฐประหาร นี่เป็นสิ่งสะท้อนความตึงเครียดระหว่างสถาบันกษัตริย์กับรัฐสภาว่าอำนาจของใครควรจะมีขอบเขตแค่ไหนอย่างไร

 "ข้อเสนอเรื่องการล้มล้างผลพวงของรัฐประหารของคณะนิติราษฎร์ ทำลายระเบียบ(order) การเมืองไทยที่มั่นคงมากว่าศตวรรษ ระเบียบการเมืองที่ชนชั้นนำไทยยอมรับมาอย่างยาวนานได้ถูกสั่นคลอน การรัฐประหารจะถูกใช้ได้ลำบากขึ้น"

 สมชาย ปรีชาศิลปกุล

 

จากข้อสังเกตของอ.สมชาย ผู้ดำเนินรายการจึงชวนคิดต่อว่า การที่คณะรัฐประหารเขียนรัฐธรรมนูญโดยขยายอำนาจและบทบาทให้แก่สถาบันกษัตริย์นั้น เป็นการเสริมอำนาจให้แก่กษัตริย์ หรือแท้จริงแล้วเป็นการอาศัยอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในการดำรงอยู่ในสังคม

 

อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างระบอบกษัตริย์กับระบอบเผด็จการ

ฟากอ.เกษียรผู้เชี่ยวชาญในเรื่องทฤษฎีการเมืองก็ตอบคำถามของอ.อานันท์ที่ตั้งไว้ในตอนต้นว่า อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างระบอบกษัตริย์กับระบอบเผด็จการ โดยเขาออกตัวว่า

"การพูดเรื่องวิชาการในประเด็นอ่อนไหวในเรื่องวิชาการเช่นนี้ ผมควรเริ่มต้นด้วยการดูดวงตัวเองเสียก่อน หมอทรัพย์ทำนายไว้ในหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ว่า ท่านที่เกิดราศีธนู ท่านทำงานด้านลายลักษณ์อักษรมักมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่ศัตรูพากันเห็นเป็นเรื่องใหญ่ หมู่นี้ท่านจะมีภัยจากการพูดหรือเขียนพาดพิงถึงผู้อื่น"

เกษียร เตชะพีระ

 

สถาบันกษัตริย์เป็นพลังทางศีลธรรมหรือพลังทางการเมือง

เกษียรมองว่าปัญหาของการมองสถาบันกษัตริย์อยู่ที่การมอง คือการมองว่าสถาบันกษัตริย์เป็นพลังทางศีลธรรม(moral being)หรือพลังทางการเมือง(political being)กันแน่ บทบาทของสถาบันฯในช่วงที่ผ่านมาคือ การเป็นผู้บอกแก่สังคมว่าในเรื่องส่วนรวมนั้นมีสิ่งใดควรหรือไม่ควรทำ ดังเห็นได้จากพระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ อาทิ เรื่องความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ดังนั้นจึงเป็นความยุ่งยากของคนไทยที่จะมองว่าสถาบันกษัตริย์มิใช่แค่พียงพลังทางศีลธรรมแต่ยังเป็นพลังทางการเมืองด้วย

 

สถาบันกษัตริย์จะจัดการกับการสูญเสียอำนาจอธิปไตยอย่างไร

ประเด็นต่อมา คือ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 สถาบันกษัตริย์มีอำนาจอธิปไตยอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อระบอบการปกครองเปลี่ยนไป สถาบันกษัตริย์จะจัดการกับการสูญเสียอำนาจอธิปไตยอย่างไร (How to manage the loss of sovereignty.) เมื่อกล่าวถึงสิทธิทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีผู้อ้างถึงกรณีของประเทศอังกฤษ โดยหยิบยกข้อความในหนังสือชื่อThe English Constitution ของ Walter Bagehot มาอธิบายว่ากษัตริย์มีสิทธิในการให้คำปรึกษา ส่งเสริมกำลังใจ และสิทธิที่จะทรงให้คำตักเตือนแก่นายกรัฐมนตรี โดยทั้งหมดนี้จะต้องเป็นไปโดยลับ ในอีกด้านหนึ่งเกษียรมองว่านี่เป็นการอ่านผิด เพราะผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มิใช่พวกนิยมเจ้า แต่เป็นผู้ที่ใช้สถาบันกษัตริย์อังกฤษเป็นเครื่องมือ ผู้เขียนวิพากษ์สังคมอังกฤษว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังโง่อยู่มาก จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องธำรงสถาบันกษัตริย์ไว้ เพื่อทำให้คนอังกฤษยอมรับอำนาจใหม่(ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย)ได้โดยง่าย การใช้อำนาจปกครองในอังกฤษจึงเป็นการแสดงละครทางสังคมของผู้ที่ดูเหมือนมีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง นั่นคือราชวงศ์อังกฤษ ขณะที่ผู้ปกครองตัวจริงคือนายกรัฐมนตรีและคณะ

 

ระบอบประชาธิปไตยไทยกำลังตกอยู่ในอันตราย

 เมื่อหันกลับมามองสังคมไทยเกษียรเห็นว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่หวาดกลัวต่อระบอบทักษิณ ทำให้ไพล่คิดไปว่าการเลือกตั้งแบบบัญชีเดียวทั้งประเทศ จะทำให้พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดจะคิดเทียบชั้นกับเจ้าแผ่นดิน พวกเขาคิดว่าวิธีการเช่นนี้จะนำไปสู่ระบอบประธานาธิบดีในทางปฏิบัติ เกษียรเห็นว่านี่เป็นความกลัว Disguised Republic หวาดกลัวทักษิณ เสียจนไม่ยอมมองว่าประเทศอื่นก็ใช้วิธีการเลือกตั้งเช่นนี้ ก็ไม่เห็นว่าประเทศเหล่านั้นจะกลายเป็นสาธารณรัฐ (Republic) เป็นความกลัวที่ทำให้เกิดแรงเหวี่ยง (Swing) จนเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นการละทิ้งระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แล้วหวนกลับไปหาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

 

คนรักเจ้าไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์

เกษียรมองว่าผู้คนในสังคมส่วนหนึ่งยังนึกว่าตนเองอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้เกิดการสับสนในบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ยังคงมองสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้จะมีผู้วิจารณ์ด้วยความเคารพก็ไม่ได้ เมื่อมีผู้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ก็ต้องโดนข้อหาเนรคุณ หรือไล่ให้ไปอยู่ต่างประเทศเสีย หนำซ้ำยังมีการเรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ดังกรณีที่พันธมิตรอ้าง ม. 7 ขอนายกฯพระราชทาน ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งอย่างแบ่งแยกมิได้ เกษียรมองว่าการทำเช่นนี้เป็นการทำร้ายสถาบันกษัตริย์ ทำให้กษัตริย์อยู่ในสถานะที่ลำบาก เพราะนั่นเป็นการขยับระบอบกษัตริย์เข้าไปใกล้ระบอบเผด็จการมากขึ้น การที่ระบอบกษัตริย์ที่มีเหลืออยู่เพียงไม่กี่ประเทศจะอยู่รอดได้ สิ่งที่ต้องทำคือการเลือกยืนอยู่ข้างความชอบธรรมทางการเมืองที่โลกยอมรับ อันนี้คนที่รักสถาบันกษัตริย์ต้องคิดให้ดี ดังคำกล่าวที่ว่า"ไม่มีใครที่ทำร้ายคุณได้เท่ากับคนที่รักคุณมาก แต่เขาปกป้องคุณผิดวิธี" ทุกวันนี้สิ่งที่คนรักสถาบันควรจะกลัวคือระบอบเผด็จการมิใช่ระบอบประชาธิปไตย เพราะการที่ระบอบเผด็จการจะล้มเจ้านั้น สามารถทำได้โดยการรวมตัวของคนไม่กี่คน ผิดกันกับระบอบประชาธิปไตย หากคุณคิดจะล้มเจ้า คุณต้องมีเสียงของประชาชนข้างมากเกิน 50% และเกษียรยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ที่สุดแล้วกลุ่มนิยมเจ้าไม่ต้องกลัวชาวธรรมศาสตร์

"ไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์ ไม่มีใครในธรรมศาสตร์ที่ต้องการล้มเจ้า สิ่งที่ชาวธรรมศาสตร์ต้องล้ม คือ เรื่องที่มีการใช้เจ้าเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างคนดีไปจากแผ่นดิน"

 เกษียร เตชะพีระ

 

ห้องเรียนประชาธิปไตยว่าด้วยเรื่องสถาบันกษัตริย์นี้ยุติลงด้วยข้อสรุปที่ว่า ในปัจจุบันมีผู้คนช่วงใช้เรื่องการ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์ ไปทำลายผู้คนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างออกไป ดังที่อานันท์กล่าวว่า

"การเมืองมันไม่มีอะไรที่เป็นไปตามยถากรรม มันต้องมีใครเล่นอะไรสักอย่าง แต่เราจะมองเห็นสิ่งที่เขาเล่นหรือเปล่า การเมืองมันเป็นเรื่องจริง มีประวัติศาสตร์มีข้อมูลที่จะนำมาใช้พูดกันได้ อย่าไปพูดตามอารมณ์มันไม่เกิดประโยชน์"

"สังคมไทยต้องทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถพูดถึงได้ด้วยความเคารพ มิฉะนั้นจะเกิดความล่มสลายหรือความล้มเหลวของระบบการเมือง ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่สามารถมีสติปัญญา ที่จะแก้ปัญหาของตนเองได้"

 อานันท์ กาญจนพันธุ์

 

ที่มา : www.bookrepublic.org

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร